เคล็ดกายานวดารา - ตอนที่ 70 เสี่ยวเสว่ย
“กลับไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
เฉินเฟยก้มหน้าลงมองกับพื้นแล้วกล่าวว่า “ก่อนที่ข้าจะออกเดินทาง โหวเยว่ได้ออกคำสั่งด้วยเครื่องหมายของกองทัพว่าต่อให้ต้องตายก็ต้องปกป้องซื่อจื่อและฮูหยินให้ปลอดภัยให้จงได้”
หลงเฉินส่ายหน้าไปมาแล้วตอบกลับไปว่า “ถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นยอดฝีมือที่มีพลังก่อโลหิตตอนปลาย ทว่าเจ้าอยู่ในระดับที่ไม่สามารถปกป้องข้าได้อีกแล้ว ในช่วงเวลาที่ข้าอยู่บนเวทีประลองเป็นตาย เจ้ายังไม่ได้ลงมือเลยแม้แต่น้อย เช่นนั้นก็บ่งบอกได้แล้วว่าเจ้านั้นหวาดกลัวมากถึงเพียงใด
หรือแม้แต่รอให้ข้าเผชิญกับช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายแล้วเท่านั้น เจ้าถึงจะลงมือออกมา ทว่าต่อให้เจ้าลงมือก็ใช่ว่าจะจัดการกับปัญหาได้ ข้ากล่าวได้ไม่ผิดใช่หรือไม่!”
เฉินเฟยเกิดความลังเลใจอยู่ไม่น้อยจนไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาโต้ตอบอันใดออกมาได้ เพราะหลงเฉินกล่าวออกมาได้ถูกต้องทุกประการจนไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้
“ภายในจักรวรรดิแห่งนี้ บุคคลที่คู่ควรให้เจ้าหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้ คงจะต้องเป็นยิงฮวาแล้วกระมัง?” หลงเฉินเอ่ยถามออกไป
เฉินเฟยถอนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วพยักหน้าไปมา “ไม่มีผิด ก่อนที่โหวเยว่จะให้ข้าน้อยออกเดินทางก็กำชับเป็นหมื่นย้ำว่าห้ามไม่ให้ยิงฮวาพบได้ ไม่เช่นนั้นชีวิตคงจะหาไม่แล้ว
ข้าน้อยไม่ได้กลัวตาย แต่เกรงว่าจะทำให้เสียเรื่องใหญ่ของโหวเยว่ไป ฉะนั้นช่วงเวลาที่ซื่อจื่อถูกกลั่นแกล้งมาอย่างเนิ่นนาน ข้าน้อยจึงไม่อาจลงมือมาโดยตลอด รู้สึกอัดอั้นในใจเป็นอย่างยิ่ง ขอโปรดซื่อจื่อยกโทษให้ด้วย”
“บิดาของข้ากับยิงฮวามีความแค้นต่อกันอย่างนั้นหรือ?” หลงเฉินถามต่อ
“นิ้วมือข้างนั้นของยิงฮวาเป็นโหวเยว่ที่ตัดจนขาดไป” เฉินเฟยยิ้มน้อยๆ แล้วตอบกลับไป
หลงเฉินเบิกตากว้างขึ้นมาในทันที ไม่แปลกใจเลยที่ยิงฮวาได้มุ่งเป้ามาที่เขา บิดาก็ช่างโหดเหี้ยมเกินไปเสียจริงๆ ทว่าตัวเขาเองก็ไม่ได้น้อยไปกว่ากันเลย บิดาทำให้นิ้วมือของยิงฮวาขาดสะบั้นไปข้างหนึ่ง อีกทั้งเขาก็เพิ่งจะทำให้ยิงฮวาอับจนจนแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว
“เจ้ามายังจักรวรรดิตั้งแต่เมื่อใดกัน?” หลงเฉินถามต่อ
“สามปีก่อน”
“ข้างกายของบิดามียอดฝีมือเช่นเจ้าทั้งหมดกี่คน?”
“เดิมทีมีทั้งหมดเจ็ดคน ทว่าเมื่อปลายปีก่อนได้ตายในสนามรบหนึ่งคน จึงเหลือเพียงหกคน”
“เจ้าทะลวงพลังขั้นก่อโลหิตไปถึงระดับแล้ว?”
