เคล็ดกายานวดารา - ตอนที่ 77 การไล่ตามในป่าลึกลับ
ยิงฮวาทอสีหน้าฉุนเฉียวขึ้นมา สายตากวาดมองไปโดยรอบอย่างรีบร้อน ก็พบเห็นร่างของหลงเฉินกำลังวิ่งห่างออกไปไกลนับร้อยช่วงตัว มุ่งหน้าวิ่งไปยังใจกลางของภูเขาลูกใหญ่อย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง
“บัดซบ”
ยิงฮวาที่สุขุมมาโดยตลอดก็ได้ตะโกนด่าทอออกมาด้วยวาจาหยาบคายเป็นครั้งแรก ภายในดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะสาดกระเซ็นออกมา นี่เขาถูกหลอกอย่างนั้นหรือ
หลงเฉินพบว่าการจู่โจมด้วยพลังทั้งหมดของตัวเองยังไม่อาจทำให้ยิงฮวาได้รับบาดเจ็บจนสาหัสได้ จึงคิดว่าคงไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นได้แล้ว
เมื่อได้พ่นวาจาอันโหดเหี้ยมออกไป ใช้สภาวะของกระบี่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฟ้าดินแล้ว เขาก็หันหลังวิ่งหลบหนีไปในทันที เพราะว่าการหลบหนีถือเป็นวิธีการต่อสู้ที่ได้ผลมากที่สุดในตอนนี้
ทว่าเมื่อหลงเฉินพบว่าอาหมานไม่ได้หนีตามมาด้วย อีกทั้งยังยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าโง่งม จึงระเบิดโทสะจนแทบจะกระอักโลหิตออกมา
ก่อนหน้านี้เขาได้ส่งสายตาไปให้อาหมานแล้วครั้งหนึ่ง นั่นเป็นความหมายที่จะสื่อต่ออาหมานว่ามีโอกาสก็รีบหลบหนีไปซะ คิดไม่ถึงเลยว่าเด็กน้อยผู้โง่งมยังไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับมาได้ทัน
ทว่าในเวลานี้กลับหนีมาได้ไกลแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่อาจหันหลังกลับไปได้ เขาปักใจเชื่อว่าเป้าหมายของยิงฮวาคือเขาเพียงคนเดียวเท่านั้น ขอเพียงอาหมานติดตามมาตั้งแต่แรกก็คงจะปลอดภัยอย่างแน่นอน
หลงเฉินที่กำลังหลบหนีไปได้ร้อยช่วงตัวอยู่นั้น ยิงฮวาก็ได้ส่งเสียงคำรามออกมาอย่างโกรธเกรี้ยว แล้วออกไล่ล่าหลงเฉินมาในทันที
“คิดฆ่าพี่หลงของข้าอย่างนั้นหรือ เจ้ากลับมาเลยนะ”
ทันใดนั้นอาหมานก็ส่งเสียงร้องออกมาอย่างเกรี้ยวกราดด้วยเช่นกัน ผิวหนังบนร่างกายทอเป็นประกายแสงสีแดงขึ้นมาหลายสาย พลังอันมหาศาลระเบิดขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งและยิ่งทวีคูณขึ้นเรื่อยๆ คล้ายกับเป็นสัตว์โบราณตัวหนึ่งที่กำลังตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
ในขณะที่ยิงฮวากำลังจะไล่ตามหลงเฉินไปอย่างรีบร้อนอยู่นั้น ขวานยักษ์เล่มหนึ่งก็ได้หอบสายลมอันมหาศาลพวยพุ่งเข้ามา ฟาดฟันลงกลางศีรษะของเขาพอดี จนภายในจิตใจเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ที่น่าตกใจก็คือการโจมตีของอาหมานที่ผ่านไปเพียงครู่เดียวกลับแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้เป็นเท่าตัว ขวานที่ยังไม่ได้มาถึงตัวทว่ากลับหอบสายลมที่รุนแรงผ่าแสกหน้าของเขาไปจนแทบจะทำให้ลมหายใจของเขาต้องสะดุดไปครู่หนึ่ง
