เคล็ดกายานวดารา - ตอนที่ 68 ข่าวคราวของบิดา
ขณะที่กำลังสนใจอยู่กับเจ้าหนูขนปุกปุยที่ดิ้นอยู่ในอ้อมอกอยู่นั้น ทว่ากลับจับความรู้สึกของจิตสังหารกลุ่มหนึ่งที่ถูกปลดปล่อยออกมาคล้ายกับมีคนผู้หนึ่งกำลังจับตามองอยู่ พลังกลุ่มนั้นปกคลุมไปทั่วทั้งจวนของตระกูลหลง เมื่อส่งพลังเข้าไปสำรวจกลับไม่พบเห็นผู้ที่น่าสงสัยเลยแม้แต่คนเดียว
ทว่าความรู้สึกที่เกิดขึ้นมานี้ย่อมไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน นั่นเป็นพลังของจิตสังหารอย่างหนึ่ง หลงเฉินจึงเพ่งประสาทการรับรู้ที่เฉียบคมมากที่สุดเข้าตรวจจับพลังสภาวะที่ลี้ลับเสียยิ่งกว่าลี้ลับนี้อีกครั้ง
เขาค่อนข้างเชื่อมั่นต่อความรู้สึกแรกของตัวเองอย่างถึงที่สุด ภายในจวนไม่มีบุคคลต้องสงสัย เช่นนั้นศัตรูคงจะจับตามองจากที่ห่างไกลออกไปอยู่เป็นแน่
บรรยากาศบนท้องนภาเริ่มคืบคลานเข้าสู่ความมืดมิดของยามเย็น หลงเฉินที่กำลังครุ่นคิดถึงพลังกลุ่มนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก็พยุงหมาป่าหิมะแดงเพลิงวางกลับลงไปยังกล่องที่มันเคยอยู่
สายตาก็เหลือบไปเห็นเครื่องมือของใช้สามัญสำหรับสัตว์มายาที่อยู่ในกล่องใบที่ลู่ฟางเอ๋อได้มอบให้ ด้วยจำนวนที่มากมายถึงเพียงนั้นคงจะพอให้เจ้าหนูตัวนี้กินได้หลายมื้อ
จากนั้นหลงเฉินก็ได้เรียกเป่าเอ๋อมารับทารกสัตว์มายาตัวนี้ไปดูแลให้ดี หลังจากที่เขาเปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ที่ห้องหับเสร็จสิ้น ก็เดินออกจากประตูใหญ่หน้าจวนไปยังภายนอกในทันที
ความรู้สึกของหลงเฉินไม่ได้ผิดพลาดไปจริงๆ ช่วงเวลาที่เขากำลังก้าวออกจากประตูใหญ่ก็สัมผัสได้ถึงการจับตามองของคนผู้หนึ่งอยู่ พลันที่มุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มเหยียดหยันขึ้นมา และยังคงก้าวเท้าเดินต่อไปอย่างไม่มีหยุดเลยสักนิดเดียว
เขาทราบได้ทันทีว่าคนเหล่านี้ได้เตรียมการมาเพื่อสังหารเขาโดยเฉพาะ หากเป็นไปตามที่คาดการณ์เอาไว้จากจิตสังหารคงจะไม่พ้นคืนนี้ไปได้แน่นอน พวกเขาคงจะลอบเข้าไปทำร้ายเขาถึงภายในจวนอย่างไม่ต้องสงสัย
หลงเฉินจึงไม่ต้องการให้คนเหล่านั้นย่างกรายเข้าไปถึงภายในจวนแม้เพียงครึ่งก้าว ฉะนั้นเขาจึงออกมาต้อนรับแทน เมื่อเดินออกมาได้ประมาณสิบลี้บริเวณรอบข้างก็เริ่มมืดสลัวลงแล้ว ไร้ซึ่งเงาของผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ไร้ซึ่งซุ่มเสียงของลมหายใจ ทว่าจู่จู่ก็บังเกิดเสียงบางอย่างหอบสายลมพวยพุ่งเข้ามาสายหนึ่ง ลูกศรดอกหนึ่งปักเข้าไปยังใจกลางแผ่นหลังของหลงเฉินในทันที
“อ่อก”
ขณะที่กำลังตรวจสอบความเคลื่อนไหวขึ้นมาได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว แผ่นหลังของเขาต้องเข้ากับลูกศรดอกนั้นอย่างเต็มแรง เขาทำได้เพียงแค่ส่งเสียงดังชิขึ้นมาอย่างไม่สบอารมณ์แล้วล้มลงข้างทาง
ซวบซวบซวบ!