“ระดับที่เก้า น่าเสียดายที่ไม่อาจจะทะลวงขึ้นไปสู่อีกขอบเขตได้แล้ว” เฉินเฟยก็ได้ถอนหายใจออกมาหลังจากกล่าวจบประโยค เขานั้นมีอายุถึงสามสิบเจ็ดปีแล้ว หากล่วงเลยไปจนถึงสี่สิบปีแล้วยังไม่อาจที่จะทะลวงพลังต่อไปได้ก็เรียกได้ว่าหมดหวังโดยสิ้นเชิงแล้ว
ในขณะนั้นเองหลงเฉินก็อดไม่ได้ที่จะแตกตื่นตกใจอย่างยกใหญ่ ถึงแม้ว่าเฉินเฟยจะมีลักษณะการซ่อนเร้นอันลึกล้ำ ทว่าหากมองไปยังระหว่างคิ้วของเขากลับปรากฏกลุ่มพลังหนึ่งที่ใช้บ่งบอกได้ถึงพลังการฝึกยุทธ์ที่หลอมรวมเข้ากับโลหิตบริสุทธิ์จนไปถึงแก่นแท้แล้ว จนสามารถปรากฏให้เห็นออกมาเช่นนี้ได้
เช่นนี้เฉินเฟยในตอนนี้ก็ถือเป็นยอดฝีมือที่ไปถึงจุดสูงสุดของพลังขอบเขตก่อโลหิตแล้วผู้หนึ่ง ทว่าต้องมาติดอยู่ที่ปากขวดเช่นนี้ก็เท่านั้นเอง
การทะลวงพลังจากขอบเขตขั้นก่อโลหิตเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นนั้นถือได้ว่ายากเย็นแสนเข็ญอยู่ไม่น้อยเลย ทั่วทั้งจักรวรรดิเฟิงหมิงมียอดฝีมือขอบเขตขั้นก่อโลหิตอยู่นับหลายพันคน ทว่าขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็นนั้นมีเพียงแค่สามขุนนางใหญ่เท่านั้น ด้วยเหตุนี้การจะทลายพันธนาการเข้าสู่ระดับนั้นได้ก็คงเปรียบเสมือนกับการว่ายไปตามคลองหงโกว
*鸿沟 คลองหงโกวนั้นขึ้นชื่อว่าเป็นสายน้ำที่เชี่ยวกราดที่สุด (ชื่อคลองที่ใช้ลำเลียงในสมัยโบราณปัจจุบันอยู่ในมณฑลเหอหนาน)
“เฉินเฟย ในคืนนี้ข้าจะหลอมโอสถให้เจ้านำไปส่งมอบแก่บิดาของข้า” หลงเฉินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วตัดสินใจเอ่ยวาจาเด็ดขาดออกมา
“ซื่อจื่อ……”
หลงเฉินโบกมือไปมาเพื่อตัดบทพูดของเฉินเฟย แล้วกล่าวต่ออีกว่า “ถึงแม้เจ้าจะมีพลังฝีมือที่แข็งแกร่ง สามารถหลบรอดจากยิงฮวาได้ อีกทั้งยังจับตา ดูแล และความคุ้มครองจวนตระกูลหลง
ทว่าในตอนนี้ทั่วทั้งจักรวรรดิต่างก็จับตาดูข้าอยู่ เกรงว่าหากเกิดการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินขึ้นมากะทันหัน เจ้าจะอยู่ต่อไปก็เปล่าประโยชน์
ลองคิดดูให้ดีว่าถ้าหากที่แห่งนี้เกิดเภทภัยครั้งใหญ่ขึ้นมาจริง ด้วยความสามารถของเจ้าจะสามารถจัดการได้หรือไม่กัน?”
“ข้าน้อยสามารถพาซื่อจื่อตะลุยฝ่าวงล้อมออกไปได้อย่างแน่นอน” เฉินเฟยยืนยันเสียงหนักแน่น
หลงเฉินทอประกายเย็นเยียบออกมาจากดวงตา แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงดุดันว่า “เช่นนั้นมารดาของข้า เจ้าจะทำอย่างไร?”
