สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 417 : สตรีชุดขาว
บทที่ 417 : สตรีชุดขาว
"ต้วนหลิงเทียนนี่มันเป็นปีศาจแล้ว! มันมิใช่มนุษย์" จ้าวอวี่อดที่จะตื่นตระหนกขึ้นมาไม่ได้
ความสำเร็จของต้วนหลิงเทียนที่มากมายเช่นนี้ นำพาความตื่นตระหนกมาให้มันอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง แม้ว่ามันจะอยู่มาครึ่งชีวิตแล้วมันก็ไม่เคยพานพบอะไรเช่นนี้มาก่อน
และเมื่อมันนึกถึงเรื่องราความบาดหมางระหว่างบุตรชายมัน กับต้วนหลิงเทียน ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกที่ต้วนหลิงเทียนมาถึงเมืองโบราณชั่วนิรันดร์ มันก็อดที่จะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่นไม่ได้ “ดูเหมือนครั้งนี้ เหล่ยคงทำได้แค่เพียงทนรับความพ่ายแพ้อย่างเงียบๆแล้ว…ลูกข้า อย่าว่าแต่เจ้าเลย…ยามนี้กระทั่งข้า ก็มิอาจแตะต้องต้วนหลิงเทียนได้”
ไม่ใช่เรื่องยากสักนิดที่มันจะจินตนาการถึงความสำคัญในนิกายกระบี่ 7 ดาว ของต้วนหลิงเทียนตอนนี้
"หืม? ความยังมีต่อด้านหลังหรือ … " ครู่ต่อมาจ้าวอวี่สังเกตเห็นว่าจดหมายที่น้องชายมันอย่างจ้าวหลินเขียนอธิบายรายละเอียดต้วนหลิงเทียนมา ยงมีความเขียนต่อด้านหลัง
มันก็เริ่มอ่านต่อไป
เพียงไม่นานม่านตาของมันก็อดที่จะหดแคบลงเสียไม่ได้ และยิ่งอ่านไปเรื่อยๆจนจบใบหน้าของมันก็ยิ่งแดงขึ้นเรื่อยๆ ในใจบังเกิดความตื่นเต้นอย่างหนัก
“ที่แท้ต้วนหลิงเทียนผู้นี้ กลับมีวิชาบ่มเพาะเลิศล้ำอย่าง คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูกนี่เอง…ทำให้มันเสมือนกำเนิดใหม่อีกครั้ง ยกระดับพรสวรรค์ตามธรรมชาติให้บรรลุถึงขีดขั้นใหม่ …ความแข็งแกร่งทั้งหมดของต้วนหลิงเทียนล้วนเป็นเพราะคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูก…” ความรู้สึกของจ้าวอวี่ยิ่งมายิ่งมาก ในเวลาเดียวกันประกายตาของมันก็เต็มไปด้วยเพลิงแห่งความปรารถนาอันแรงกล้า ราวกับจะมอดไหม้เผาผลาญทุกสิ่งให้สลายหวนคืนสู่ความว่างเปล่า
“จากที่น้องหลินกล่าว…หากตระกูลจ้าวเราได้ วิชาคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูกนี่มาล่ะก็…รุ่งโรจน์พุ่งทะยานอย่างไร้ขีดจำกัด!” เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความโลภในแววตาของจ้าวอวี่ก็พุ่งสูงยากระงับ