จากนั้นก็มีเงาร่างว่าสิบสายห้อมล้อมรอบกายของหลงเฉินเอาไว้ กลุ่มคนเหล่านั้นต่างก็สวมใส่ชุดคลุมสีดำสนิทปกปิดไปจนถึงใบหน้า ในมือถือกระบี่ยาวเอาไว้
“เหอะเหอะ ผู้เยาว์อันดับหนึ่งแห่งจักรวรรดิเฟิงหมิงอะไรกัน แท้จริงแล้วก็เป็นแค่เพียงหุ่นฟางกระจอกเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าจะตกมาอยู่ในกำมือได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้” เสียงพูดอันเยือกเย็นนี้ได้ดังออกมาจากร่างเงาสายหนึ่งที่มีใบหน้าห้าวหาญซ่อนอยู่ในเงามืด
“อ่อก”
เมื่อกล่าวจบก็ได้มีเข็มพิษเล่มหนึ่งเสียบเข้าไปยังกลางทรวงอกของชายผู้นั้นอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ชายผู้มีใบหน้าห้าวหาญผู้นั้นเบิกดวงตากลมโตมองไปยังบาดแผลที่ปรากฏขึ้นมาด้วยอาการแตกตื่นจนถึงที่สุด เขารู้สึกเหมือนกับว่าพลังชีวิตกำลังหลั่งไหลออกไปจากร่างอย่างรวดเร็ว
“ตึง”
ชายผู้มีใบหน้าห้าวหาญผู้นั้นล้มหมดสติลงไปกองอยู่กับพื้น ลมหายใจหายไปอย่างที่เขาก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าตายไปได้อย่างไร แล้วเป็นผู้ใดกันที่ทำการสังหารเขาจนต้องลมลง
“ระวัง!!”
ทันใดนั้นกลุ่มคนที่เหลือรอดก็ได้มีปฏิกิริยากลับคืนมาจนรีบถอยออกไปจากศพของสหายอย่างรวดเร็ว ความแตกตื่นบังเกิดขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงเมื่อมองไปยังหลงเฉินที่ไร้ซึ่งลูกศรที่เคยปักอยู่บนร่าง
ส่วนหลงเฉินเองก็มีท่าทีเหมือนกับไม่ได้ประสบเรื่องราวอันใดมาก่อน ยันแขนลุกขึ้นมาจากพื้นที่เพิ่งนอนกองลงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็ใช้มือใหญ่ทั้งสองข้างปัดฝุ่นผงที่ติดตามอาภรณ์อย่างช้าๆ
ในช่วงเวลาที่ลูกศรได้ถูกปล่อยออกมาจากที่แห่งหนึ่ง เขาได้ทำการระวังป้องกันร่างกายเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว มีหรือที่จะถูกซุ่มโจมตีได้อย่างง่ายดาย ในวินาทีที่ลูกศรพุ่งเข้ามาใกล้จะถึงแผ่นหลัง เขาก็ปล่อยพลังสภาวะเข้าหยุดลูกศรเอาไว้ทันที แล้วแสร้งล้มลงไปเพื่อให้ศัตรูตายใจ
หัวลูกศรดอกนั้นไม่ได้เคลือบพิษร้ายเอาไว้แต่อย่างใด เสียงจากการแผลงศรก็ดังสะท้านไปทั่วทั้งบริเวณอีก อีกทั้งยังกระทำการโง่งมด้วยการลงมาตรวจสอบศัตรูแล้วปล่อยให้ศัตรูมาอยู่ตรงหน้าได้อีก
“ลงมือพร้อมกัน”
