Castle of Black Iron - Chapter 1897: การปรากฏตัวของเจ้าชายปิศาจ
Chapter 1897: การปรากฏตัวของเจ้าชายปิศาจ
“ เป็นไปไม่ได้….” – ฉีไท่ รึที่รู้จักกันในชื่อลอร์ดหลานหลิงได้สีหน้าหม่นลงไปทันทีแล้วดีดตัวขึ้นจากเก้าอี้…
ในฐานะนายพลสูงสุดแล้ว มนุษย์โดนฆ่าเร็วแบบนี้ได้ยังไง ?
ตอนแรกนั้นปิศาจไม่ได้แสดงความได้เปรียบออกมามากนักแต่อยู่ๆพลังของมันก็ปะทุขึ้นมา หลังจากที่โจมตีใส่ เยกูยู มันก็ได้ฉีกเกราะพลังฉีของเขาด้วยปีกของมันซึ่งคมราวกับใบมีด หลังจากนั้นมันก็ได้เข้าหาตัว เยกูยู ก่อนที่ เยกูยู จะได้ปล่อยเกราะพลังฉีออกมาอีก ปิศาจปีกก็ได้ฉีกร่างของ เยกูยู ออกเป็นชิ้นๆ….
เยกูยู นั้นไม่ได้มีเวลาใช้ดินแดนของตัวเองด้วยซ้ำ
ในฐานะนายพลสูงสุดแล้ว ดินแดนของเขานั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าเกราะพลังฉี ในดินแดนนี้นายพลสูงสุดสามารถควบคุมทุกอย่างได้ แม้ว่าจะเจอกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าแต่ด้วยการปกป้องจากดินแดน เขาก็สามารถใช้ลูกไม้และการตอบโต้ได้มากกว่านายพลทั่วไป มันยากที่นายพลสูงสุดจะฆ่าคนระดับเดียวกันได้ นี่อธิบายได้ว่าทำไมจึงมีนายพลสูงสุดน้อยคนนักที่โดนคู่ต่อสู้ระดับเดียวกันฆ่า
ดินแดนนี้คือของที่ทรงพลังที่สุดที่นายพลสูงสุดใช้ในการป้องกันและโจมตีซึ่งใช้งานได้ทันทีที่คิด การใช้งานดินแดนนั้นไม่ได้ถือว่าเป็นการกระทำที่ขี้ขลาดแม้ว่าจะอยู่ในการต่อสู้ระหว่างนายพลสองคน ทำไม เยกูยู ถึงได้ยอมทิ้งวิธีนี้ไปในตอนวิกฤตได้ ?
เสียงตะโกนของปิศาจนั้นทำใหแผ่นดินสั่นไหว ในทางกลับกันแล้วมนุษย์กลับเงียบไปทันที ตะกี้มนุษย์ต่างก็พากันตื่นเต้นที่นายพลลมนั้นฆ่าปิศาจได้ ไม่คาดคิดว่านายพลสูงสุดของพวกเขาจะโดนฆ่าในเวลาอันสั้นแบบนี้ ดังนั้นมนุษย์หลายคนจึงไม่เชื่อสายตาตัวเอง
มันคือนายพลสูงสุดคนที่สามารถก่อตั้งวังอมตะและอาจจะขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ !
“ ไม่ใช่ว่าไม่มีมนุษย์คนไหนที่เอาชนะข้าได้แล้วรึไง ? “- เสียงของปิศาจปีกดังก้องมาถึงฝั่งมนุษย์ซึ่งได้ทำให้ขวัญกำลังใจของมนุษย์ลดลง
ปิศาจกว่าแสนตัวได้หัวเราะออกมา จักรพรรดิดาวและจักรพรรดิพลังนั้นก็แสดงสีหน้าอึมครึมออกมา
การต่อสู้เมื่อตะกี้แปลกนิดๆ ถ้านายพลสูงสุดอีกคนโดนฆ่าไป มันจะเป็นความเสียหายครั้งใหญ่ให้กับมนุษย์ นายพลสูงสุดนั้นไม่ใช่ว่าหาได้ทั่วไป กว่าหลายปีมานี้เมื่อมนุษย์กับปิศาจเผชิญหน้ากันในเขตใหญ่สวรรค์ มนุษย์นั้นยากที่จะเสียนายพลสูงสุดสองคนไปในวันเดียวกันได้
“ เหี้ย…” – อยู่ๆชายคนหนึ่งก็โผล่มาข้างจักรพรรดิดาวและจักรพรรดิพลัง มันคือ ฉีไท่ ดูจากสายตาของเขาแล้วเขาคงต้องการแก้แค้นให้กับ เยกูยู