“ตูม”
ยิงฮวาไม่ได้เข้ารับการโจมตีโดยตรง เพราะกระบี่ยาวในมือของเขาในตอนนี้ไม่ใช่กระบี่คู่กายอันแกร่งกล้าเฉกเช่นเดิมอีกต่อไปแล้ว สันขวานของอาหมานกระแทกลงไปบนพื้นพสุธาจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ด้วยพลังอันน่าหวาดกลัวทำให้พื้นดินเกิดการสั่นไหวไปทั่ว เศษหินเศษดินได้ลอยคละคลุ้งไปกลางอากาศ ผืนดินเกิดร่องรอยร้าวเป็นวงกว้างคล้ายใยแมงมุมขนาดมหึมา
“พี่หลง ท่านหนีไปเร็ว ข้าจะต้านทานเขาเอาไว้เอง”
อาหมานโจมตีไปอย่างสะเปะสะปะ ไร้ซึ่งการจับทิศทางของศัตรู เอาแต่หันสันขวานมุ่งหน้าฟันไปยังยิงฮวาหลายต่อครั้ง ในขณะเดียวกันก็ได้กู่ร้องคำรามออกมาเสียงดัง
หลงเฉินที่กำลังวิ่งหน้าตั้งออกไปอย่างบ้าคลั่งอยู่นั้น ก็ทั้งตื้นกลัวทั้งตื้นเต้นระคนกันขึ้นมาอย่างไม่อาจแยกได้ พลังการต่อสู้ที่อาหมานได้ระเบิดออกมาในตอนนี้ช่างน่าหวาดกลัวที่สุดเท่าที่เขาเคยได้พบเจอมา
ทว่าที่น่าโกรธนั้นก็คือเจ้าจะรั้งเขาเอาไว้ด้วยเหตุอันใดกัน ที่ข้าทำไปอยู่นี้ก็เพื่อให้เขาไล่ตามข้าอย่างไรเล่า! อาหมานไม่นึกเสียดายชีวิตของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ถึงแม้ว่าอาหมานจะโง่งมในบางครั้งและโง่เขลาในบางที ทว่าเขากลับยังเชื่อมั่นต่อหลงเฉินอย่างเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณทั้งหมดที่มี แม้แต่ชีวิตของตัวเองก็ยังไม่สนใจ
หลงเฉินแทบจะร้องไห้ออกมาพร้อมกับด่าทออยู่ในใจ ทว่าก็ควบคุมอารมณ์เอาไว้อย่างรวดเร็ว เขาไม่กล้าที่จะหยุดฝีเท้าลงตอนนี้ หากกระทำเช่นนั้นก็จะกลายเป็นว่าส่งสัญญาณให้ยิงฮวารู้ว่าเขาไม่อาจทอดทิ้งอาหมานได้อันเป็นการเผยจุดอ่อนของตัวเองออกมา แล้วทั้งสองคนก็คงจะต้องตายไปอย่างไม่ต้องสงสัย
แผนการเดิมทีก็คือการชักจูงให้ยิงฮวาตามออกมา แล้วให้อาหมานหลบหนีไปอีกทาง ทว่าอาหมาน
กลับไม่เข้าใจในความหมายที่หลงเฉินได้สื่อออกไปเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังคิดจัดการยิงฮวาด้วยตัวเองอีกด้วย
“ตูม”
ยิงฮวาเหวี่ยงตัวหลบจากการโจมตีของอาหมานที่ติดต่อกันถึงสามครั้ง ห้วงความคิดของชายฉกรรจ์ก็เกิดความว้าวุ่นขึ้นมาส่วนหนึ่ง เรี่ยวแรงของอาหมานนั้นมากมายเกินกว่าคำว่าปกติไปมากนัก เพียงกระบวนท่าที่ไร้ทิศทางยังทำให้เขาไม่อาจหลบรอดไปได้อย่างง่ายดาย ได้แต่เพียงทานรับเอาไว้จนต้องร่นถอยหลังออกไปสี่ห้าก้าว
“หาที่ตาย”
ยิงฮวาเกิดบรรดาลโทสะขึ้นมาอย่างเดือดดาล การจะสังหารหลงเฉินกลับต้องมาประสบพบเจอกับอุปสรรคที่มากมายถึงเพียงนี้เลยหรืออย่างไรกัน ตัวเองเป็นถึงสุดยอดฝีมือพลังขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็น คิดไม่ถึงเลยว่ายังไม่อาจโค่นล้มเด็กน้อยที่อยู่ในพลังขอบเขตขั้นก่อรวมเพียงสองคนลงไปได้