“ตูม”
ระหว่างนั้นก็ได้มีเงาร่างสายหนึ่งตวาดเสียงดังขึ้นมา ส่งสัญญาณให้คนที่เหลือปะทุพลังทั้งหมดออกมาอย่างพร้อมเพรียงบังเกิดเป็นพลังโลหิตหลายสายพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะเป็นถึงยอดฝีมือพลังขอบเขตขั้นก่อโลหิตแล้ว
“ตึง”
ในฝ่ามือใหญ่ของหนึ่งของหลงเฉินปรากฏกระบี่ยาวเพิ่มขึ้นมาเล่มหนึ่ง สิ่งนั้นคืออาวุธของชายชุดดำที่เพิ่งทิ้งลมหายใจไปแล้วเมื่อครู่นี้ เขาใช้ปลายเท้าเขี่ยไปที่ด้ามกระบี่เล่มนั้นให้ลอยล่องขึ้นมาแล้วใช้ต้านทานการโจมตีของชายชุดดำผู้หนึ่งในทันที
ชายผู้นั้นเกิดอาการชาด้านไปทั่วทั้งร่างเมื่อได้สัมผัสพลังสภาวะจากกระบี่ที่หลงเฉินฟาดเข้ามา จนกระบี่ยาวในมือของเขาลอยละลิ่วออกไปไกลหลายช่วงตัว ความตื่นตระหนกทำให้เขาขาดการควบคุมร่างกายจนเปิดเผยจุดอ่อนออกมาจนหมดสิ้น
“ซวบ”
ประกายแสงของคมกระบี่ก็ได้สาดออกไปยังร่างของคนผู้นั้นราวกับมีสายฟ้าฟาดกลางเวหาไปทั้งหมดสองครั้งจนเกิดเป็นฝนโลหิตสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งผืนฟ้า
ขณะนี้หลงเฉินได้ใช้พลังขั้นก่อรวมทั้งสิบเอ็ดสายออกมาทั้งหมด ขุมพลังมหาศาลได้กดดันไปทั่วบรรยากาศจนน่าหวาดหวั่น ทุกการกวัดแกว่งกระบี่อีกทั้งการจู่โจมออกไปจึงเป็นขุมพลังที่รุนแรงอย่างไม่มีสิ่งใดมาเปรียบได้
เสียงฟาดฟันดังสนั่นถึงสองครั้งได้สังหารยอดฝีมือขอบเขตขั้นก่อโลหิตไปได้ผู้หนึ่ง กลิ่นคาวเลือดจากร่างของเขาได้โชยพัดไปเตะจมูกของกลุ่มคนชุดดำที่ยังเหลือรอด และทำให้พลังภายในร่างกายของหลงเฉินถูกกระตุ้นขึ้นมาจนเดือดดาลอย่างรุนแรงโดยที่หลงเฉินยังไม่ได้ทำการไหลเวียนขึ้นมาเลยด้วยซ้ำไป
ผ่านไปไม่ถึงพริบตาเดียวเท่านั้นสหายของพวกเขาก็ได้ถูกฆ่าสังหารไปแล้วสองคน กลุ่มคนที่เหลือจึงเกิดอาการทั้งตกใจทั้งโกรธแค้นขึ้นมา พลันร้องคำรามเสียงดังด้วยเพลิงโทสะที่สุมอยู่ภายในจิตใจ จากนั้นกระบี่ยาวหลายเล่มก็ได้พุ่งเข้าไปยังร่างของหลงเฉินอย่างฉับพลัน
หลงเฉินสบถเสียงชิออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ แล้วร่ายกระบี่ยาวในมือไปมาเล็กน้อย ลมปราณภายในร่างกายสายหนึ่งก็ถูกไหลเวียนมารวมไว้ที่แขนและมือทั้งสองข้าง
“ตูม”
