Castle of Black Iron - Chapter 1891: เก็บกวาด
Chapter 1891: เก็บกวาด
ตอนที่ จางเทีย ได้ใช้ดินแดนของสูตรราชาอินทรีย์ออกมา เขาก็ได้กักตัวนายพลและปราชญ์ทั้งสองเอาไว้ทันที
มันเป็นพื้นที่ของ จางเทีย ในดินแดนแห่งนี้ จางเทีย น่ะคือผู้คุ้มกฎ ความคิดของเขาเหนือกว่าทุกอย่าง ไม่มีใครท้าทายสิทธินี้ได้
บางทีผู้แข็งแกร่งอย่างจักรพรรดิอาจจะสู้กับ จางเทีย ได้แต่ดินแดนแห่งนี้ถือว่าเป็นหลุมศพของปราชญ์ทั้งสองและพวกนายพล
ดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่าดินแดนนรก
ดินแดนนรกนี้บอกกันว่าเป็นนรกอเวจี นรกชั้นที่ 18 พวกที่ถูกส่งมานั้นจะไม่มีทางที่จะหลุดออกไปได้
แน่นอนนว่าดินแดนของสูตรราชาอินทรีย์นั้นไม่ใช่นรกแต่คำว่านรกนั้นได้แทนถึงทุกอย่างของมันได้ดี
นี่คือที่ที่สูตรชั้นจักรพรรดิถูกใช้ในการสยบศัตรู,โจร , ปิศาจ, ผีและวิญญาณร้าย
ทะเลดำที่ไม่รู้จบด้านล่างดินแดนแห่งนี้ถูกเรียกว่าทะเลเบื้องล่าง น้ำทะเลนี้ถูกเรียกว่าน้ำซวน พวกที่ต่ำกว่าระดับอัศวินปราชญ์ไม่อาจจะหลุดออกมาจากน้ำซวนได้หากตกลงไปในน้ำ
ท้องฟ้าเบื้องบนนั้นปลอดโปร่ง ท้องฟ้าสีครามเต็มไปด้วยเปลวไฟที่เหมือนกับเมฆ พริบตาเดียวมันก็ได้กลายเป็นทะเลเพลิงกินพื้นที่หลายล้านไมล์บนท้องฟ้า
ไฟชำระแห่งนี้คือไฟที่รุนแรงและอันตรายที่สุดในโลก
ตามตำนานแล้วราชาอินทรีย์ได้กินมังกรและงูเข้าไป มันได้กินราชามังกรตัวหนึ่งและมังกรรึงูกว่า 500 ตัว เพราะราชาอินทรีย์ได้กินพวกนี้เข้าไป มันจึงมีพิษมังกรในตัว ตอนที่พิษขึ้นไปถึงระดับหนึ่งแล้ว มันก็ได้เปลี่ยนกลายเป็นเปลวไฟในตัวราชาอินทรีย์ ตอนที่พิษทำงานนั้น มันจะเผาราชาอินทรีย์ให้กลายเป็นเถ้ายกเว้นเพียงที่หัวใจของมัน
ราชาอินทรีย์ได้กินมังกรและตายเพราะพิษมังกร ดังนั้นเปลวไฟที่สามารถเผาราชาอินทรีย์ได้จึงถูกเรียกว่าเปลวไฟชำระ
นอกจากหัวใจแล้วไม่มีอย่างอื่นที่ทนเปลวไฟนี้ได้ แม้แต่ปราชญ์ทั้งสองก็ตาม….