"ต้วนหลิงเทียน เจ้าสมควรกลับมาถึงนี่ ในอีก 2-3 วัน … ดูเหมือนว่าข้าต้องไปตระเตรียมของขวัญอันดี…เพื่อต้อนรับเจ้าหน่อยแล้ว!" ใบหน้าจ้าวอวี่เผยความบ้าคลั่งออกมาไม่น้อย
ณ หอเหยากวง นิกายกระบี่ 7 ดาว
วู้มมมม
เหนือขึ้นไปบนน่านฟ้าของขุนเขาเหยากวง มวลอากาศเริ่มสั่นไหว ปรากฏร่างงดงามหนึ่งหยุดร่างกลางอากาศอย่างกะทันหัน หลังจากที่เหินบินมาด้วยความเร็วสูง
ร่างบางนั้น ที่แท้เป็นสตรีน้อยคนหนึ่งรูปโฉมงดงามน่ารัก สวมใส่ด้วยชุดสีขาวบริสุทธิ์ แลดูไปราวกับหิมะ ท่วงท่ากิริยาของนางยังเผยให้เห็นถึงความไร้เดียงสาทว่าเฉลียวฉลาด
เพียงสตรีน้อยนางนี้ลอยตัวอยู่บนผืนฟ้านิ่งๆ เสมือนดั่งดอกบัวหิมะพิสุทธิ์อันงดงามตระหง่านอย่างเลอค่า ยากนักที่จะมีผู้ใดชมดูแล้วกล้าเสียกิริยาต่อนาง
ทันใดนั้นเอง ร่างหนึ่งพลันพุ่งวูบขึ้นมาจากหอเหยากวง เสี้ยวพริบตาก็ไปหยุดตรงหน้า สตรีชุดขาวนางนี้
ร่างที่พุ่งขึ้นมานี้ก็เป็นโฉมงามที่มีท่าทางสง่างามเช่นกัน
"น้าเซียง" สาวน้อยที่บริสุทธิ์ปานบัวหิมะพิสุทธิ์ ที่ลอยอยู่บนฟ้าหันไปทำความเคารพ ร่างสง่างามที่พุ่งขึ้นมาจากหอเหยากวงทันที
สตรีที่ออกมาจากหอเหยากวงนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น นางคือปรมาจารย์ขุนเขาเหยากวงแห่งนิกายกระบี่ 7 ดาว…
ฉินเซียง
"เจ้า … เจ้าคือเสวี่ยเอ๋อ…?" ฉินเซียงเอ่ยออกมาอย่างไม่ค่อยมันใจนัก เมื่อได้เห็นเด็กสาวชุดขาวตรงหน้า
"น้าเซียง เป็นข้าเอง" สาวน้อยในชุดขาวคลี่ยิ้มสดใสออกมา รอยยิ้มนี้ให้ความรู้สึกคล้ายดอกบัวผลิบาน ความงดงามและบริสุทธิ์นี้ นำพาให้ผู้ที่ได้พบเห็นรู้สึกล่องลอยไม่น้อย
"อา ข้ามิคิดเลย…ว่าเด็กสาวตัวน้อยในยามนั้น กลับเติบได้ถึงเพียงนี้แล้ว…กาลเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก ข้าจำได้ว่าเจอเจ้าครั้งสุดท้าย เจ้ายังเป็นเด็กสาวตัวน้อยๆ อ้อนข้าอยู่เลย" ฉินเซียงกล่าวรำลึกความหลังเล็กน้อย ก่อนที่จะระบายลมหายใจออกมา
"เจ้ามาหาข้าที่นี่ …ใช่ พี่หญิง ต้องการอันใดหรือไม่?" ฉินเซียงออกจากภวังค์อดีต กลับมาอยู่กับปัจจุบันอีกครั้ง นางมองไปยังสาวน้อยในชุดขาวพร้อมกล่าวถามออกมาด้วยรอยยิ้ม
และในยามกล่าวคำ พี่หญิง ออกมาจากปาก ใบหน้าของฉินเซียงเต็มไปด้วยความเคารพและนับถือสะท้อนออกมาอย่างเห็นได้ชัด..
นี่เป็นความเคารพนับถือที่ผุดออกมาจากก้นบึ้ของวิญญาณ!
