เคล็ดกายานวดารา - ตอนที่ 78 ของขวัญของหลงเฉิน
เมื่อตรวจสอบได้ว่ายิงฮวากำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในป่าที่เงียบเชียบราวกับสุสานร้าง หลงเฉินที่เคยหลับตาเข้าสู่ความว่างเปล่าอยู่นั้นก็ได้ลืมตาขึ้นมาในบัดดล
ถึงแม้ความเร็วของหลงเฉินจะไม่ถึงกับเร็วมากนัก ด้วยความจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังไม่ให้เปิดเผยร่องรอย เพื่อเพิ่มความยากในการสะกดรอยตามให้กับยิงฮวา อีกทั้งยังต้องเคลื่อนไหวให้ไร้ซึ่งซุ่มเสียงจนยิงฮวาจับทิศทางได้ ไม่เช่นนั้นที่กระทำมาทั้งหมดย่อมสูญเปล่าอย่างแน่นอน
เส้นทางในการหลบหนีของหลงเฉินนั้นมีเพียงเส้นทางสายเดียวเท่านั้น หากเปิดเผยทั้งเสียงทั้งร่องรอยก็จะยิ่งทำให้ยิงฮวาพบเจอได้ในทันที ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ย่ำแย่อย่างถึงที่สุดแล้ว
การละเล่นในครั้งนี้ไม่ควรเป็นตามการเล่นซ่อนแอบธรรมดาทั่วไปได้อย่างแน่นอน เพราะหากถูกจับได้ก็หมายความว่าต้องจบชีวิตลงไปด้วย นับตั้งแต่หลงเฉินถือกำเนิดมานี่เป็นครั้งแรกที่ภายในจิตใจร้อนรนได้ถึงเพียงนี้ ราวกับมีคมดาบของเทพมรณะมาจ่ออยู่ที่ลำคอ ขอเพียงขัดขืนเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ศีรษะร่วงลงสู่พื้นได้
“หลงเฉิน ข้าเห็นเจ้าแล้ว ไปตายเสียเถิด”
ยิงฮวาตะโกนออกมาเสียงดัง พร้อมกับมุ่งก้าวฝีเท้ามายังทิศทางที่หลงเฉินอยู่ ความฉงนเกิดขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนรอยยิ้มแสนเย็นชาขึ้นที่มุมปาก
ตอนนี้ระยะห่างของเขาและยิงฮวาเหลืออยู่เพียงห้าลี้เท่านั้น เห็นได้ชัดความเร็วของยิงฮวานั้นมากกว่าหลงเฉินอยู่มาก เพราะหลงเฉินจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าคดเคี้ยวไปมา ไม่อาจที่จะเดินเป็นเส้นทางตรงดิ่งได้ หากเป็นไปตามเส้นทางจริงที่หลงเฉินเดินผ่านมา พวกเขาก็คงจะทิ้งระยะห่างเอาไว้กว่าสิบลี้เฉกเช่นเดิมแล้ว
ทางด้านของยิงฮวาเองก็ได้สร้างสถานการณ์ข่มขวัญขึ้นมา ชายฉกรรจ์กระโดดเสียงดังตึงตังไปมาเพื่อข่มขู่ผู้เยาว์อย่างหลงเฉินให้กระวนกระวาย เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อผู้เยาว์โดยส่วนมากเกิดอาการแตกตื่นตกใจ การหลบลี้หนีภัยจะสามารถจับการเคลื่อนไหวได้เสมือนตกลงสู่หลุมพรางของเขาเข้าแล้ว
ในขณะนี้หลงเฉินได้ทำการซ่อนตัวอยู่บนต้นสนต้นใหญ่อย่างเงียบเชียบ คอยชื่นชมบุคคลที่เป็นถึงชนชั้นแนวหน้าของจักรวรรดิเฟิงหมิงที่กำลังพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเพื่อตามหาเขาอยู่
