คุณพ่อยอดหมอเทวดา (重生之奶爸医圣) - ตอนที่ 89 อำนาจของทาสผี
ตอนที่ 89 อำนาจของทาสผี
ฉินห้าวตงเหลือบไปมองโทรศัพท์ เป็นหลินโม่โม่ที่โทรเข้ามา เขากดปุ่มรับสายและได้ยินเพียงเสียงของแม่หนูน้อยที่ดังออกมาจากปลายสาย
“ ป่าป๊า ทายซิ นี่ใครเอ่ย ? ” แม่หนูน้อยถามเสียงหวาน
ฉินห้าวตงรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้ยินเสียงของลูกสาย ดังนั้นเขาจึงให้ความร่วมมือแก่เธอ “ อ้อ ใช่สโนไวท์หรือเปล่า ? ”
“ ไม่ใช่ หนูไม่ใช่สโนไวท์ “
แม่หนูน้อยพูดพลางหัวเราะคิกคัก
“ ใช่เจ้าแกะน่ารักที่อยู่ในการ์ตูนหรือเปล่า ? ”
“ ไม่ใช่ ไม่ใช่ หนูไม่ใช่แกะน่ารัก ”
“ งั้นก็คงเป็นเจ้าหญิงน้อยถังถังของเราแล้วแหละ ” ฉินห้าวตงพูด
“ ถูกต้องแล้ว หนูคือถังถังเอง “ แม่หนูน้อยตะโกนอย่างมีความสุข
“ ป่าป๊า หนูเลิกเรียนแล้ว ทำไมไม่มารับหนู ? ”
“ ป่าป๊ามีงานบางอย่างต้องทำให้เสร็จน่ะ แต่ป่าป๊าสัญญาว่าจะไปรับหนูพรุ่งนี้นะ โอเคไหม ? ” ฉินห้าวตงถาม
“ โอเค ! แต่อย่าลืมนะคะ เย็นนี้หนูมีงานประกวดร้องเพลง ”
“ ไม่ต้องห่วง ป่าป๊าจำได้ หนูกลับบ้านไปกินมื้อเย็นกับหม่าม๊าก่อนนะ เดี๋ยวป่าป๊าจะไปรับทีหลัง ”
วันนี้เป็นวันแข่งขันรอบรองชนะเลิศของการประกวดร้องเพลงที่แม่หนูน้อยต้องไปเข้าร่วม ฉินห้าวตงจำได้ขึ้นใจเสมอ
“ ดีเลยคะ ! แค่นี้นะคะป่าป๊า บ๊ายบาย ” แม่หนูน้อยกดวางสายหลังจากเธอพูดเสร็จ
“ คุณหมอฉิน คุณเป็นพ่อที่ดีมากๆ เลย ” ฉีหว่านเอ๋อพูดอยู่ข้างๆ เขา
“ เธอพูดหยั่งกับพ่อของเธอไม่ดีงั้นแหละ ”
หลังจากฉินห้าวตงพูดจบ เขาก็วางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะชา
“ ที่จริงพ่อของฉันก็ไม่ดีจริงๆ แหละ เขามักจะยุ่งเสมอตั้งแต่ฉันจำความได้และไม่มีเวลาให้ฉันเลย ” ฉีหว่านเอ๋อพูดหน้าเศร้า
คิดไม่ถึงเลยว่าเธอจะเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องการความรักของพ่อ ฉินห้าวตงแอบส่ายหน้าอย่างเงียบๆ และไม่ต้องการคุยเรื่องน่าอึดอัดใจเช่นนี้ต่อไป เขาจึงพูดขึ้น “ เอาล่ะ หยุดพูดเรื่องนี้กันเถอะ พวกเราต้องรีบเขียนยันต์ จะได้รีบขับไล่ผีทารกในตัวเธอออกไปให้หมด ”
หลังจากพูดจบ เขาหยิบพู่กันและเริ่มเขียนยันต์ ครั้งนี้เขาค่อยๆ รวบรวมสมาธิให้นิ่งขึ้น โอกาสในการสำเร็จก็มีมากขึ้นเช่นกัน ต่อมาอัตราความสำเร็จเพิ่มขึ้นมาเป็นหนึ่งในสามแล้ว
เพื่อให้แน่ใจ ฉินห้าวตงจึงเขียนยันต์มากกว่าเจ็ดสิบแปดสิบแผ่นโดยไม่พัก
ลึกเข้าไปในหุบเขา ที่วัดโบราณแห่งหนึ่ง มีนักพรตเต๋าผมขาว บุคลิกสง่าดั่งเซียนกำลังนั่งจิบชาอย่างเพลิดเพลิน ด้านข้างเขามีหิ้งบูชาตั้งอยู่ อย่างไรก็ตามดูเหมือนหิ้งบูชานี้ไม่ได้มีไว้สำหรับบูชาซันชิง (เทพปรมาจารย์สูงสุดของลัทธิเต๋าสามองค์ประกอบไปด้วยอวี้ชิง สั้งชิงและไท่ชิง) เพราะมันมีกะโหลกห้าอันวางอยู่ที่นั่นแทน