หลงเฉินใช้กระบี่ในมือต้านทานสันคมของกระบี่นับสิบที่พุ่งเข้ามาอย่างเอาเป็นเอาตายเอาไว้ได้ทั้งหมด จนบังเกิดเสียงระเบิดของแผ่พลังขุมหนึ่งพุ่งทะลวงออกไปรอบทิศ ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของผู้คน
พลังอันมหาศาลจากยอดฝีมือกว่าสิบคนที่ได้ผสานกันเข้ามากลับถูกหลงเฉินซัดกลับจนถอยกระเด็นออกไปหลายสิบก้าว ร่างกายของพวกเขากลับไม่เกิดอันใด ทว่ากระบี่ยาวที่อยู่ในมือทั้งสิบไม่อาจที่จะต้านทานพลังอันมหาศาลเช่นนั้นเอาไว้ได้จึงแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ หลงเหลือเพียงด้ามจับที่กำเอาไว้ในมือ
ชายชุดดำสิบกว่าคนต่างอยู่ในสภาวะแตกตื่นขึ้นมา ไม่คิดว่าด้วยการออกแรงเพียงครั้งเดียวจะต้านทานการจู่โจมที่ผสานกันนับสิบเท่าเอาไว้ได้ และควรจะทราบเอาไว้ด้วยว่าในกลุ่มของพวกเขามีการคงอยู่ของยอดฝีมือขั้นก่อโลหิตตอนกลางถึงสามคนเลยทีเดียว
“เป็นโอกาสดี ลงมือพร้อมกันเถิด!!” ชายอีกผู้หนึ่งขานออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ชายชุดดำทั้งสิบกว่าคนจับมือกุมแน่นไปที่ด้ามของกระบี่ที่ไร้ซึ่งตัวเหล็กกล้าพุ่งจู่โจมไปที่หลงเฉินอย่างรวดเร็ว
หลงเฉินมองไปยังกลุ่มคนเหล่านั้นพร้อมเหยียดยิ้มเย้ยหยันและเยือกเย็นขึ้นมาที่มุมปาก พร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งแตะไปที่แหวนมิติเบาๆ ครั้งหนึ่ง
ทันใดนั้นเองก็มีประกายสีทองทอแสงสว่างไสวไปทั่วทั้งผืนฟ้าออกมาจากขวานขนาดใหญ่เล่มหนึ่งที่ถูกชูขึ้นท่ามกลางอากาศประดุจดวงจันทราเต็มดวงกำลังส่องแสงไปยังตัวขวานอย่างไรอย่างนั้น การปรากฏของขวานยักษ์เล่มนี้คล้ายกับมีพลังอันโดดเดี่ยวของความเจ็บปวดสถิตอยู่ภายในพร้อมที่จะแหวกอากาศออกไปฟาดฟันผู้คนมากมายที่คิดจะเผชิญหน้ากับมัน
“ซวบ”
ประกายโลหิตหลายสายล่องลอยขึ้นทาทับท้องนภาอีกครั้ง ข้อมือหลายคู่ปลิวอยู่กลางอากาศ ด้วยพลังอันมหาศาลของสิ่งนั้นได้ฟาดลงจนแม้แต่พื้นแผ่นดินยังเกิดรอยแยกขนาดใหญ่ เพียงครู่เดียวชายชุดดำเหล่านั้นก็ได้ถูกสังหารไปถึงเก้าคน หลงเหลือผู้รอดชีวิตอีกแค่สามคนเท่านั้น
นั่นก็เป็นเพราะว่าชายชุดดำที่เหลืออีกสามคนนั้นลงมือช้ากว่าเพียงเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงในขวานยักษ์ที่ปรากฏขึ้นมาจึงได้รอดพ้นจากการประหารหมู่ในครั้งนี้ไปได้