โดยเฉพาะกระบวนท่านั้นของหลงเฉินกลับทำให้เขาได้รับบาดเจ็บภายในอยู่มากทีเดียว ถึงแม้ว่าจะไม่ได้แสดงอาการออกมาแต่อย่างใด นั่นก็เป็นเพราะว่าเขานั้นพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้อยู่ก็เท่านั้นเอง
ทว่าบัดนี้กลับถูกเด็กน้อยร่างยักษ์เข้ามาขวางการไล่ล่าเอาไว้ เดิมทีที่ไม่คิดจะออกแรงเพราะเกรงว่าจะไปกระตุ้นอาการบาดเจ็บ ยิ่งพบว่าหลงเฉินได้เริ่มห่างไกลออกไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งร้อนรนกระวนกระวายขึ้นมา
หากไม่จบเรื่องราวในตอนนี้ให้เร็วที่สุด หลงเฉินคงจะหลบหนีไปได้อย่างแน่นอน นั่นเป็นสิ่งที่เขายอมไม่ได้อย่างถึงที่สุด สายตาจ้องมองไปยังการโจมตีของอาหมานที่กำลังใกล้เข้ามานั้น เส้นโลหิตทั่วร่างก็ได้สั่นไหวขึ้นมา พลันก็ได้พุ่งปลายกระบี่ออกมาไปพร้อมกับหอบพลังที่สามารถตัดได้ทั้งฟ้าดิน
“เคร้ง”
อาหมานสัมผัสได้ถึงขุมพลังชนิดหนึ่งกำลังไหลเวียนเข้ามาภายในร่างกายจนไม่อาจยืนอยู่ได้ ร่างของเขาจึงลอยกระเด็นถอยออกไปไกลสิบก้าวแล้วค่อยยืนหยัดขึ้นมาได้ ถึงแม้ว่ายิงฮวาอาจจะไม่ได้มีพละกำลังที่แข็งแรงเท่าอาหมาน ทว่าหลังจากที่เข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นได้แล้วนั้นพลังกายกลับถูกเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างมากมายด้วยเช่นกัน
กระบี่เล่มนั้นทำให้อาหมานกระเด็นออกไป ส่วนยิงฮวาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันมากนัก ที่ใจกลางทรวงอกของเขาเกิดความเจ็บปวดไหลเวียนขึ้นมา นั่นก็คือผลกระทบจากการฝืนใช้พลังออกมาในขณะที่ยังบาดเจ็บ
กระบวนท่าที่ของหลงเฉินใช้ออกมาในครั้งนั้นช่างร้ายกาจจนเกินไปแล้ว ไม่เพียงแต่คอยบ่อนทำลายอวัยวะทั้งห้า (ศีรษะ แขน และขา) ของเขาเท่านั้น แม้แต่จุดตันเถียนก็ยังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน ส่งผลให้เขาไหลเวียนพลังลมปราณได้เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากที่ปะทะกับอาหมานจนร่างยักษ์นั้นกระเด็นถอยไปไกลพอสมควรแล้ว ฝีเท้าของเขาก็ได้มุ่งหน้าไล่ล่าหลงเฉินไปอีกครั้ง การสังหารของหลงเฉินนั้นถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในตอนนี้
“จะหนีไปไหน”
ยิงฮวาเหลือบหันไปมองยังต้นเสียงด้วยดวงตาเบิกกว้างด้วยความคลุ้มคลั่ง อาหมานที่ถูกเขาซัดออกไปกลับไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด อีกทั้งยังมุ่งเป้ามาที่เขาอีกครั้งหนึ่ง
อาหมานราวกับเป็นสัตว์มายาในร่างมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น ด้วยความแข็งแรงของกายเนื้ออันมหาศาลเพียงอย่างเดียวก็สามารถต้านทานการโจมตีของยอดฝีมือพลังขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นเอาไว้ได้แล้ว เรื่องน่าประหลาดใจเช่นนี้แทบจะไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อนเลย