กะโหลกทั้งห้าอันนั้นไม่ใช่งานฝีมือ แต่มันคือกะโหลกของมนุษย์จริงๆ แบ่งเป็นสีทอง สีเขียว สีฟ้า สีแดงและสีเหลือง
ด้านหนึ่งคือผู้นำลัทธิเต๋าที่สง่าดั่งเทพเซียน อีกด้านหนึ่งคือกะโหลกห้าอันที่มีรูปร่างแปลกตา พอเอามาวางรวมเป็นภาพเดียวกันแล้วช่างดูไม่เข้ากันเสียเลย
นักพรตเต๋าที่กำลังเพลิดเพลินกับการจิบชาอยู่นั้น อยู่ๆ กระโหลกสีทองก็เริ่มสั่นสะเทือนและกรีดร้องเหมือนภูติผี
นักพรตเต๋าขมวดคิ้ว เขาวางแก้วชาลงแล้วหันไปมองกะโหลกสีทอง ก่อนจะพูดขึ้น “ ใครมายุ่งกับผีทารกของฉัน ? ไม่อยากอยู่แล้วหรือไง ? ”
จากนั้นเขาก็เคลื่อนนิ้วอย่างต่อเนื่องทำการปลุกเสก หลังจากเขาตะโกนขึ้น ไอดำอันแกร่งกล้าก็พุ่งเข้าไปในกะโหลกสีทอง กะโหลกสีทองเคลื่อนออกไปและหยุดสั่นเมื่อมันได้รับไอดำเต็มที่ เสียงกรีดร้องของผีก็หายไปเช่นกัน
ฉินห้าวตงเพิ่งวาดยันต์เสร็จ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินฉีหว่านเอ๋อร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ยันต์ทั้งสามแผ่นที่แปะบนร่างกายของเธอลุกไหม้กลายเป็นเถ้าถ่านปลิวไปรอบๆ
ไอดำที่อยู่ใต้คอเธอกลับมาอีกครั้งและกลืนกินหัวของฉีหว่านเอ๋ออย่างรวดเร็ว ไม่นานส่วนสีทองที่อยู่ใบหน้าของเธอก็หดลงจนเหลือขนาดเท่ากับเมล็ดข้าว
“ บ้าเอ้ย ! ”
แม้จะไม่รู้ว่าทำไมผีทารกในร่างกายฉีหว่านเอ๋อถึงได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ แต่เขาไม่มีเวลามามัวลังเล เขาคว้ายันต์มาแปะลงบนร่างกายเธออย่างรวดเร็ว
มือของเขาเคลื่อนไหวราวแสงแฟลช พริบตาเดียวเขาสามารถแปะยันต์จำนวนเจ็ดสิบหกแผ่นลงทั่วร่างกายของฉีหว่านเอ๋อ ราวกับสวมเสื้อผ้าอีกครั้ง
หลังจากเขาแปะยันต์ทั้งหมดให้เธอแล้ว ทันใดนั้นก็มีแสงสีเหลืองสกัดกั้นไอดำออก แม้ไอดำจะยังไม่ถูกขจัดออกไปจนหมดเสียทีเดียว มันพยายามต่อต้านพลังของยันต์อย่างสุดชีวิต แต่อย่างไรก็ตามไม่นานมันก็หายไป
ฉินห้าวตงสูดหายใจเข้าลึกๆ โชคดีที่ว่าเขาเขียนยันต์ไว้มากมาย ไม่งั้นเขาคงไม่สามารถขจัดผีทารกนี้ได้
ทางฝั่งของนักพรตเต๋า เขาเห็นกะโหลกสีทองตรงหน้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงอีกครั้ง อีกอย่างครั้งนี้มันรุนแรงกว่าครั้งก่อน มันมีร่องรอยของการแตกร้าว
นักพรตเต๋าแปลกใจมาก ดูเหมือนว่าฝั่งนั้นจะเป็นคนมีฝีมือไม่เบา
“ แกคิดว่าแกจะทำลายเคล็ดวิชาเลี้ยงผีของฉันได้เหรอ ? ดูถูกฉันเกินไปแล้ว ฉันจะทำให้แกกลายเป็นเครื่องเซ่นชิ้นแรกให้กับผีทารกของฉัน ”