หลังจากที่หลงเฉินได้จู่โจมออกไปครั้งหนึ่ง ภายในดวงตาคู่คมทั้งสองก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี ยุทโธปกรณ์ชิ้นนี้มีน้ำหนักมากอย่างมหาศาล หนึ่งพลังที่กวัดแกว่งออกไปกลับสยบสิบสภาวะลงได้ แน่นอนว่าพลังที่แท้จริงของมันคงจะสามารถทำลายได้แทบทุกสิ่งให้ราบเป็นหน้ากลอง
ทว่าข้อเสียเพียงประการเดียวของขวานศึกเล่มนี้ก็คือเขาจำเป็นจะต้องใช้ทั้งสองมือในการกุมไปที่ด้ามขวาน เพราะหากใช้แค่มือข้างเดียวย่อมไม่อาจควบคุมทิศทางของมันได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังไม่มีขุมพลังที่มากพอที่จะถือด้วยมือข้างเดียวได้
ขวานศึกเล่มนี้มีพลังทำลายล้างอันแข็งแกร่งก็จริงอยู่ ทว่าหลงเฉินก็ได้ออกแรงมากจนเกินไปจึงรู้สึกชาซ่านขึ้นมาถึงแขน
“ต่อไปก็จะขอน้อมส่งพวกเจ้าไปหายมบาลพร้อมกัน”
หลงเฉินส่งเสียงทุ้มต่ำออกมา พลันก็ใช้มือทั้งสองข้างค่อยๆ ยกขวานใหญ่ขึ้น เมื่อเห็นเช่นนั้นชายชุดดำทั้งสามคนจึงค่อยได้มีปฏิกิริยากลับคืนมาแล้วออกแรงสลับขาวิ่งหนีจากไป ทอดทิ้งให้ร่างของสหายนอนจมกองโลหิตอยู่ที่เดิม
เมื่อมองไม่เห็นเงาร่างทั้งสามที่ลับหายไปแล้ว หลงเฉินก็ได้ถอนลมหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย พร้อมกับย้ายบั้นท้ายลงไปนั่งที่ด้านบนของหัวขวาน เขาเหนื่อยล้าเกินกว่าจะออกไล่ตามต่อไป
ไม่ใช่ว่าไม่คิดที่จะไล่ตาม ทว่าไล่ตามไปก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ด้วยน้ำหนักเช่นขวานศึกเบิกภูผาเล่มนี้ที่ได้ถูกกวัดแกว่งออกมาด้วยท่าทีที่ผิดพลาดไปจนข้อมือทั้งสองข้างเกือบจะหลุดออกมา อีกทั้งที่ยกขวานยักษ์ขึ้นมาก็เพื่อต้องการให้เกิดความแตกตื่นก็เท่านั้น หากพวกเขาไม่ยอมหลบหนีไปเมื่อครู่นี้ คงจะต้องเป็นตัวของเขาเองที่หลบหนีแทน
หลงเฉินบีบนวดไปที่ข้อมืออยู่สองสามครั้งก็เริ่มผ่อนคลายขึ้นมาได้บ้าง ทันใดนั้นเองก็ได้หันไปกล่าวกับป่าต้นสนที่อยู่ด้านข้าง “ท่านก็ได้มองดูอยู่เนิ่นนานแล้ว สมควรที่จะออกมาสนทนากันสักสองสามคำจะดีหรือไม่”
ที่ป่าสนผืนนั้นยังคงไร้ซึ่งซุ่มเสียงอยู่นานหลายลมหายใจ หลงเฉินจึงแสยะยิ้มขึ้นมาพร้อมกับหยิบโอสถสีแดงเม็ดหนึ่งวางไว้ที่นิ้วแล้วดีดจนพุ่งออกไปกระทบเข้ากับบางอย่างในใจกลางของกลุ่มต้นสน
“ปึก”
ทันใดนั้นก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวบริเวณที่โอสถเม็ดเล็กตกลงไป ควันสีแดงโชยพัดไปทั่วทั้งผืนฟ้าเข้าปกคลุมไปในระยะร้อยช่วงตัวอย่างรวดเร็ว