ช่วงพริบตาเดียวเฉินเฟยก็เหมือนกับถูกอุดปากเอาไว้อย่างหนาแน่น ถึงแม้ว่าเขาจะมีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งทว่ากลับเป็นมีอยู่อย่างจำกัด เดิมทีเขามีความเชื่อมั่นว่าต่อให้เป็นยิงฮวาลงมือเอง เขาก็มีสามารถกว่าแปดส่วนที่จะพาหลงเฉินฝ่าฟันออกไปได้
แต่เมื่อหลงเฉินกล่าวถามออกมาเช่นนั้นอีก กลับยิ่งทำให้เขากล่าวอันใดออกมาไม่ได้ อย่างมากที่สุดก็คงจะนำพาไปได้คนเดียว หากตามความสัตย์แล้วก็คงต้องเสียสละฮูหยินหลงแล้ว
“ต้องขออภัยซื่อจื่อด้วย นี่เป็นคำสั่งของโหวเยว่ ข้าน้อยมีหน้าที่เพียงกระทำตามเท่านั้น” เฉินเฟยได้แต่ส่ายหน้าแล้วกล่าวออกมา
หลงเฉินเกิดความรู้สึกทั้งตกใจทั้งโกรธเคือง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าบิดาจะช่วยเหลือเขาจนถึงกับยอมปล่อยมารดาไว้ ห้วงแห่งความคิดอันโหดร้ายเช่นนี้ก็ทำให้ดวงตาของชายหนุ่มแดงก่ำขึ้นมา สัมผัสได้ถึงความรักของบิดาที่มีต่อเขา ทว่าเป็นสิ่งที่เขารับไม่ได้อย่างถึงที่สุด
เมื่อตั้งสติได้แล้ว หลงเฉินก็สูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง ยับยั้งความโกรธเกรี้ยวภายในจิตใจเอาไว้ แล้วบอกกล่าวต่อไปอีกว่า “เฉินเฟย ข้าไม่ได้กำลังเจรจาอยู่กับเจ้า ทว่าเป็นคำสั่งที่สั่งให้เจ้ากลับไป หยุดการกระทำตามคำสั่งที่โง่เขลาเช่นนั้นได้แล้ว เพราะสิ่งนี้มีแต่จะทำร้ายพวกเราสองแม่ลูก
ในตอนนี้ข้าจำเป็นจะต้องเดินทางไปยังชุมนุมผู้หลอมโอสถเพื่อหาซื้อสมุนไพรส่วนหนึ่งมาหลอมโอสถให้บิดา
อย่าได้เอาแต่กล่าววาจาโง่เขลาอย่างเรื่องที่จะมาปกป้องพวกเราอีกเลย ด้วยสภาวะพลังของข้าในตอนนี้ หากหมายจะเอาชีวิตของเจ้าขึ้นมาก็แทบจะไม่ต้องเปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย
ข้ายังพอที่จะปกป้องจวนตระกูลหลงให้อยู่รอดปลอดภัยได้อยู่ อนาคตจะเป็นเช่นไรก็คงต้องดูต่อไป ทว่าข้ายังต้องการความช่วยเหลือจากบิดาอยู่
ด้วยเหตุนี้ข้ามีทางเลือกให้เจ้าอยู่สอง เชื่อฟังคำพูดของข้าแล้วกลับไปอยู่ข้างกายบิดา หรือไม่ก็ตายอยู่ในที่แห่งนี้ไปเสีย พิษภายในร่างกายยังคงอยู่ เจ้าอาจจะตายได้อย่างไม่ต้องสงสัย”
เฉินเฟยมีสีหน้าซีดเซียวขึ้นมาในทันที แววตาสอดส่องไปยังหลงเฉินที่กำลังเกิดโทสะอยู่มากทีเดียว ราวกับว่ากำลังมองเห็นเงาร่างของหลงเทียนเซียวกำลังโกรธเกรี้ยวขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น ถ้าหากเขาหาญกล้าที่จะท้าทายหลงเฉิน หลงเฉินก็คิดที่จะเอาชีวิตของเขาจริงอย่างนั้นหรือ?
เขาไม่ได้เกรงกลัวความตาย ทว่าการตายอย่างไร้ซึ่งความหมายเช่นนั้นช่างไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เขาจึงทำได้เพียงแค่ส่งยิ้มออกไปอย่างขมขืน ภายในจิตใจคล้ายกับอมบอระเพ็ดเอาไว้ หลังจากที่กลับไปแล้วสมควรที่จะเผชิญหน้ากับโหวเยว่อย่างไรดีเล่า?