ทว่ากลับไม่กล้าใช้สายตามองไปที่ยิงฮวาโดยตรง ครั้งก่อนหน้าที่พวกเขาเจอกันในงานประมูลของหมู่ตึกฮวาหวิน เพียงแค่เขามองผ่านยิงฮวาทางหน้าต่างขุ่นมัว กลับถูกยิงฮวาตรวจจับได้ในทันที
ยิงฮวาพยายามเปิดการรับรู้ของตนอย่างต่อเนื่อง กลับไม่เกิดผลลัพธ์อันใดเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งยังไม่อาจที่จะกลับไปยังจุดเริ่มต้นใหม่ได้แล้ว จึงพยายามเสาะหาร่องรอยของหลงเฉินต่อไป
และต่อให้หลงเฉินระวังตัวมากกว่านี้ เขาก็ไม่สามารถเหาะเหินไปบนพื้นดิน บนยอดหญ้า บนศิลาหินผา หรือแม้แต่บนกิ่งไม้ได้โดยไม่หลงเหลือรอยเท้าเอาไว้เลย
ทว่าด้วยความรอบคอบอันน่าเลื่อมใสของหลงเฉิน เขาจึงทำให้บางแห่งหนเกิดร่องรอยที่ไม่ชัดเจนขึ้นมา ยิงฮวาจึงจำเป็นจะต้องตรวจดูอย่างละเอียดจึงจะแน่ใจในเส้นทางที่เขาเดินไปได้ เพียงเท่านี้ยิงฮวาก็สูญเสียจิตสมาธิและเวลาไปเป็นอย่างมากแล้ว
“หลงเฉิน หลังจากที่ข้าจับเจ้าได้แล้ว จะต้องถลกหนังและเลาะกระดูกของเจ้าออกมาจนไม่เหลือชิ้นดีอย่างแน่นอน จากนั้นก็จะเอากระดูกของเจ้าไปทำเป็นเก้าอี้รองนั่งเสียหน่อย” ยิงฮวาสบถออกมาอย่างเหลืออด แล้วกัดฟันกรามจนเสียงดังเอียดอาด
เขาคิดว่าหลงเฉินนั้นจะต้องอยู่ไม่ไกลจากบริเวณที่เขาอยู่อย่างแน่นอน อีกทั้งหลงเฉินคงจะกำลังหลบซ่อนอยู่ในจุดอับที่ใดสักแห่งหนึ่ง ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสะใจ รอยยิ้มที่แสนจะเย้ยหยันอย่างแน่นอน ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เขาเดือดดาลขึ้นมาอย่างมาก
เป็นถึงยอดฝีมือพลังขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นผู้หนึ่ง อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในสามสุดยอดฝีมือแห่งจักรวรรดิ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแม้แต่การสังหารเจ้าหนูผู้ที่มีพลังขอบเขตขั้นก่อรวมเพียงคนเดียวก็ยังทำไม่ได้ ถ้าหากถูกปล่อยข่าวเช่นนี้ออกไปย่อมต้องกลายเป็นเรื่องที่น่าขำขันเยาะเย้ยไปทั่วทั้งจักรวรรดิอย่างแน่นอน
วันนี้หากไม่ได้ดับเพลิงแค้นที่ปะทุอย่างรุนแรงอยู่ในทรวงอก ก็อย่าได้อยู่ร่วมโลกกันอย่างสงบสุขอีกเลย ตอนนี้เขาจำเป็นที่จะต้องเรียกสติกลับคืนมา คงความเยือกเย็นภายในจิตใจเอาไว้ หากประมาทไปแม้เพียงเล็กน้อย เกรงว่าจะทำให้หลงเฉินหลุดรอดจากกำมือไปได้อย่างแน่นอน ยิงฮวาจึงพยายามเงี่ยหูสดับรับฟังเสียงการเคลื่อนไหวของสายลมรอบข้างอย่างใจจดจ่อ