จางเทีย ยืนมองปราชญ์ทั้งสองที่พุ่งเข้าหาเขาด้วยการคำรามดิ้นรนในทะเลไฟสีดำแห่งนี้
พวกนายพลคนอื่นต่างก็พากันดิ้นรนอยู่ในทะเล เกราะพลังฉี, ร่างกาย, จิตวิญญาณ, จิตใจและความหวังค่อยๆถูกแช่แข็งโดยน้ำซวน สุดท้ายพวกนั้นก็ตายและได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของน้ำซวนไป
จางเทีย ไม่ได้สงสารคนเหล่านี้เลยสักนิด ดูจากสิ่งที่พวกนี้ทำลงไปแล้ว พวกนี้ควรตายเป็น 100 รอบ
ปราชญ์ทั้งสองยังคงดิ้นรนอยู่และไม่เต็มใจที่จะตาย
ตอนนั้นแสงสีทองได้ส่องประกายออกมาจากตัวของปราชญ์กระบี่ หลังจากที่สร้างโล่รอบตัวแล้วมันก็ได้พุ่งกระจายออกไปทั่วทิศทางและหมุนวนไปรอบๆเพื่อกันเปลวไฟเอาไว้
ในเวลาเดียวกันปราชญ์ดาบก็ได้เอาชุดอมตะออกมา มันใส่ได้แค่เพียงส่วนบนของร่างกายและกันไม่ให้เขาโดนเผากลายเป็นเถ้า
ปราชญ์ทั้งสองได้ใช้ทักษะของตัวเองเพื่อทนเปลวไฟและพุ่งเข้าหา จางเทีย เพื่อเข้าโจมตีเขา แต่ไม่ว่าพวกนี้จะบินมานานแค่ไหนแต่ก็ไม่อาจจะย่นระยะห่างได้เลย จริงๆแล้วตอนที่พวกนี้บินมาหา จางเทีย พวกนี้พบว่าจุดที่พวกเขาอยู่นั้นได้ถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว มันราวกับว่าพวกเขากำลังวิ่งอยู่บนสายพาน แม้ว่า จางเทีย จะยืนนิ่งแต่พวกเขาก็ไม่อาจจะลดระยะห่างได้
มันคือไม่มีมิติ นี่เป็นทักษะแรกที่ จางเทีย เชี่ยวชาญในสูตรราชาอินทรีย์
ในดินแดนแห่งนี้ จางเทีย สามารถควบคุมมิติในระดับที่คิดไม่ถึง มันคือหนึ่งในพลังของราชาอินทรีย์ในการเอาชนะทุกอย่างในโลก หลังจากที่ขึ้นเป็นอัศวินปราชญ์แล้ว จางเทีย ก็ตระหนักได้ถึงกฎข้อแรกของกฎจักรวาล — กฎของมิติ
“ พลังช่วยเหลือของอัศวินปราชญ์…” – จางเทีย ช็อกกับแสงสีทองของปราชญ์กระบี่ เขาไม่คิดว่าปราชญ์กระบี่นั้นจะรู้ถึงพลังช่วยเหลือของอัศวินปราชญ์ พลังนี้น่าจะเป็นพลังป้องกันที่ทรงพลัง ถ้าปราชญ์ดาบไม่ได้อยู่ห่างจากปราชญ์กระบี่ เขาอาจจะได้รับผลจากพลังช่วยเหลือนี้ด้วย
แม้ว่าจะมีพลังช่วยเหลือของปราชญ์กระบี่และชุดอมตะของปราชญ์ดาบแต่ จางเทีย ก็ยังไม่กลัว ในตอนที่ จางเทีย ขยับนิ้ว มันก็มีเปลวไฟรอบตัวปราชญ์ทั้งสองมากขึ้นโดยอยู่ในรูปร่างของมังกรและงูราวกับว่าพวกมันมีชีวิต ไม่นานพลังช่วยเหลือของปราชย์กระบี่และชุมอมตะของปราชญ์ดาบนั้นก็สลายหายไป รัศมีของพลังช่วยเหลือนั้นหดลงอย่างต่อเนื่องพร้อมทั้งเกราะพลังฉีด้านนอกชุมอมตะที่สลายไป เปลวไฟที่น่ากลัวนี้เริ่มเข้าใกล้ร่างของทั้งสองมากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยการที่มีดินแดนจำกัด จางเทีย จึงไม่อาจจะใช้เปลวไฟนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ ตามที่ผู้อาวุโสในคุกอมตะบอกมา หากเขาใช้พลังไฟ 1/10 เขาก็สามารถเผาจักรพรรดิปิศาจหกแขนเป็นเถ้าได้ในเสี้ยววินาที
ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็ใช้เวลาไม่กี่วินาทีที่ จางเทีย จะทำลายความหวังของปราชญ์ทั้งสองด้วยเปลวไฟนี้ มันเหมือนกับสัตว์ที่โดนขังไว้ในกรงไฟ ปราชญ์ทั้งสองทำได้แค่มองมาที่ จางเทีย เพราะระยะห่างนี้พวกนั้นจึงไม่อาจจะโจมตี จางเทีย ได้เลยแม้แต่น้อย จางเทีย สามารถเผาทั้งสองให้กลายเป็นเถ้าในดินแดนของเขาโดยไม่ต้องไปสัมผัสกับพวกนั้น
“ ถ้าเจ้าเป็นชายชาตรีก็มาสู้กับข้า ถ้าเจ้าต้องการเอาชนะข้าด้วยดินแดนของเจ้า เจ้ามันก็แค่คนขี้ขลาด ! “ – ปราชญ์กระบี่คำรามออกมาพร้อมตาที่เกือบถลนออกจากเบ้า ในเวลาเดียวกันเขาก็ได้ชักกระบี่ออกมาแล้วปล่อยดาบแสงซึ่งตัดผ่านระยะทาง 60 ไมล์ในทันทีแต่เขาก็ไม่อาจจะโจมตีถึงตัว จางเทีย ได้ดังเดิม ไม่ว่ายังไงก็ตาม จางเทีย ก็มักจะอยู่ห่างเกินไป แม้ว่าเขาจะมองเห็น จางเทีย แต่เขาก็ไม่อาจจะแตะต้อง จางเทีย ได้ เปลวไฟสีดำที่น่ากลัวนี้ยังคงเผาเขาโดยไม่สนดาบแสงที่เขาได้ปล่อยออกมา
ในสายยตาของ จางเทีย แล้ว ปราชญ์กระบี่นั้นเหมือนกับคนบ้า
ปราชญ์ดาบเองก็เช่นกัน มีดาบพลังฉีนับไม่ถ้วนได้วนอยู่รอบปราชญ์ดาบ ปราชญ์ดาบเองก็ต้องการที่จะสลัดจากเปลวไฟพวกนี้แต่ก็ไม่อาจจจะทำได้ ตอนนั้นความรู้และลูกเล่นที่เขามีต่างก็ไร้ประโยชน์
ปราชญ์ทั้งสองตอนนี้ไม่คิดจะยอมรับโคชะตาของตัวเอง
เพราะทั้งสองห่างจากการเป็นจักรพรรดิเพียงก้าวเดียว แน่นอนว่าพวกเขาต้องไม่อยากตายแบบนี้ หลังจากนี้อีกไม่กี่เดือนเขตหลักของภูเขาซากจะเปิดออก อีกอย่างแล้วทั้งสองก็ได้ก่อตั้งวังอมตะเลือดดำขึ้นมาในเขตใหญ่จักรพรรดิมังกร ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะมีอนาคตที่สดใส ตราบใดที่พวกเขาได้ดื่มน้ำพุเก้าสวรรค์ พวกเขาก็จะขึ้นเป็นจักรพรรดิได้ ทั้งสองมีแผนการมากมายในอนาคตกับวังอมตะเลือดดำและต้องการทิ้งประวัติตัวเองไว้ในดินแดนโม่เทียน พวกเขายังไม่ได้ดื่มด่ำกับความสุขและหญิงสาวรวมถึงฐานะทางสังคมเลย
แต่ถ้าพวกเขาไม่อาจจะทลายเปลวไฟนี้ออกไปได้ พวกเขาก็ต้องโดนเผาเป็นเถ้า
พวกเขาได้เห็นลูกน้องตัวเองโดนฆ่า ไม่นานหลังจนากนั้นพวกลูกน้องก็จมลงไปในน้ำทะเล
แม้ว่าจะไม่เต็มใจแต่ปราชญ์ทั้งสองก็มีความกลัวอันมากล้นก่อตัวขึ้นมาในใจ
จางเทีย ไม่ได้สนใจคำท้าของปราชญ์กระบี่เลยด้วยซ้ำเพราะปราชญ์ทั้งสองน่ะถือว่าเป็นคนตายไปแล้วในสายตาของเขา เขาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับคนตาย
…
ในที่สุดอีกไม่กี่นาทีต่อมาชุดอมตะของปราชญ์ดาบและเกราะพลังฉีของเขาก็พังลงไป ในพริบตานั้นเปลวไฟก็ได้ลุกไหม้ที่ตัวของปราชญ์ดาบ
เมื่อถูกเปลวไฟนี้สัมผัส เขาก็ต้องตาย แม้แต่ชุดอมตะของเขาไม่อาจจะช่วยปราชญ์ดาบได้
ปราชญ์ดาบกรีดร้องออกมาแต่จากนั้นไม่กี่วินาทีร่างกายของเขาก็หายไปในเปลวไฟ ชุอมตะ,ดาบและแหวนมิติกับหัวของเขายังคงลอยอยู่ในที่ที่เขายืนอยู่เมื่อตะกี้…..