นั่นคือโอสถพิษเม็ดหนึ่งที่ไม่เพียงแต่สามารถช่วยชีวิตผู้คนได้ ทว่ายังสามารถคร่าชีวิตผู้คนได้เช่นกัน ครั้งนี้เขาจึงใช้ออกมาเพื่อปกป้องชีวิต และเขามีโอสถที่ดียิ่งกว่าแล้วโอสถเม็ดนี้จึงไม่มีประโยชน์อีกต่อไป
“ซูม”
เงาร่างสายหนึ่งก็ได้ทะยานออกมาจากป่าสน หมายมั่นที่จะจากออกไปไกลในทันที
“ทางที่ดีเจ้าอย่าได้วิ่งหนีไปเลย ไม่เช่นนั้นภายในช่วงเวลาหนึ่งก้านธูปดับ พิษจะล่ามเข้าสู่หัวใจจนตายลงอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวเลยล่ะ” หลงเฉินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ทันใดนั้นเองเงาร่างสายนั้นก็หยุดนิ่งลง ในขณะที่กำลังครุ่นคิดว่าหลงเฉินจะใช้กำลังต่อเขาหรือไม่อยู่นั้น ในที่สุดเขาก็เลือกที่จะอยู่ต่อ
“ฝีมือของซื่อจื่อช่างน่านับถือยิ่งนัก”
คนผู้นั้นค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาพร้อมกับแสดงกิริยาท่าทีมีมารยาท เขาน่าจะมีอายุสามสิบกว่าปี รูปร่างผอมโซเล็กน้อย ใบหน้าเรียวเล็กไม่มีความโดดเด่นอันใด หากอยู่ภายในฝูงชนก็ยากที่จะหาตัวเจอได้
“เจ้าเป็นผู้ใดกัน?” หลงเฉินมองไปยังร่างของผู้มาเยือน
“ขอเรียนซื่อจื่อ ข้าน้อยมีนามว่าเฉินเฟย โหวเยว่ได้ส่งให้ผู้น้อยมาเฝ้าติดตามและคุ้มครองฮูหยินกับซื่อจื่อ” เฉินเฟยกล่าวอย่างนอบน้อม
“บิดาของข้า? มีหลักฐานยืนยันหรือไม่?” หลงเฉินเกิดอาการทั้งตกใจทั้งยินดีขึ้นมา ทว่ายังจำเป็นจะต้องทราบโดยกระจ่าง
ชายหนุ่มผู้นั้นนำเอาสิ่งของชิ้นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นส่งให้หลงเฉิน “นี่เป็นของที่ระลึก หากจะกล่าวไปก็ช่างละอายใจยิ่งนัก สิ่งของชิ้นนี้คิดว่าซื่อจื่อจะต้องจดจำได้อย่างแน่นอน”
หลงเฉินรับสิ่งของชิ้นนั้นมาวางไว้ในมือ กลิ่นคาวเปรี้ยวโชยมาเตะจมูกเป็นสาย ของสิ่งนั้นเป็นกระบี่ไม้ด้ามหนึ่ง นับตั้งแต่จำความได้นี่เป็นของขวัญชิ้นแรกที่บิดาได้มอบให้เขา ในช่วงเวลาที่เขามีอายุเพียงแค่สองขวบเท่านั้น เขาดีใจอย่างลิงโลดพร้อมกับถือมันกระโดดไปมาอย่างวุ่นวายราวกับว่าตัวเองได้กลายเป็นสุดยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกหล้า