หลังจากนั้น เขาก็หยิบยันต์ขึ้นมาและโยนมันขึ้นไปในอากาศ ยันต์ลุกไหม้เป็นเปลวไฟ จากนั้นกลายเป็นแสงสีดำพุ่งเข้าไปในกะโหลกสีทองแล้วหายไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากกะโหลกสีทองดูดซับแสงสีดำแล้ว อยู่ๆ บนหัวกะโหลกมีแสงสีดำแผ่ออกมาจนทำให้กะโหลกเปลี่ยนจากสีทองเป็นสีดำบริสุทธิ์
ฉินห้าวตงเพิ่งรู้สึกโล่งใจไปไม่นาน กำลังเตรียมเขียนยันต์จำนวนมากกว่าเดิมเพื่อทำลายผีทารก แต่ขณะที่เขากำลังเริ่มจับพู่กันนั้น อยู่ๆ ก็ได้ยินเสียงดัง ‘ตู้ม!’ ยันต์ทั้งหมดที่อยู่บนตัวของฉีหว่านเอ๋อระเบิดและเริ่มลุกไหม้ เปลวไฟทั้งหมดเป็นสีดำ ดูราวกับความโศกเศร้า
เมื่อไม่มียันต์มาสะกดไว้ ไอดำก็เริ่มแผ่ขยายอย่างรวดเร็ว มันดูดกลืนร่างกายทั้งหมดของฉีหว่านเอ๋อ ขนาดจุดสีทองเล็กๆ บนหน้าผากของเธอยังไม่หลงเหลือแล้ว
“ ฆ่าฉันเดี๋ยวนี้ ! ”
นี่คือคำพูดสุดท้ายของฉีหว่านเอ๋อ
“ ฉันล้มเหลว ! ”
ฉินห้าวตงถอนหายใจเมื่อเห็นร่างของฉีหว่านเอ๋อถูกดูดกลืนด้วยไอดำ เขาคำนวณพลังของผี แต่เขากลับลืมนึกถึงคนที่ควบคุมมันอยู่เบื้องหลัง ดูเหมือนตอนนี้เขาจะเหลือทางเลือกเดียวแล้ว
พอคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ชักมือกลับแล้วคว้ามีดสั้นที่อยู่ด้านหลังขึ้นมาถือไว้ในมือ ในเมื่อหมดหนทางรักษา งั้นก็คงทำได้เพียงกำจัดทาสผีตรงหน้านี้แล้ว
ในตอนนี้ฉีหว่านเอ๋อกรีดร้องขึ้นมาอีกครั้งเหมือนกับเสียงคร่ำครวญของผี ร่างกายของเธอขยายขึ้นอย่างมาก จนสูงเกือบประมาณสองเมตร ซึ่งสูงกว่าฉินห้าวตง ผมสีดำยาวปิดแขนสองแขน กรงเล็บแหลมคมเริ่มงอกขึ้นบนมือของเธอ
เมื่อร่างกายขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เสื้อผ้าของเธอจึงขาดกระจุยออกเป็นชิ้นๆ ราวกับผีเสื้อโบยบิน ตอนนี้ใบหน้าของฉีหว่านเอ๋อดูบิดเบี้ยวและน่าเกลียดน่ากลัว ร่างกายของเธอแข็งทื่อราวกับหินสีดำ แม้เธอจะเปลือยเปล่า แต่กลับไม่มีเคล้ารูปร่างของผู้หญิงอยู่เลย
นับแต่วินาทีนี้เธอไม่ใช่ฉีหว่านเอ๋ออีกต่อไป เธอได้กลายเป็นทาสผีไปแล้ว
ฉินห้าวตงไม่มีทางเลือกอื่น ทาสผีจะอ่อนแอในตอนที่มันเพิ่งจะกลายร่างสมบูรณ์ หากเขาไม่ฆ่ามันตอนนี้ เขาคงไม่มีโอกาสอื่นอีกแล้ว
เขาคำรามและเหวี่ยงมีดที่อยู่ในมือออกไป ฟันไปที่กลางหลังของทาสผี
เขาแทงมีดไปยังกลางหลังของมันอย่างรวดเร็วและแม่นยำก่อนที่มันจะทันตอบสนองเสียอีก แต่เขากลับไม่รู้สึกว่าแทงเข้าไปที่เนื้อของมัน ในทางตรงกันข้ามมันกลับมีเสียงดัง ‘เคร้ง’ ราวกับแทงเข้าไปที่แผ่นเหล็ก