จักรพรรดิดาวและจักรพรรดิพลังมองหน้ากันพร้อมกับเงียบไป
ฉีไท่ นั้นได้ก่อตั้งวังอมตะหลานหลิงมากว่า 300 ปีแล้ว ไม่ต้องเดาเลยว่าพลังของเขาน่ะถือว่ามาก ดูจากระดับแล้วแม้ว่าเขาจะเป็นนายพลสูงสุดแต่พลังของเขานั้นไม่ใช่ว่าเอานายพลสูงสุดทั่วไปมาเทียบได้ ตราบใดที่นายพลไฟรู้ถึงกฎในการสร้างดินแดนและพลังของธาตุทั้งสี่ได้ เขารึเธอก็จะขึ้นเป็นนายพลสูงสุดได้ ในสายตาของคนส่วนมากแล้วถ้านายพลสูงสุดไม่ได้ดื่มน้ำพุเก้าสวรรค์ เขาก็ไม่อาจจะสร้างจักระอมตะขึ้นมาได้ แม้ว่านายพลสูงสุดจะก่อตั้งวังอมตะขึ้นมาได้แต่เส้นทางในการบ่มเพาะนั้นก็จะจบลง มันเป็นอีกแค่ระดับเดียวสำหรับนายพลสูงสุดซึ่งก็คือเส้นทางที่ไม่อาจจะแบ่งย่อยได้อีก ดังนั้นความต่างระหว่างนายพลสูงสุดนั้นจึงไม่ได้ต่างกันมากนัก
อันที่จริงแล้วแม้ว่านายพลสูงสุดไม่ได้ดื่มน้ำพุเก้าสวรรค์เข้าไปแต่มันก็ยังมีความต่างที่น่ากลัวระหว่างพลังของพวกเขา หลักๆแล้วความต่างนั้นมาจากสองด้าน อย่างแรกคือพลังวิญญาณและพลังฉีที่สามารถเพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัดเมื่อนายพลสูงสุดนั้นอยู่ในการบ่มเพาะ แม้ว่ามันจะไม่ได้ยกระดับพวกเขาขึ้นมาแต่มันก็สามารถส่งผลต่อเนื่องและทำให้ความสามารถของพวกเขาพัฒนาขึ้นมามากกว่านายพลสูงสุดคนอื่นหลายสิบเท่าในการโจมตีแต่ละครั้ง อย่างที่สองคือการตระหนักของนายพลสูงสุดถึงกฎจักรวาลซึ่งได้ถูกใช้ในดินแดนของพวกเขา มันจะยกระดับพลังของดินแดนขึ้นได้อย่างมาก
ดังนั้นแม้ว่าจะมีนายพลสูงสุดหลายคนในดินแดนโม่เทียนแต่ก็มีน้อยคนนักที่สามารถก่อตั้งวังอมตะรึยกระดับขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ ถ้าพวกเขามีพลังพอๆกัน นายพลสูงสุดจะเอาชนะนายพลสูงสุดคนอื่นแล้วประกาศตัวว่าเป็นราชาได้ยังไง ?
ฉีไท่ นั้นไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้ง่ายๆเพราะพลังของเขานั้นอยู่ในระดับที่เกือบเทียบเคียงกับจักรพรรดิดาวและจักรพรรดิพลัง แน่นอนว่าคนแบบนี้ไม่ต้องไปสู้กับนายพลสูงสุดคนอื่นด้วยการเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยง ไม่งั้นแล้วทั้งวังหลานหลิงคงล่มสลายทันทีเมื่อเขาตกอยู่ในอันตราย
แต่เมื่อเห็นว่าหัวหน้าศาลลูกน้องตัวเองโดนปิศาจฆ่าไป ในที่สุด ฉีไท่ ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
…
ปิศาจปีกที่ฆ่า เยกูยู แค่มองไปยัง ฉีไท่ ที่เข้ามาหาด้วยรอยยิ้มอันเย็นชาบนใบหน้า
“ ตายซะ…” – ฉีไท่ คำรามออกมาแล้วใช้ดาบยาว 2 ม.ฟันเข้าใส่ที่ปิศาจปีกจากระยะห่าง 10,000 ม.