และเมื่อฉินเซียงย้อนนึกไปถึงความแข็งแกร่งของ พี่หญิง คนนี้ นางก็อดไม่ได้ที่จะขนลุกขึ้นมา เพราะยามที่พี่หญิงเผยความแข็งแกร่งออกมาตอนนั้น ฉินเซียงอดไม่ได้ที่จะสั่นไปทั่งตัว …
ในตอนนั้นตัวนางยังเป็นเด็กสาวไม่ประสา อายุราวๆ 10 ขวบ ยังไม่ได้เข้าร่วมนิกายกระบี่ 7 ดาวนี้ด้วยซ้ำ
พี่หญิงที่แสนลึกลับคนนั้นมีอายุราวๆ 20 ปี ทว่ากลับลงมือ ทำลายผู้เชี่ยวชาญหยั่งรู้ธรรมชาติ 3 คน ให้แหลกสลายกลายเป็นฝุ่นได้ง่ายดายเพียงพลิกฝ่ามือ
สำหรับฉินเซียงการที่ได้รับไมตรีจากตัวตนเช่นนี้ นับว่าเป็นโชควาสนาอย่างใหญ่หลวง กล่าวได้ว่าอาจเป็นวาสนาที่นางได้เก็บรวบรวมมาซักราวๆ 3 ชีวิตเห็นจะได้
นางย่อมรู้อยู่แก่ใจดี ว่าหากไม่ใช่เพราะ พี่หญิง คนนั้นช่วยเหลือนาง…เป็นไปไม่ได้เลยที่ตัวนางจะมีวันนี้ และกลายมาเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งของนิกายกระบี่ 7 ดาว ที่มีความแข็งแกร่งด้อยกว่าเพียง อาวุโสเผิง ประมุขนิกาย และผู้พิทักษ์อาวุโสทั้ง 2 คนเท่านั้น
กล่าวได้ว่านางที่เป็นเพียงสตรีธรรมดาคนหนึ่ง…แต่สามารถมีดั่งทุกวันนี้ได้… ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะ พี่หญิง ของนางคนนี้ทั้งสิ้น!
“น้าเซียง อาจารย์จะจัดงานวันครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 50 หลังจากนี้อีก 7 เดือน… อาจารย์ให้ข้ามาหาน้าเซียง แล้วก็ชวนน้าเซียงไปร่วมงานด้วย ข้ากับอาจารย์เองก็ต่างคิดถึงท่านไม่น้อย…แล้ว ท่านอาจารย์ยังฝากคำให้ข้ามายอกน้าเซียงอีกว่า….เราพี่น้องล้วนมิมีวันแปรเปลี่ยน”
เราพี่น้องล้วนมิมีวันแปรเปลี่ยน!
ร่างของฉินเซียงสั่นสะท้านไปเล็กน้อย ก่อนที่จะระบายลมหายใจออกมาเบาๆ “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข้า ฉินเซียง ย่อมมิใช่เป็นปรมาจารย์ของนิกายกระบี่ 7 ดาว แต่เป็นเพราะได้เป็นพี่น้องกับพี่หญิงที่แสนดี…เสวี่ยเอ๋อ เจ้ารอข้าครู่หนึ่งได้หรือไม่ ข้าจักรีบไปเตรียมตัว” กล่าวจบร่างฉินเซียงก็กระพริบวูบ กลับไปยังหาเหยากวงด้วยความเร็วสูง
…
"เค่อเอ๋อ เจ้ารีบไปเก็บข้าวของ แล้วออกไปกับอาจารย์เร็วเข้า …บางทีนี่อาจเป็นวาสนาอันดี ในชีวิตของเจ้า" ฉินเซียงพุ่งไปหาเค่อเอ๋อ ก่อนที่จะกล่าววาจาออกมาด้วยท่าทางยินดี และจริงจัง
เค่เอ๋อ ที่อยู่ๆ ก็เจออาจารย์พุ่งพรวดมากล่าวคำอย่างตื่นเต้น ก็สับสนไปไม่น้อย
"เค่อเอ๋อ เจ้าจำ พี่หญิง ที่อาจารย์เคยเล่าให้ฟังได้หรือไม่?" ฉินเซียงกล่าวถามเค่อเอ๋อออกมา
"ข้าจำได้เจ้าค่ะ" เค่อเอ่อพยักหน้า "อาจารย์ เรื่องนี้เกี่ยวกับ พี่หญิง ของท่านอาจารย์หรือเจ้าคะ?" เค่อเอ๋อย่อมเคยได้ยินอาจารย์ของนางกล่าวถึง พี่หญิง ที่ลึกลับผู้นี้มาหลายครั้งแล้ว และนางก็ได้รู้ว่า พี่หญิง คนนี้เป็นคนที่อาจารย์เคารพและสำคัญที่สุดในชีวิตของอาจารย์ เป็นคนที่อาจารย์นับถือมากที่สุดในชีวิต!