ทาสผีรู้สึกถึงการโจมตีจากด้านหลังจึงรีบหันหลังมาอย่างรวดเร็ว มันคว้ามีดสั้นที่อยู่ในมือของฉินห้าวตง มีดด้ามนี้เดิมทีทำมาจากสแตนเลส แต่มันกลับดูเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวอ่อนนุ่มเมื่ออยู่ในมือของทาสผี ไม่นานทาสผีก็ฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ
“ พระเจ้า ช่างเป็นอสูรกายที่แข็งแกร่งจริง ! ”
ฉินห้าวตงเคยประมือกับคนจากนิกายภูตผีมาก่อนเหมือนกัน แต่ตอนนั้นเขาอยู่ในขั้นตู๋เจว๋ แค่ลมหายใจเดียวเขาก็สามารถฆ่าทาสผีเช่นนี้ได้หลายร้อยตัวแล้ว
แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เขาไม่มีแม้แต่พลังระดับก่งจี แต่ทาสผีจะมีพลังระดับก่งจีทันทีที่มันกลายร่างสมบูรณ์ ถ้าดูจากระดับการฝึก ฉินห้าวตงมีแต่จะแพ้
ทาสผีคำรามหลังจากมันทำลายมีดจนหมดสิ้น มันชกไปที่หน้าอกของฉินห้าวตงอย่างรุนแรง กำปั้นขนาดใหญ่เกือบเท่ากับขนาดของลูกวอลเล่บอลพร้อมด้วยกรงเล็บอันแหลมคมชวนให้คนหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
ฉินห้าวตงเองก็สวนหมัดกลับไปเช่นกัน กำปั้นเล็กและกำปั้นใหญ่กระทบกันเกิดเสียงดัง ‘ปัง!’ ฉินห้าวตงลอยออกไปราวกับลูกวอลเล่บอลถูกตบ
ฉินห้าวตงรู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าอก เขาเกือบจะกระอักเลือดออก ขั้นก่งจีและขั้นฝึกลมปราณมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เขากับทาสผีมีช่องว่างระหว่างพลังเยอะมาก ในตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาสามารถพึ่งพาได้คือการเคลื่อนที่ที่ยอดเยี่ยมและทักษะการหลบหลีกที่รวดเร็วจากชาติก่อน
หลังจากเขาถูกชกจนกระเด็นออกไป เขาก็เริ่มใช้กระบวนท่าที่ทรงพลังที่สุดจากชาติที่แล้วของเขาที่มีชื่อว่า ก้าวมังกรบิน เท้าของเขาก้าวไปในอากาศอยู่สองสามก้าว ก่อนจะลงสู่พื้นอย่างมั่นคง
แต่ทาสผีไม่เปิดโอกาสให้เขาได้หยุดพักหายใจ มันพุ่งเข้าหาเขาอีกครั้งและพยายามคว้าหัวของเขาด้วยกรงเล็บอันแหลมคม หากมันจับเขาได้ กรงเล็บของมันจะต้องฉีกหัวของเขาออกไม่เป็นชิ้นดีแน่นอน
ฉินห้าวตงรีบใช้กระบวนท่าก้าวมังกรบินอีกครั้ง ร่างกายของเขากลายเป็นเหมือนภาพลวงตาพุ่งไปที่ด้านหลังของทาสผี กรงเล็บของทาสผีคว้าไปที่ผนังด้านหลังเขาจนผนังสั่นคลอนพังทลายลงกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่
ฉินห้าวตงใช้โอกาสนี้พุ่งหมัดออกไปพร้อมกันสองข้าง ทุบไปที่แผ่นหลังของทาสผีอย่างแรง แต่ร่างกายของมันแข็งแกร่งมาก หมัดนี้จึงไม่เพียงแต่ไม่สามารถทำอะไรมันได้ แต่ในทางกลับกันกลับไปกระตุ้นความดุร้ายในตัวของทาสผี มันชักฝ่ามือกลับแล้วตวัดไปทางฉินห้าวตงอีกครั้ง