เมื่อหลงเฉินได้ยินเช่นนั้น มุมปากก็ยิ้มเหยียดมากขึ้นกว่าเดิม “คิดจะถลกหนังตัดเส้นเอ็นของข้าอย่างนั้นหรือ? เกรงว่าความหวังอันยิ่งใหญ่ของเจ้าคงจะเป็นไปได้ยากเสียแล้วล่ะ”
ยิงฮวาที่ค่อยๆ เริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้ หลงเฉินก็ดูหนทางหลบหนีอีกครั้งหนึ่ง ขอเพียงแค่ได้มุ่งหน้าเข้าไปยังส่วนที่ลึกที่สุดของผืนป่าก็คงจะสำเร็จไปตามที่นึกคิดเอาไว้
ความจริงเขาสามารถหลบหนีออกไปจากหุบเขาแห่งนี้ แล้วมุ่งหน้ากลับไปยังจักรวรรดิได้อันจะเป็นความคิดที่ดีเยี่ยมเสียมากกว่า ทว่าเขากลับเข้าใจถึงก้นบึ้งของความคิดในสมองของยิงฮวาเป็นอย่างยิ่ง ก่อนที่ชายฉกรรจ์ผู้นี้จะตามเข้ามาที่นี่ แน่นอนว่าย่อมต้องมีการเตรียมการบางอย่างเอาไว้ที่ภายนอกแล้ว ถ้าหากเขาออกไปแบบสุ่มสี่สุ่มห้า มีความเป็นไปได้สูงว่าจะนำพาตัวเองไปติดร่างแหของยมบาลผู้นี้อย่างแน่นอน
ที่สำคัญที่สุดก็คืออาการบาดเจ็บที่แสนสาหัสของเส้นลมปราณในมือขวา จนไม่อาจใช้พลังการต่อสู้ออกมาได้ถึงหนึ่งในสิบเสียด้วยซ้ำ หากประจันหน้ากับยอดฝีมือขอบเขตก่อโลหิตก็สามารถปลิดชีพของเขาได้แล้ว
หลังจากที่ได้เดินเข้าไปไกลจนเวลาล่วงเลยผ่านไปถึงสองชั่วยาม ความมืดมืดบนท้องฟ้าก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งผืนป่าจนไม่อาจมองเห็นแม้แต่ร่างเงาของตัวเอง ความเย็นยะเยือกเข้าครอบงำบรรยากาศโดยรอบ อีกทั้งยังมีเสียงเห่าหอนของสัตว์ป่านานาชนิดที่แผดดังขึ้นมาตลอดเวลา
หลงเฉินถอดสีหน้าไปเล็กน้อย หากโชคไม่ดีขึ้นมาถูกสัตว์ป่าสักชนิดหนึ่งพบเจอเข้า เช่นนั้นก็จะกลายเป็นชักจูงยิงฮวาให้พบเจอได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าหวาดกลัวเสียยิ่งกว่าเดิม
ยามค่ำคืนก็ได้คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ สัตว์ป่าน้อยใหญ่เริ่มออกหากินกันแล้ว สัตว์ป่าเหล่านั้นย่อมไม่อาจแยกแยะได้อยู่แล้วว่าเขามีความร้ายกาจมากเพียงใด หากเห็นเขาเป็นอาหารชั้นเลิศแล้วโจมตีเข้ามาคงจะยุ่งยากเสียแล้ว
บัดนี้หลงเฉินกำลังซ่อนกายอยู่ใต้โขดศิลาใหญ่ก้อนหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีเสียงตึงตังเบาๆ ดังขึ้นมาเป็นสาย หลงเฉินสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว ทว่าก็ยังคงไม่อาจหยุดเสียงเต้นโครมครางที่อยู่ภายในอกได้ แล้วกวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างตั้งอกตั้งใจ