ฉินเซียงยิ้มออกมาอย่างงดงาม ก่อนที่จะกล่าวออกมาอย่างยินดี “อีกมิกี่เดือน พี่หญิง จะจัดงานครบรอบวันคล้ายวันเกิด 50 ปี นางให้ศิษย์ของนางมาชวนข้าไปร่วมงาน”
"แต่ถ้าข้าตามท่านอาจารย์ไป…แล้วนัดหมายประลอง 2 ปี ของนายน้อยต้วนหลิงเทียนกับนายน้อยกู่ฉินล่ะเจ้าคะ… " เค่อเอ๋อกล่าวออกมาด้วยท่าทางลังเล
“ข้ามั่นใจอย่างยิ่งว่าต้วนหลิงเทียน จักเอาชัยเหนือนายน้อยกู่ฉินตัวบัดซบนั่นได้แน่นอน หรือเจ้ามิคิดว่าจักเป็นเช่นนั้น?” ฉินเซียงกล่าวถามออกมาพร้อมยิ้มบางๆ หลังจากนั้นใบหน้าของนางก็เริ่มจริงจังค่อยๆกล่าวออกมา “ด้วยลักษณะนิสัยของ พี่หญิง ข้าแล้ว ย่อมไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างลวกๆเป็นแน่ เมื่อนางได้เห็นเจ้า…บางทีในยามที่เจ้ากลับมา ระดับบ่มเพาะของเจ้าอาจจะเหนือกว่าต้วนหลิงเทียนก็เป็นได้”
เมื่อนึกถึงพื้นหลังของ พี่หญิง นางแล้ว …ใจของฉินเซียงอดที่จะสะท้านขึ้นมาไม่ได้
พี่หญิง ของนางนั้นเป็นตัวตน ที่อยู่ในระดับที่ชั่วชีวิตนี้นางไม่มีวันไปถึงได้
เมื่อฉินเซียงยังเห็นว่าเค่อเอ๋อยังคงลังเลอยู่ นางก็รีบกล่าวออกมาอีกครั้ง "เค่อเอ๋อ ข้ารู้ดี ว่าที่เจ้าขยันฝึกฝนบ่มเพาะพลัง เพราะเจ้าหวังเป็นกำลังให้แก่ต้วนหลิงเทียน และคอยช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของเขา …แต่ต่อให้เจ้าฝึกฝนบ่มเพาะเช่นนี้ต่อไป เจ้าก็มิอาจก้าวข้ามต้วนหลิงเทียน และแบ่งเบาอะไรให้แก่เข้าได้…”
“แต่ถ้าหากเจ้าติดตามอาจารย์ไปครั้งนี้ เกิดพี่หญิงของข้า หรืออาจารย์ป้าของเจ้าชี้แนะเจ้าสักเล็กน้อยล่ะก็…การที่เจ้าจะก้าวล้ำเหนือกว่าต้วนหลิงเทียน ก็มิใช่เรื่องยากอันใด และเมื่อเจ้าแข็งแกร่งกว่าเขา เจ้าก็สามารถช่วยเหลือเขาได้ในหลายๆเรื่องๆ เจ้าคงมิคิดที่จะเป็นเพียงภรรยาที่คอยให้เขาดูแลช่วยเหลือ และปกป้องอยู่ตลอดเวลาใช่หรือไม่?” ฉินเซียงเห็นได้ชัดว่ารู้ดีถึงจุดอ่อนของเค่อเอ๋อ รีบกล่าวออกมาตรงจุด เพื่อทำลายแนวป้องกันในใจ ที่คิดปฏิเสธของเค่อเอ๋อ
สุดท้ายแล้วเค่อเอ๋อก็เห็นด้วย
"อาจารย์ ข้าอยากให้พี่หญิงเฟยไปกับพวกเราด้วย…จักได้หรือไม่เจ้าคะ?" เมื่อได้ยินว่านางอาจจะได้รับผลประโยชน์เลิศล้ำ คนแรกที่เค่อเอ๋อนึกถึงทันทีย่อมเป็นลี่เฟย
นางกับลี่เฟยไม่ต่างอะไรจากพี่สาวน้องสาว มีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้าน
"ย่อมได้" ฉินเซียงยิ้มบางพร้อมพยักหน้ารับ
หลังจากนั้นฉินเซียงก็พาเค่อเอ๋อออกจากหอเหยากวงไป หาลี่เฟยที่ขุนเขาเหยากวง
ยามข้ามสะพานไปยังขุนเขาเหยากวงมีเพียงสอง แต่ยามข้ามกลับมามี 3 คน!