ฉินห้าวตงตกตะลึง การเคลื่อนไหวของเขาอาจจะรวดเร็วและล้ำเลิศ แต่ระดับพลังของทาสผีนั้นสูงกว่าเขามาก อีกทั้งร่างกายของมันหยาบพอที่จะทนต่อดาบและหอก เขาไม่มีทางทำลายเกราะป้องกันมันได้เลย
ถ้าเป็นที่อื่นเขาคงรีบหนีไปแล้วและทาสผีก็จะไม่สามารถทำอะไรเขาได้ แต่ตอนนี้เขาจะทำแบบนั้นไม่ได้ เพราะหลินโม่โม่และแม่หนูน้อยอยู่บ้านหลังถัดไป
ทาสผีจะโหดร้ายอย่างมากเมื่อมันกลายร่างเสร็จสมบูรณ์เป็นครั้งแรก ถ้าเขาพุ่งตัวออกไปในตอนนี้ มีหวังคนทั้งชุมชนคงไม่มีใครรอดชีวิตสักคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนในคฤหาสน์ตระกูลหลินที่อยู่แค่หลังถัดไป
ขั้นฝึกลมปราณขอบเขตที่เก้าของเขาไม่สามารถทำอะไรทาสผีตัวนี้ได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกองกำลังเฉินปิงที่อยู่ในขอบเขตที่แปดพวกนั้น หากพวกเขามาเผชิญหน้ากับทาสผี มีแต่จะตายโดยไร้ประโยชน์
ฉินห้าวตงสาบานว่าเขาจะไม่วิ่งหนีแม้ต้องตาย เพราะยังมีสองแม่ลูกที่สำคัญต่อชีวิตของเขามาก เขาพยายามต่อสู้กับทาสผีอย่างถึงที่สุด หลังจากต่อสู้กันอยู่หลายรอบ เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดในบ้านฉีกขาดเป็นชิ้นๆโดยทาสผี
พวกเขาต่อสู้มาสักพัก แต่ทาสผีก็ยังไม่สามารถคว้าหัวของฉินห้าวตงได้อยู่ดี ทาสผีดูเหมือนจะไม่สนใจอะไรแล้ว มันจึงกระโดดออกไปทางหน้าต่าง
ฉินห้าวตงตกใจกลัว เขากลัวว่าจะไม่มีสามารถรับมือกับมันได้หลังจากมันออกไปจากบ้านหลังนี้ และคฤหาสน์ของตระกูลหลินก็คงต้องถูกทำลายอย่างแน่นอน
เขาจึงรีบโดดตามออกไปและถีบเข้าที่ท้ายทอยของทาสผี มุมปากของทาสผีกระตุกเมื่อมันรู้สึกถึงการโจมตีจากด้านหลัง ราวกับมันกำลังจะยิ้มเยาะเย้ย จากนั้นมันก็หันหลังกลับไปและต่อย
ฉินห้าวตงเตะพลาด ภายใต้ความตื่นตระหนก เขาชกไปกับกำปั้นของทาสผีด้วยกำปั้นสองข้างของตัวเอง กำปั้นทั้งสองข้างของเขาก็ยังเทียบไม่ได้กับกำปั้นหนึ่งข้างของทาสผีอยู่ดี เขาถูกชกจนลอยกลับไปข้างหลัง หล่นลงบนโต๊ะน้ำชาในห้องนั่งเล่นอย่างแรง หมึกและกระดาษสีเหลืองปลิวว่อนไปทั่วทุกที่
เขารู้สึกว่าเลือดไหวเวียนอย่างรวดเร็วตรงบริเวณหน้าอกของเขา เขาไม่สามารถฝืนมันได้อีก จึงกระอักเลือดออกมา
เลือดที่กระอักออกมาหยดลงไปบนกระจกบานที่เขาได้มาจากคนรีดไถเงินนั่น ทันใดนั้นก็เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้น หยดเลือดถูกกระจกดูดซึมเข้าไปอย่างรวดเร็ว จนไม่เหลือร่องรอยแม้แต่นิดเดียว
ต่อมากระจกธรรมดาสีเทาเปลี่ยนไป มันขยายใหญ่ขึ้นเป็นสองเท่าจนมีขนาดเท่าจาน ขณะเดียวกันด้านหนึ่งกลายเป็นสีดำ อีกด้านหนึ่งกลายเป็นสีแดง ตัวด้ามจับกลายเป็นสีทองเปล่งประกายแวววาวออกมา
จบตอน