ในตอนนี้ความมืดมิดนั้นยิ่งกว่ามืดมิดเสียอีก แม้แต่ยื่นมือออกไปก็ยังไม่อาจพบเห็นนิ้วทั้งห้าของตัวเองได้ ทว่าด้วยการเบิกพลังแห่งจิตวิญญาณขึ้นมาก็สามารถใช้แทนดวงตาได้แล้ว ‘มองเห็น’ การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายในระยะสิบช่วงตัวได้อย่างชัดเจน
ต้นเสียงนั้นก็คือหมาป่าตัวหนึ่งที่มีความสูงสามเซียะกำลังอยู่ในท่ากึ่งหมอบ ตวัดลิ้นไปมา และจ้องมองมาที่เขาอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย
หลงเฉินอดร่ำร้องว่าสวรรค์ช่างไร้นัยน์ตาขึ้นมาไม่ได้ ถึงแม้ว่าหมาป่าตัวนี้จะไม่ใช่สัตว์มายา พลังการต่อสู้จึงไม่ได้แข็งแกร่ง ทว่าหากเจ้าเดรัจฉานไร้นัยน์ตาตัวนี้โจมตีเข้ามา ต่อให้เขาสามารถฆ่ามันด้วยฝ่ามือเดียวได้ ก็ย่อมสร้างการเคลื่อนไหวขึ้นมาเล็กน้อยอยู่ดี
อีกทั้งยังเป็นฝืนป่าที่เงียบสงัดถึงเพียงนี้ ยิงฮวาเองก็อยู่ในห่างเพียงสิบลี้เท่านั้น ด้วยพลังขั้นขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นอันแกร่งกล้าของเขาย่อมตรวจพบได้ง่ายดายอย่างไม่ต้องสงสัย
หลงเฉินค่อยๆ นำมีดสั้นจากแหวนมิติออกมา ถ้าหากหมาป่าตัวนี้หิวโหยขึ้นมา เขาก็จะจัดการฆ่ามันในครั้งเดียว ทว่าการจะจัดการกับหมาป่าให้ไร้ซุ่มเสียงนั้น เขากลับไม่มีความมั่นใจในข้อนี้เลยแม้แต่น้อย
อีกทั้งถ้าหมาป่าตัวนี้เกิดร้องโหยหวนออกมาคงจะต้องถึงจุดจบของเรื่องราวทั้งหมดอย่างแน่นอน แค่คิดก็เหงื่อพรั่งพรูออกมาจวนจะหมดตัวแล้ว
ขณะนี้สองสายตาสบกันไปมา จมูกของหมาป่าดังฟึดฟัดเล็กน้อย จากนั้นมันก็ล่าถอยออกไปจนหายลับไปท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน
หลงเฉินเกิดความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อยถึงปฏิกิริยาของหมาป่าตัวนั้น ทันใดนั้นเองห้วงแห่งความคิดก็โลดแล่นขึ้นมาอย่างฉับพลัน ภาพของเจ้าหนูขนสีขาวปุกปุย หรือจะเป็นเพราะเขาคลุกอยู่กับเสี่ยวเสว่ยมานานหลายวันจนอาบไปด้วยกลิ่นอายของสัตว์มายาไปแล้ว จึงทำให้หมาป่าตัวนี้ถอยหนีไปอย่างนั้นหรือ?
“ไอ้หยา ตายแล้ว เสี่ยวเสว่ยยังอยู่ที่ปากทางเข้าหุบเขาอยู่เลย”
หลงเฉินตบไปข้างศีรษะอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง เขาลืมเสี่ยวเสว่ยไปได้อย่างไรกัน ก่อนที่เขาจะเข้าขัดขวางการเดินทางของเซี่ยฉางเฟิง ก็ได้ปล่อยให้เสี่ยวเสว่ยซ่อนตัวอยู่ในถ้ำศิลา เมื่อสะสางปัญหาเสร็จแล้วก็จะมารับในทันที