เมื่อคิดว่าจะสลัดหลุดจากเงื้อมมือของอาหมานได้แล้ว ทว่ากลับต้องฟาดกระบี่เข้าต้านกับขวานยักษ์ของอาหมานอีกครั้ง จากนั้นก็รีบพลิกแพลงคมกระบี่ยาวหมายจะทิ่มแทงเข้าไปยังอกข้างซ้ายของอาหมานในทันที
เมื่อกระบี่ยาวแทงผ่านเข้าไปยังร่างกายของอาหมานราวกับว่ากำลังทิ่มแทงหนังของวัวที่หนาเป็นอย่างมากอย่างไรอย่างนั้น ปลายกระบี่หยุดชะงักลงอย่างแน่นิ่ง เดิมทีที่มีพลังสภาวะอยู่เต็มสิบส่วน กลับถูกลดทอนลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง
“เชอะ”
กระบี่ยาวได้แทงผ่านแค่ชั้นผิวหนังของอาหมานเพียงแค่สองเซียะเท่านั้น ก็ไม่อาจผลักดันเข้าไปได้อีก
นี่เป็นครั้งแรกที่ยิงฮวาได้พบเจอกับสถานการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ ร่างกายที่เปรียบได้กับสัตว์มายาตนหนึ่งย่อมถูกสยบด้วยพลังของเขาได้อย่างไม่ยากเย็นอยู่แล้ว ทว่าตอนนี้กลับเกิดอันใดขึ้น เหตุใดเด็กน้อยผู้นี้กลับหยุดการลงมือของเขาเอาไว้ได้
“ฮูม”
อาหมานไม่ได้สนใจกระบี่ยาวที่ทิ่มอยู่กลางอกเลยแม้แต่น้อย ยังคงจดจ่อไปที่ขวานยักษ์ของตัวเองให้คอยบดขยี้ร่างของยิงฮวาลงไปให้จงได้
ยิงฮวาออกแรงอยู่หลายครั้งก็ยังไม่อาจแทงทะลุผ่านกระดูกของอาหมานไปได้ อีกทั้งสายตาทั้งสองก็ได้จ้องมองไปยังการเคลื่อนไหวของขวานที่กำลังกวาดเข้ามาแล้วถอยหลบไปมาอยู่หลายถ่าย
ในขณะเดียวกันก็สลับไปมองยังที่ที่ห่างไกลออกไป ก็อดไม่ได้ที่จะร้อนรนขึ้นมาภายในจิตใจเสียยกใหญ่ หลงเฉินวิ่งหนีห่างไกลออกมาที่ขอบชายป่านับสิบกว่าลี้ได้แล้ว
หากปล่อยให้หลงเฉินเข้าไปในป่า แล้วหยิบยืมผืนป่าเพื่อหลบซ่อนตัว คงจะหลบรอดจากการไล่ล่าของเขาได้อย่างแน่นอน
ทางด้านอาหมานที่ยังคงขวางรั้งเอาไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย ยิงฮวาก็ไม่ได้แต่กัดฟันกรอดอย่างเหลืออด แล้วใช้สองฝ่ามือกุมไปที่ด้ามกระบี่จนแน่น พลิกคมกระบี่ยาวจนปรากฏประกายแสงสีแดงเพลิงขึ้นมา
“ท่าฟันทลายหินผา”
“ตูม”
ขวานใหญ่ของอาหมานถูกซัดจนหลุดลอยออกจากมือ ร่างยักษ์กลิ้งไปตามพื้นหลายสิบตลบ แล้วกระอักโลหิตออกมาคำหนึ่ง สัมผัสได้ถึงพลังสภาวะประหลาดบนร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้สลายลงไป ลมหายใจที่หอบแรงอยู่ก็ค่อยๆ โรยรินลงไปด้วยเช่นกัน
ยิงฮวาถูกบีบคั้นจนต้องใช้ทักษะยุทธ์ระดับพสุธาออกมา จู่โจมจนอาหมานลอยละล่องไปไกล ทว่าเขาเองก็กระอักโลหิตออกมาคำหนึ่งเช่นเดียวกัน การโจมตีในครั้งนี้ทำให้เขาไม่อาจปิดบังอาการบาดเจ็บภายในได้อีกต่อไปแล้ว
จากนั้นก็ชักฝีเท้าตามร่างเงาของหลงเฉินออกไปในทันที ขณะที่วิ่งอยู่นั้นก็ได้นำโอสถรักษาระดับสูงเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วทำการกลืนลงคอไป ควรทราบไว้ว่าโอสถรักษาอาการบาดเจ็บที่ต่ำกว่าระดับกลางลงไปแทบจะไม่เกิดผลลัพธ์ใดใดกับพลังฝึกยุทธ์ที่สูงส่งของเขาเลย