และในช่วงเวลานั้นบิดาได้อยู่เป็นเล่นกับเขามาตลอด ดวงตาอันอุบอุ่นของบิดาได้มองการฟาดฟันไปทั่วของเขา อีกทั้งมารดาก็แอบยืนส่งยิ้มอยู่ทางด้านข้างเสมอ ครอบครัวสามชีวิตมีความเป็นอยู่ที่อบอุ่นเป็นอย่างยิ่ง
ทว่าเด็กน้อยก็ยังคงเป็นเด็กน้อย ของเล่นเพียงชิ้นเดียวย่อมไม่สามารถคงอยู่ด้วยรสชาติที่สดใหม่ได้ยาวนาน หลังจากที่เขาหลงใหลในดาบหอกอันใหม่ก็ลืมเลือนไปว่ากระบี่ไม้นั้นถูกทิ้งเอาไว้ในที่แห่งใดไปแล้ว
หลงเฉินจ้องมองไปยังกระบี่ไม้ที่อยู่ในมือ เนื้อไม้ของกระบี่ยังคงทอประกายความสดใหม่อยู่ นั่นเป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่าผ่านการขัดถูดูแลมานับพันหมื่นครั้ง
“หลายปีมานี้โหวเยว่มักจะนึกถึงซื่อจื่อและฮูหยินอยู่เป็นประจำ เพียงแต่ด้วยเหตุผลบางอย่างจึงไม่อาจที่จะพาฮูหยินและซื่อจื่อมาอยู่ร่วมด้วยได้
ทว่าหากโหวเยว่ได้ทราบว่าซื่อจื่อในตอนนี้ได้เติบใหญ่ขึ้นแล้ว แน่นอนว่าย่อมต้องยินดีเป็นอย่างยิ่งแน่นอน” เฉินเฟยกล่าว
หลงเฉินก็ได้ค่อยๆที่จะเก็บกระบี่เอาไว้อย่างดี เกี่ยวกับข่าวคราวของบิดา นี้ยังเทียบได้ว่าน่ายินดีเสียกว่าเรื่องที่เขาสามารถที่จะทะลวงขอบเขตพลังไปได้มากยิ่งกว่าเสียอีก
หลายปีที่ผ่านมานี้บิดาไม่เคยส่งข่าวคราวใดใดกลับมาโดยทั้งสิ้น เขาได้แต่สงสัยมาโดยตลอดว่าบิดาไม่ต้องการพวกเขาทั้งสองแม่ลูกแล้วหรืออย่างไร ทว่าก็ไม่ได้ชิงชังในตัวบิดาแต่อย่างใด
วันนี้ที่เขาได้ยินคำพูดของเฉินเฟย ความอัดอั้นภายในจิตใจที่ถูกบ่มเพาะมาอย่างเนิ่นนานก็ได้ถูกเปิดออก ในเวลาเดียวกันก็ได้เกิดความรู้สึกละอายแก่ใจขึ้นมาส่วนหนึ่ง ดูเหมือนว่าความเชื่อมั่นที่เขามีต่อบิดายังห่างไกลจากมารดาอยู่ไม่น้อยเลย
“ติดตามข้ากลับไปที่จวนเถิด ข้ายังมีเรื่องอีกมากมายที่ต้องการจะปรึกษาหารือกับเจ้าอย่างละเอียด” หลงเฉินกล่าว เขาตอนนี้ทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ทั้งหมด ทว่าเขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีพลังเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่อจากนี้ได้
“ซื่อจื่อ เชื่อข้าน้อยเช่นนี้เลยอย่างนั้นหรือ?” เฉินเฟยเกิดสีหน้าฉงนสงสัยขึ้นมา
“แน่นอนว่าต้องเชื่อ หากเมื่อครู่นี้เจ้าได้กล่าววาจาโป้ปด ก็คงจะกลายเป็นศพไปแล้ว” หลงเฉินกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวเอง
.
.
.