หลงเฉินมุ่งหน้าไปยังสภาอย่างไม่ลดละ ขณะนี้ในกระเป๋าที่พองโตมีเงินอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่จำเป็นจะต้องหยิบยืมสมุนไพรอีกต่อไปแล้ว เขาสามารถซื้อสมุนไพรมากมายกลับมาได้ทันที
หลงเฉินย่างก้าวเข้าสู่ชุมนุมผู้หลอมโอสถถือเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดอย่างถึงที่สุด สมุนไพรที่เขาจำเป็นที่จะต้องใช้กลับมีครบทั้งหมด จากนั้นก็เดินทางกลับจวนอย่างรวดเร็ว
เขาให้เฉินเฟยคอยคุ้มกันอยู่ด้านนอก แล้วเริ่มจุดเพลิงขึ้นมาจนเกิดความอบอุ่นให้แก่เตาหลอมโอสถ ครั้งนี้โอสถที่หลงเฉินจะหลอมขึ้นมามีชื่อว่า——โอสถทลายอุปสรรค
นี่เป็นโอสถระดับสองชนิดหนึ่งที่มีไว้ใช้เพื่อทะลวงพันธนาการของผู้ที่ติดอยู่ในพลังขั้นต่อไป เป็นการเพิ่มความสามารถในการปะทุพลังให้เพิ่มสูงขึ้น
ทว่าจากการหลอมโอสถทลายอุปสรรคจากความทรงจำของจักรพรรดิโอสถ การใช้สมุนไพรเช่นเดียวกันทุกสิ่งอันทว่ากลับใส่ส่วนผสมเหล่านั้นไม่เท่ากัน ก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต่างกันไปด้วย
อีกทั้งหนึ่งในสมุนไพรหลักก็คือหญ้ากระดูกมังกรอันเป็นสมุนไพรที่มีความแข็งแกร่งอย่างยิ่ง สามารถเพิ่มคุณลักษณะของโอสถได้เป็นอย่างดี โอสถทลายอุปสรรคเม็ดนี้ของเขาจึงต่างจากที่มีอยู่ทั่วไปโดยสิ้นเชิง
โอสถทลายอุปสรรคเม็ดนี้เป็นโอสถสำหรับทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเปลี่ยนเส้นเอ็น โดยปกติแล้วโอสถทลายอุปสรรคระดับล่างจะมีผลลัพธ์ช่วยเพิ่มโอกาสในการทลายพันธนาการหนึ่งระดับ ทว่าเป้าหมายของหลงเฉินกลับต้องการหลอมให้ได้ระดับสูง เพื่อผลลัพธ์ในการทลายพันธนาการเพิ่มขึ้นไปอีกสามส่วน
โอสถชนิดนี้เป็นที่ต้องการมากกว่าโอสถผลัดกล้ามเนื้อเปลี่ยนกระดูกที่ถูกประมูลไปครั้งก่อนเสียอีก โอสถผลัดกล้ามเนื้อเปลี่ยนกระดูกเม็ดนั้นถือว่ามีจุดบกพร่องอยู่มาก เพียงแต่หลงเฉินไม่ได้บอกกล่าวออกไปก็เท่านั้น
หากร่างกายของมนุษย์ถูกตัดจนขาดด้วนไป แล้วใช้โอสถนั้นรักษาในทันทีก็จะสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ อีกทั้งยังไม่ส่งผลใดใดตามมาอีกด้วย
หลังจากที่ได้ทำการรักษาไปแล้ว คนผู้นั้นจะถูกสลายพลังดั้งเดิมของรากปราณไปอยู่ในระดับกลาง อีกทั้งจะถูกกัดกินการก้าวข้ามของพลังที่จะเข้าสู่ขั้นต่อไป
……
“ตูม”
เสียงระเบิดดังทะลุออกจากเตาหลอม บ่งบอกได้ถึงความสำเร็จในการหลอมโอสถ เมื่อเปิดฝาเตาขึ้นก็พบโอสถสามเม็ดกำลังกลิ้งไปมาอยู่ภายใน รอบเม็ดโอสถทอประกายแสงเจิดจ้าจนสายตาพร่ามัวด้วยความมึนงง บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอ่อนล้าของหลงเฉินก็ได้ปรากฏรอยยิ้มกว้างขึ้นมา