และโอสถระดับสูงเม็ดนี้ก็ให้ฤทธิ์รักษาได้น้อยนิดเป็นอย่างยิ่ง แม้เขาจะกลืนโอสถรักษาลงไปแล้ว ทว่าก็ยังรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาจนแทบจะตายลงไปได้เลยทีเดียว
ยิงฮวาหันกลับไปมองยังอาหมานที่นอนแผ่ร่างอยู่บนพื้นครู่หนึ่ง ก็เกิดความลังเลอยู่ไม่น้อยว่าควรจะจัดการกับอาหมานให้เสร็จสิ้นก่อนดีหรือไม่ คนผู้นี้เป็นตัวประหลาดอย่างแท้จริงจึงไม่อาจปล่อยให้เติบโตขึ้นมาได้โดยเด็ดขาด
ทว่าทันทีที่มองไปยังเงาร่างของหลงเฉินที่หายลับไปในป่าแล้ว ยิงฮวาก็ไม่อาจหยุดฝีเท้าได้อีกต่อไป ห้วงความคิดที่จะกลับไปสังหารอาหมานนั้นก็ได้หลุดลอยไปในที่สุด
อาหมานเหม่อมองไปยังเงาร่างที่พร่ามัวของยิงฮวาที่กำลังไล่ตามเส้นทางของหลงเฉิน ก็เกิดอาการร้อนรนขึ้นมายกใหญ่ รีบคว้าไปยังด้ามขวานซึกเบิกภูผาที่อยู่ข้างกาย แล้วยันตัวลุกขึ้นยืนพลันก้าวเท้าไล่ตามออกไป
ทว่าเท้าที่วิ่งออกไปได้เพียงสองก้าว จู่จู่ก็รู้สึกเหมือนกับโลกได้กลับตาลปัตรไปทั้งสิ้น
“ตึง”
บั้นท้ายของเขากระแทกลงกับพื้นเสียงดังตึง ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่ง มือทั้งสองข้างสั่นระริกไม่หยุดหย่อน นั่นก็บ่งบอกได้แล้วว่าเขาได้ถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว
จากนั้นอาหมานก็ใช้แรงเฮือกสุดท้ายกระแทกหมัดลงบนพื้นอย่างรุนแรงด้วยความโกรธ ที่หันขึ้นมาแล้วพบว่ายิงฮวาได้หายลับเข้าไปในเขตป่าที่หลงเฉินอยู่แล้ว
……
หลงเฉินวิ่งอย่างบ้าระห่ำไปตลอดทาง สายตาก็ได้มองไปที่การต่อสู้ของอาหมานเป็นครั้งคราว เมื่อพบว่าอาหมานยังคงพัวพันกับยิงฮวาอย่างเอาเป็นเอาตายอยู่ ก็อดร้อนรนขึ้นมาภายในจิตใจเสียยกใหญ่
เขาเกรงว่าหากยิงฮวาถูกกระตุ้นโทสะขึ้นมาจนไม่สนใจมาที่ตน ทว่าจะหันไปสังหารอาหมานแทน ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็คงจะต้องเสียใจไปชั่วชีวิตอย่างแน่นอน
หากเป็นไปตามความเข้าใจของเขามีต่อยิงฮวาแล้วนั้น ด้วยความเยือกเย็นของชายฉกรรจ์ผู้นั้นคงจะไม่กระทำไปเพียงเพราะอารมณ์โกรธเพียงชั่ววูบจนสูญเสียความเยือกเย็นอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลาที่เขาได้ก้าวเข้าสู่ผืนป่ามาในที่สุด ก็พบว่ายิงฮวาได้วางมือจากอาหมานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้เขารู้สึกโล่งใจขึ้นมามากมายเหมือนกับโยนก้อนศิลาก้อนใหญ่ออกไปได้ทั้งหมด
ภายในป่าอันมืดมิดผืนนี้มีแมกไม้ใหญ่ปกคลุมไปทั่วจนบดบังท้องฟ้าที่สว่างไสวไปจนหมด แม้แต่แสงอาทิตย์อันแรงกล้าก็ยังไม่อาจที่จะลอดผ่านเข้ามาได้
หลงเฉินที่พบเห็นเส้นทางสายหนึ่งก็เอาแต่มุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต อีกทั้งยังพยายามหลบเลี่ยงการเหยียบย่ำกิ่งไม้ใบหญ้าน้อยใหญ่บนพื้นดิน