ทว่าภายหลังกลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดนั่นก็คือการปรากฏตัวของยิงฮวา ทำให้หลงเฉินหลงลืมไปจนสนิทใจ เมื่อหวนนึกขึ้นมาได้ในตอนนี้ก็อดที่จะตัดพ้อต่อว่ากับตัวเองขึ้นมาไม่ได้ หวังว่าอาหมานจะฉลาดขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง กลับไปพาเสี่ยวเสว่ยออกไปจากที่แห่งนั้น
ช่วงเวลาที่เสี่ยวเสว่ยติดตามหลงเฉินมายังหุบเขาแห่งนี้ก็ได้กินลิ้มรสเนื้อสัตว์ไปไม่น้อย จากที่มีขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือก็ได้เติบใหญ่จนมีลำตัวยาวถึงหนึ่งเซียะ ทว่าก็ยังคงเล็กเกินไปในการติดตามเขามาต่อสู้ด้วย
เมื่อนึกถึงความน่ารักของเจ้าหนูขึ้นมา หลงเฉินแทบอยากจะเหาะเหินเดินอากาศกลับไปยังทางเข้าของหุบเขาในทันที ทว่ายังไม่อาจทำได้เพราะมีนักฆ่ามือฉมังกำลังรอสังหารเขาอยู่ หลงเฉินจึงรู้สึกเกลียดชังยิงฮวาจนเข้ากระดูกดำขึ้นมาในทันที
หลังจากที่หมาป่าลับหายไปแล้ว หลงเฉินก็รีบเคลื่อนย้ายศิลาก้อนเล็กก้อนใหญ่อยู่หลายก้อน เพื่อสร้างเป็นที่กำบังตัวเอง เพียงเท่านี้ก็สามารถซ่อนเร้นเงาร่างเอาไว้ได้แล้ว ในขณะเดียวกันเขาก็ได้เก็บพลังสภาวะเอาไว้จนหมดสิ้น
“โอว”
ทันใดนั้นในบริเวณที่ไกลห่างออกไปก็ได้มีเสียงร้องดังขึ้นมา หลงเฉินแสยะยิ้มอันแสนชั่วร้ายขึ้นมา เหอะเหอะ ดูเหมือนว่ายิงฮวาจะได้รับการต้อนรับจากเจ้าถิ่นเสียแล้ว
หลงเฉินไม่กล้าฆ่าหมาป่าตัวนั้นก็เป็นเพราะว่าจะกลายเป็นเป้านิ่งให้กับยิงฮวา อีกทางหนึ่งก็คือเมื่อสัตว์ป่าตัวหนึ่งตายไปก็จะส่งกลิ่นคาวโลหิตโชยออกไปเป็นที่ดึงดูดของสัตว์ป่าตัวอื่นที่กำลังหิวโหยอยู่อีกมากมาย
ผ่านไปไม่นานสัตว์ป่าตัวอื่นก็ส่งเสียงคำรามออกมาดังเซ็งแซ่ หลงเฉินได้ยินเสียงของอาวุธมีคมชนิดหนึ่งตัดผ่านอากาศขึ้นมาหลายครั้ง
“เหอะเหอะ ดีมาก เจ้าก็ยุ่งไปก่อนนะ ข้าขอฝึกพลังสักครู่หนึ่ง”
หลงเฉินหมกตัวอยู่ภายใต้อุโมงค์ศิลาที่สร้างขึ้นเอง ห่างจากนั้นไปอีกสิบกว่าลี้ก็มียิงฮวาที่กำลังสานความสัมพันธ์กับเหล่าสัตว์ป่าอยู่ ตอนนี้หลงเฉินจึงรู้สึกว่าปลอดภัยมากขึ้น
หลังจากกลืนโอสถลงไปสองเม็ด เม็ดหนึ่งคือโอสถฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายใน อีกเม็ดหนึ่งคือโอสถหนุนเสริมการฟื้นฟูเส้นลมปราณ
ความสามารถของหลงเฉินเปรียบเสมือนอยู่ในระดับปรมาจารย์หลอมโอสถไปแล้ว โอสถที่ได้กักตุนเอาไว้มีมากมายมหาศาลจนสามารถใช้ได้ฟุ่มเฟือย อีกทั้งยังเป็นโอสถที่จัดอยู่ในระดับสูงทั้งสิ้น
นับตั้งแต่ที่เขาได้รับสัตว์เพลิงมาจากงานเทศกาลโคมไฟ เปลวเพลิงก็ยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น สามารถหลอมโอสถระดับสูงขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย
หลังจากกลืนโอสถทั้งสองเม็ดลงไปแล้ว อาการบาดเจ็บภายในร่างกายก็ไม่มีส่วนใดที่น่าเป็นห่วงอีก ต้องการก็แต่เพียงเวลาที่มากเพียงพอ ผลสุดท้ายร่างกายก็จะค่อยๆ ฟื้นฟูกลับมาได้เอง
ทว่าเส้นลมปราณบนฝ่ามือที่ฉีกขาดไปอาจยุ่งยากมากเกินไปเสียหน่อย เส้นลมปราณของคนนั้นจะปกคลุมอยู่ทั่วร่างกายเชื่อมถึงกันเป็นแขนงร่างแหขนาดใหญ่ เส้นลมปราณเหล่านี้ประดุจแม่น้ำลำคลองที่จะคอยชักนำลมปราณที่เป็นเสมือนน้ำให้ไหลผ่านไปทั่วร่างกายได้
หากคนใดสูญเสียเส้นลมปราณไป โดยมากแล้วย่อมต้องกลายเป็นคนพิการไปในทันที ทว่าหลงเฉินที่มีความทรงจำของจักรพรรดิโอสถอยู่ เรื่องเช่นนี้แม้จะยุ่งยากไปบ้างทว่ากลับไม่เกินความสามารถของเขาแต่อย่างใด แต่อาจต้องใช้เวลาที่มากขึ้นเท่านั้นเอง
หลงเฉินหยิบยืมพลังฟื้นฟูจากโอสถไหลเวียนจนเข้าไปยังปลายเส้นโลหิตของฝ่ามือที่ใกล้กับจุดที่เกิดการเสียหาย แล้วใช้พลังแห่งจิตวิญญาณชักนำฤทธิ์โอสถให้ทำการเสริมสร้างเส้นลมปราณขึ้นมาใหม่
การเร่งสร้างเส้นลมปราณเช่นนี้ถือเป็นระดับความยากของวิถีโอสถ เป็นทักษะเฉพาะบุคคลเท่านั้น ทว่าระดับความยากเช่นนี้คงจะไม่มีผู้ใดกระทำได้อีกแล้ว แม้แต่ปรมาจารย์หวินฉีก็ยังไม่อาจกระทำได้
ปรมาจารย์หวินฉีอาจสามารถซ่อมแซมเส้นลมปราณบนนิ้วมือให้กลับมาดังเดิมได้ ทว่าการจะปั้นเส้นลมปราณขึ้นมาใหม่นั้นต้องอาศัยการหยิบยืมประสบการณ์อยู่ดี หากทำได้แต่ก็อาจจะไม่สามารถใช้งานได้ดังเดิม ทว่าหลงเฉินกลับมีวิธีสร้างเส้นลมปราณขึ้นมาใหม่จากห้วงแห่งความทรงจำของจักรพรรดิโอสถ
ถึงแม้ว่าการกระทำเช่นนี้จะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทว่าจากมุมมองของหลงเฉินแล้วทุกช่วงของการงอกเงยนั้น ทำให้เขารู้สึกว่าอย่างน้อยก็มีสิ่งที่ใช้ปกป้องชีวิตขึ้นมาอีกส่วน
หลงเฉินใช้พลังสมาธิทั้งหมดเพ่งไปที่การฟื้นฟูอาการบาดเจ็บบนร่างกาย เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทั่วทั้งท้องนภาก็เริ่มสองแสงสว่างไสวขึ้นมาแล้ว
จากนั้นมือใหญ่ทั้งสองข้างก็ได้ยกศิลาที่กำบังร่างอยู่ออกไปอย่างแผ่วเบา เมื่อยันตัวลุกขึ้นมายืนได้แล้ว หลงเฉินก็จดจ้องไปยังทิศทางที่มีเสียงร้องโหยหวนของสัตว์ป่าที่ดังตลอดทั้งคืน ทันใดนั้นเองท้องของเขาก็เกิดเสียงร้องโครมครามอย่างวุ่นวายขึ้นมาเป็นสาย
หลงเฉินทอแววตาเป็นประกายเจิดจ้า บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเหยียดกว้างขึ้นมา เหอะเหอะ! ยิงฮวา ข้าจะเตรียมของขวัญไว้รอเจ้าเอง
.
.
.
.