นี่เป็นโอสถเตาที่สามแล้ว เตาที่หนึ่งสำเร็จถึงสามเม็ด เตาที่สองเกิดการไหลของพลังออกมาจนเตาระเบิดทำให้สูญเสียโอสถไปทั้งหมด
การหลอมโอสถย่อมไม่มีสิ่งใดแน่นอน ต่อให้มีความทรงจำทั้งหมดของจักรพรรดิโอสถก็ยังไม่อาจที่จะหลุดพ้นจากความผิดพลาดไปได้
เดิมทีเพียงแค่สองเตาก็คงจะเพียงพอแล้ว ทว่ากลับระเบิดไปหนึ่งเตา จึงต้องหลอมเตาที่สามขึ้นมา ทำให้หลงเฉินมีสภาพร่างกายที่อ่อนล้าโรยแรงอย่างที่เป็นอยู่
เมื่อทำการเพิ่มหญ้ากระดูกมังกรในโอสถทลายอุปสรรคทำให้การหลอมยุ่งยากมากยิ่งขึ้น แม้แต่หลงเฉินที่มีพลังแห่งจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งก็ยังต้องรู้สึกเหนื่อยล้าแทบล้มทั้งยืน
แต่ในที่สุดก็ได้โอสถมาทั้งหมดหกเม็ด ความเหนื่อยล้าที่ได้ทุ่มเทลงไปก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างถึงที่สุด จากนั้นหลงเฉินก็นำโอสถทั้งหกเม็ดมอบให้เฉินเฟยที่มีสีหน้าตื่นตระหนกอยู่ไม่เสื่อมคลาย พร้อมกับแนบจดหมายอีกหนึ่งฉบับส่งมอบให้กับบิดาของเขาอีกด้วย
ยังไม่ทันที่ฟ้าจะสางเฉินเฟยก็รีบเดินทางกลับไปทันที หลงเฉินเองก็ได้พักผ่อนไปจนเต็มอิ่มจนฟื้นฟูจิตสมาธิให้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังรู้สึกโล่งใจขึ้นมามหาศาลอย่างบอกไม่ถูก
เรื่องราวของบิดาที่เป็นเหมือนกับก้อนหินก้อนใหญ่กดทับลงมาอยู่เต็มทรวงอก ขณะนี้คล้ายกับถูกยกย้ายออกไปจนเกือบหมดเมื่อได้ทราบถึงสถานการณ์ของบิดา จนภายในจิตใจของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาและความกังวลไปพร้อมกัน
เนื่องจากเฉินเฟยเองก็ยังไม่ทราบว่าผู้ใดคิดจะจัดการกับบิดาของเขากันแน่ ทางด้านของบิดาเองก็ยังไม่เคยพบร่องรอยของผู้บงการมาก่อนเลยเช่นกัน
หลังจากฟื้นตื่นขึ้นมาจากที่นอน หลงเฉินก็ได้อุ้มเสี่ยวเสว่ยออกมา เสี่ยวเสว่ย (หิมะน้อย小雪) ก็คือชื่อที่หลงเฉินตั้งให้แก่หมาป่าหิมะแดงเพลิงที่เป็นตัวเมียตัวนั้นนั่นเอง
เสี่ยวเสว่ยยังคงหลับตาอยู่ อีกทั้งยังส่งเสียงร้องฮือฮือออกมาวุ่นวายอย่างไม่หยุดหย่อน หลงเฉินยิ้มออกมาเมื่อเห็นความน่ารักน่าเอ็นดูของเจ้าหนูน้อยตัวนี้ พลันก็ยกนิ้วมือขึ้นมาแล้วกัดฝังเขี้ยวลงไปจนมีโลหิตไหลรินออกมาหยดหนึ่ง เขายื่นนิ้วมือข้างนั้นไปใกล้ปากของหมาป่าหิมะแดงเพลิง
เสี่ยวเสว่ยก็ได้เลียไปที่หยดโลหิตนั้น ดวงตาที่เคยปิดสนิทอยู่กลับค่อยๆ ตื่นลืมขึ้นมาอย่างช้าๆ ดวงตาประดุจไข่มุกที่ส่องสกาวระยิบระยับจ้องมองมายังหลงเฉินด้วยความประหลาดใจ เมื่อมองรวมกับเส้นขนปุกปุยสีแดงบนหน้าผากก็ทำให้หลงเฉินแทบจะอ่อนระทวยลงไปในทันที