เพราะว่ากิ่งไม้ใบหญ้าน้อยใหญ่ที่อยู่บนพื้นจะทิ้งร่องรอยเอาไว้ได้อย่างชัดเจน หลงเฉินจึงพยายามกระโดดเหยียบไปตามก้อนหินหรือไม่ก็บนต้นไม้เพื่อไม่ให้เกิดร่องรอย อีกทั้งยังต้องผ่อนแรงวิ่งให้เบาลงเพื่อไม่ให้เกิดซุ่มเสียงที่จะทำให้ยิงฮวาไล่ตามมาได้
ยังดีที่หลงเฉินข้อได้เปรียบอยู่อย่างหนึ่ง——นั่นก็คือวิถีโอสถ ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณอันแรงกล้าของเขาสามารถจับความเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้ในระยะไกลได้ ถึงแม้ว่าไม่อาจตรวจพบได้อย่างแม่นยำในทันที ทว่าก็ยังใช้คาดคะเนถึงระยะห่างได้
ทันใดนั้นเองหลงเฉินก็หยุดฝีเท้าลง ควบคุมลมหายใจเข้าออก ไม่ขยับเขยื้อนร่างกายแต่อย่างใด แล้วหลับตาลงช้าๆ ปล่อยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะว่างเปล่าราวกับเป็นศิลาก้อนหนึ่งที่อยู่ภายในผืนป่า ภายในจิตสำนึกก็ ‘เห็น’ เงาร่างของยิงฮวาที่เพิ่งจะเข้ามาภายในผืนป่าแห่งนี้
ในช่วงเวลาที่หยุดลงไปนานหนึ่งก้านธูปไหม้ ยิงฮวาที่เพิ่งจะวิ่งเข้ามาเหยียบย่ำอยู่บนผืนป่าสีเขียวขจีได้ไม่นานก็ไม่อาจได้ยินซุ่มเสียงใดใดขึ้นมาอีก สรรพสิ่งทั้งหมดก็ได้เงียบสงัดลงราวกับกำลังจำศีลอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ผ่านไปอีกระยะหนึ่งก็เริ่มมีเสียงของหนอนแมลงบรรเลงเสียงในจังหวะที่แตกต่างกันออกไป ตลอดทั่วทั้งผืนป่าที่ลึกลับแห่งนี้ก็กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
เสียงร้องขานของเหล่านกและแมลงทำให้สีหน้าของยิงฮวายิ่งปั้นยากขึ้นมา เขาทราบได้ทันทีว่าหลงเฉินได้ใช้ความเจ้าเล่ห์เพื่อที่จะหลบเลี่ยงจากการไล่ตามของเขาอยู่
พลันมุมปากของหลงเฉินก็ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้นมา หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาจะมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว
ถึงแม้ว่าระยะห่างของพวกเขาจะเพียงแค่สิบสองลี้ ทว่าความลึกลับท่ามกลางผืนป่าก็ทำให้ปลอดภัยได้เป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเมื่อเวลาได้เวียนผ่านไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยมากขึ้นอีก
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
เมื่อผ่านไปถึงสามชั่วยามเต็ม ในที่สุดยิงฮวาก็ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไป จดจ่ออยู่ที่การค้นหาร่องรอยของฝ่าเท้าที่อยู่บนพื้นแล้วเริ่มมุ่งหน้าเข้าลึกขึ้นเรื่อยๆ
ในระหว่างที่ยิงฮวากำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในป่าที่เงียบเชียบราวกับสุสานร้าง หลงเฉินที่เคยหลับตาเข้าสู่ความว่างเปล่าอยู่นั้นก็ได้ลืมตาขึ้นมา
“เหอะเหอะ ยิงฮวา ข้าสู้กับเจ้าไม่ได้ อย่างนั้นก็ให้ข้าเล่นกับเจ้าให้ตายไปเสียเถิด”
.
.
.