ในเสี้ยววินาทีดาบแสงก็ได้พุ่งเข้าใส่ปิศาจปีกจนทำให้ท้องฟ้านั้นเปลี่ยนสี
ตอนนั้นมีหนามคู่หนึ่งโผล่มาในมือของปิศาจปีกซึ่งสามารถดูดซับดาบแสงได้หมด เมื่อเผชิญหน้ากับดาบแสง ปิศาจปีกไม่ได้ถอยเลยสักนิด มันกลับกระพือปีกแล้วพุ่งเข้าใส่ ฉีไท่ ราวกับสายฟ้าสีดำ
ตอนที่ปะทะกันนั้นดาบแสงของ ฉีไท่ ได้ถูกผ่าออกโดยหนามของปิศาจปีก หลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าสู่การต่อสู้ระยะประชิดกัน
…
ตอนนั้นมนุษย์ทุกคนต่างก็มองไปที่ ฉีไท่ ด้วยตาที่เบิกกว้าง มีหลายคนที่ถึงกับกลั้นหายใจ เสียงร้องฝั่งปิศาจเองก็หยุดลงไปในตอนที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันมองไปยังสนามรบ
ในฐานะราชาอมตะแล้ว ฉีไท่ นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่า เยกูยู ในด้านความเร็ว, การเคลื่่อนที่และการโจมตีในระยะประชิด ปิศาจปีกดูเหมือนว่าจะซ่อนพลังของตัวเองไว้ตะกี้ ตอนที่มันสู้กับ ฉีไท่ นั้น มันก็เริ่มแข็งแกร่งขึั้นกว่าเก่ามาก จริงๆแล้วพวกเขาน่ะสูสีกัน…
ทั้งสนามรบเต็มไปด้วยเสียงคำรามของ ฉีไท่ และพลังฉีของเขา –
“ เจ้าจงใจปกปิดพลังของตัวเองเอาไว้และล่อมนุษย์ที่อ่อนแอมาสู้กับเจ้า ! “
ปิศาจปีกยังคงเงียบ มันเพียงแค่สู้และวนรอบ ฉีไท่ โดยที่ไม่ได้กลัวพลังฉีและดาบแสงของ ฉีไท่ เลย
การต่อสู้ระยะประชิดของพวกระดับสูงนี้เป็นโอกาสที่หายากสำหรับมนุษย์และปิศาจที่จะได้ดู ดังนั้นนายพลกว่าสองแสนชีวิตจึงมองดูการต่อสู้นี้ด้วยตาที่เบิกกว้าง
สำหรับนายพลดุดัน, นายพลดินและนายพลน้ำนั้น พวกเขาไม่อาจจะมองแสงและเงาของทัั้งสองได้ทัน พวกที่มองเห็นได้ชัดเจนต้องเป็นอย่างน้อยก็นายพลลม
การต่อสู้ระยะประชิดแบบนี้น่ะไม่นานก็กินเวลาไปถึง 2 ชม. ปิศาจปีกเหนือกว่าเล็กน้อยและสุดท้ายก็สามาารถสยบอีกฝ่ายได้ เกราะพลังฉีของ ฉีไท่ นั้นสั่นไหวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
…
‘มีบางอย่างผิดปกติไป….’
เมื่อเห็นความสามารถของปิศาจปีก จักรพรรดิดาวและจักรพรรดิพลังก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ หัวใจของพวกเขาเต้นรัวทันทีเมื่อคิดได้แบบนั้น
จักรพรรดิพลังมองไปยังกองทัพปิศาจแล้วพบว่าจักรพรรดิปิศาจเทียมได้เผยร่างของตัวเองออกมาพร้อมกับปิศาจภูเขาดำ
มันเป็นจักรพรรดิที่ซึ่งเป็นปิศาจเกราะเหล็กซึ่งนั่งอยู่ห่างออกจากกองทัพปิศาจไป 300 ไมล์
— มันสายเกินไปแล้วที่เจ้าจะรู้ถึงมัน !
…
“ ไม่ ทำไมข้าถึงใช้ดินแดนไม่ได้ ข้ารู้สึกว่ามันโดนล็อคเอาไว้…” – ฉีไท่ ที่ซึ่งรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบได้คำรามออกมาอีกครั้งด้วยความช็อกและลนลาน ตอนแรก ฉีไท่ นั้นหงุดหงิด หลังจากที่สู้มากว่า 2 ชม.เขาก็ต้องช็อกกับปิศาจปีก จนตอนี้เขาถึงเข้าใจว่าทำไม เยกูยู ถึงไม่ได้ใช้ดินแดนในตอนวิกฤต
“ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ นี่คือพลังช่วยเหลือของเจ้าชายปิศาจที่เขามีมาตั้งแต่เกิด มันสามารถผนึกธาตุทั้งสี่ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับพลังแบบนี้ การเปลียนแปลงของธาตุทั้งสี่ที่ก่อตัวดินแดนขึ้นมานั้นจะถูกล็อคเอาไว้ นายพลสูงสุดไม่อาจจะใช้ดินแดนของตัวเองได้เมื่อโดนเจ้าชายล็อคมันเอาไว้…” – จักรพรรดิปิศาจเทียมพูดขึ้นอย่างเย็นชา คำพูดของมันราวกับค้อนที่ฟาดเข้าใส่ใจกลางใจของมนุษย์ทั้งแสนคนรวมถึง ฉีไท่ ด้วย
‘เจ้าชายปิศาจ ปิศาจปีกนั้นเป็นเจ้าชายปิศาจ…’ ตอนนั้นเองมนุษย์ทุกคนต่างก็พากันเปลี่ยนสีหน้าไปรวมไปถึงจักรพรรดิดาวและจักรพรรดิพลังด้วย
ในใจของมนุษย์ทุกคนในดินแดนโม่เทียน คำว่าเจ้าชายปิศาจนี้ราวกับเวทย์มนต์ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความหนาวเหน็บในใจขึ้นมา