สัตว์มายาแรกเกิดที่ได้ลิ้มลองรสชาติของโลหิตบริสุทธิ์หยดแรกไปแล้ว จะไม่มีวันลืมเลือนกลิ่นอายนั้นไปชั่วนิจนิรันดร์ อีกทั้งยังจดจำกลิ่นอายของผู้เป็นเจ้านายเสมือนกับเป็นครอบครัวของมัน ทว่ามีข้อยกเว้นกับสัตว์มายาที่เป็นสัตว์เลือดเย็นไว้จำพวกหนึ่ง พวกนี้จำเป็นที่จะต้องใช้วิธีที่พิเศษเฉพาะยิ่งกว่า
หลังจากที่เสี่ยวเสว่ยได้ลืมตาขึ้นมาแล้ว มันก็จะเริ่มปีนป่ายไปตามร่างกายของหลงเฉินในทันที ถึงแม้ว่าช่วงขาจะยังสั้นอยู่พร้อมที่จะร่วงหล่นลงมาได้ทุกเวลา ทว่ายังคงมุ่งมั่นที่จะปีนป่ายไปมาอย่างไม่คิดชีวิต
ภายในจิตใจหลงเฉินก็บังเกิดความอบอุ่นขึ้นมาหลายสาย ด้วยพลังแห่งจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขาย่อมสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงพลังปราณจิตวิญญาณส่วนลึกที่บ่งบอกถึงอารมณ์ความรู้สึกของเสี่ยวเสว่ยได้
เดิมทีหลังจากที่เจ้าหนูตัวนี้สามารถจดจำหลงเฉินได้แล้ว เขาก็ควรเริ่มไหลเวียนพลังแห่งจิตวิญญาณเข้าสู่กระบวนวิชาลับที่ลู่ฟางเอ๋อสั่งสอนเอาไว้ เพื่อประทับสัญญาทาสลงไปยังใจกลางของปราณจิตวิญญาณของเจ้าหนู เช่นนี้มันก็ไม่สามารถที่จะหักหลังเขาไปได้ตลอดกาลแล้ว
กระนั้นหลงเฉินก็ลังเลอยู่ไม่น้อยเลยไม่ได้ประทับสัญญาทาสลงไป การที่จะให้เจ้าหนูที่น่ารักน่าเอ็นดูเช่นนี้ต้องมากลายเป็นทาส แค่คิดก็ไม่อาจกระทำได้ลงคอแล้ว เสี่ยวเสว่ยปีนป่ายไปทั่วจนขึ้นมาใกล้ใบหน้าของเขาแล้วทำการชำระล้างใบหน้าของหลงเฉินด้วยลิ้นของมันอย่างเป็นมิตร
หลงเฉินหัวเราะฮาฮาออกมาพร้อมกับอุ้มเสี่ยวเสว่ยขึ้นมาแล้วมุ่งตรงออกจากจวนตระกูลหลงไปยังด้านนอกทันที ขณะนี้เจ้าหนูได้ลืมตาขึ้นมาอย่างเต็มที่แล้ว เขาจึงพามันออกมาเดินเที่ยวชมบรรยากาศภายนอกเสียหน่อย
พลังชีวิตของสัตว์มายาเป็นสิ่งที่แกร่งกล้าเป็นอย่างยิ่ง ขอเพียงลืมตาขึ้นมาแล้วก็สามารถเริ่มกินอาหารด้วยตัวเองได้เลย พวกมันไม่สามารถอดทนต่อความหิวได้ ช่วงนี้จึงจำเป็นที่จะต้องกินอาหารของทารกแรกเกิดด้วย
ทว่าหลังจากที่ออกห่างจากประตูใหญ่ได้ไม่ไกลนัก เขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าจำเป็นจะต้องไปหาคนผู้หนึ่งก่อน หากพาเขาไปด้วยคงจะดีเสียกว่า ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม หลงเฉินก็ได้มาถึงทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์แห่งหนึ่ง
“ฮูม”
ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดดังขึ้นมา ผืนแผ่นดินต่างก็สั่นไหวไปตามๆ กัน พลันมุมปากของหลงเฉินก็ปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นมา
.
.
.
.