จางเทีย จงใจทิ้งของเหล่านี้เอาไว้
จากนั้นแค่เพียง 2 นาที พลังช่วยเหลือของปราชญ์กระบี่และเกราะพลังฉีก็ได้สลายออกไปโดยเปลวไฟเหลือทิ้งแต่เพียงสิ่งของที่เหมือนกับปราชญ์ดาบ
…
จางเทีย ได้ก้าวออกมาจากดินแดนของตนด้วยก้าวเดียว ตอนที่เขาโผล่มาในห้องโถง มันก็มีหัวของปราชญ์ทั้งสองลอยตามเขามาด้วย
โต๊ะ, เครื่องดื่มและอาหารยังคงอยู่ที่เดิมแต่พวกนายพลของวังอมตะเลือดดำนั้นหายตัวไปแล้ว มีแค่พวกสาวใช้ที่มองไปรอบๆด้วยท่าทีสับสน ส่วนมากนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนที่ จางเทีย ได้ใช้ดินแดนออกมา นอกจาก หยิงยู่หง ที่เห็นได้ชัดว่า จางเทีย ทำอะไรในดินแดนของเขา คนอื่นๆรู้สึกราวกับได้เข้าไปในโลกแห่งหมอกที่ไม่เห็นอะไรและไม่อาจจะขยับตัวได้ พวกสาวใช้ตกอยู่ภายใต้ความกลัวแต่ไม่นานพวกเธอก็รู้สึกมึนหัวขึ้นมาและกลับมาอยู่ในห้องโถงอีกครั้ง
นายพลคนอื่นๆของวังอมตะเลือดดำได้หายตัวไป หัวของปราชญ์ทั้งสองได้ลอยอยู่ในอากาศด้านหลัง จางเทีย
“ อ่ะ …” – สาวใช้กรีดร้องอกมาด้วยความตกใจ ในเวลาเดียวกันทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย
“ รอคนของวังจักรพรรดิมังกรที่นี่ ไม่มีใครอื่นที่ทำร้ายเจ้าได้…” – จางเทีย ได้บอกกับ หยิงยู่หง หลังจากนั้นเขาก็ได้ต่อยออกไป โดยใช้หมัดจักรพรรดิมังกรพร้อมกับมังกรสีทองที่ลอยออกจากหมัดทำลายรูปปั้นของปราชญ์ทั้งสอง จากนั้นมันก็ได้พุ่งทะลุหลังคาขึ้นไปลอยอยู่บนฟ้าเหนือวังอมตะซึ่งทำให้ทั้งเมืองมังกรทะเลต้องช็อก
“ อ่ะ หมัดจักรพรรดิมังกร จักรพรรดิมังกรกลับมาแล้ว…” – ผู้อาวุโสคนหนึ่งอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นตอนที่เห็นมังกรบินอยู่บนท้องฟ้า
หลังจากที่เห็นมังกรนี้บินอยู่บนวังอมตะเลือดดำ กลุ่มคนของวังอมตะเลือดดำก็พากันแห่มาที่วังทันทีแต่ตอนที่มาถึงส่วนนอกขจองวังนัน พวกเขาก็พบว่าหมัดพลังฉีรูปร่างมังกรได้พุ่งหาพวกเขาและฆ่าพวกเขาทันที หลังจากนั้นมังกรก็กลับไปบินอยู่บนท้องฟ้าต่อ…..
หมัดพลังฉีของจักรพรรดิคนเก่านั้นอยู่ได้ถึง 3 เดือน หมัดของ จางเทีย นั้นถือว่าเทียบเท่ากับจักรพรรดิคนเก่าทั้งทางวิญญาณและพลัง
เมื่อเห็นฉากนี้แล้วทั้งเมืองก็พากันฮือฮาขึ้นมาทันที
จากนั้น จางเทีย ก็ได้ออกจากเมืองมุ่งหน้าไปยังวังอมตะห้าธาตุรวดเร็วดั่งสายฟ้าพร้อมกับกางปีกของเขาออกมาด้วย
…