ทว่าหลังจากที่ฉินเซียงออกจากขุนเขาเหยากวงได้ไม่ทันไร สีหน้าของนางกลับมืดลงโดยพลัน “ไม่ดีแล้ว”
ทันใดนั้นฉินเซียงคว้ามือของเค่อเอ๋อและลี่เฟยอย่างกะทันหัน ก่อนจะพาร่างทั้ง 2 คนเหินขึ้นฟ้า มุ่งหน้าไปยังหอเหยากวงด้วยความเร็วสูง
….
เหนือน่านฟ้าอันเป็นที่ตั้งของหอเหยากวง จุดชีพจรวิญญาณจุดหนึ่ง ของนิกายกระบี่ 7 ดาว ยามนี้มี ร่าง 3 ร่างกำลังเผชิญหน้ากันกลางอากาศ…
เป็นชายชรา 2 คนกับ ดรุณีน้อยชุดขาวที่แลดูไม่ธรรมดาคนหนึ่ง
"แม่หนูน้อย เจ้าคิดว่าเพียงแค่เจ้าไม่พูดออกมา… แล้วพวกเราจักทำอันใดเจ้ามิได้หรือ?" พลังงานต้นกำเนิดเริ่มหลั่งไหลออกมาจากร่างของ ชายชราสวมชุดสีครามและเทาทั้ง 2 คน
ทันใดนั้นกระแสพลังรอบร่างกายของชายชราจากสีขาวของพลังงานต้นกำเนิด ก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปเป็นล้ำลึกมากยิ่งขึ้น ราวกับมีพลังบางอย่างที่แผ่ซ่านผลิบานออกมาจากพลังงานต้นกำเนิด แล้วพลังงานที่ว่าก็หลอมผสานไปกับสวรรค์และโลกได้อย่างกลมกลืน …
“แม่หนูน้อย หากเจ้ายังมิกล่าวบอกที่มาที่ไป ของเจ้าว่าเป็นผู้ใดมาจากไหน มีความตั้งใจอันใดถึงบุกรุกนิกายกระบี่ 7 ดาว…อย่าได้กล่าวโทษว่าเราสองเฒ่าเฉียนหมิงรังแกเด็กน้อยเช่นเจ้า!”
เหนือขึ้นไปพลังงานฟ้าดินเริ่มตอบรับต่อความแข็งแกร่งพลังงานต้นกำเนิดของชายชราทั้งคู่ จนก่อเกิดร่างมังกรแหวกว่ายไปมาเต็มผืนฟ้า
ในขณะเดียวกันยังบังเกิดวายุกรรโชกพัดโหมกระหน่ำ พร้อมพลังคมกล้าดั่งกระบี่เสียดแทงออกไปในบรรยากาศ
"แนวคิดกระบี่ ระดับ 6 … แนวคิดลม ระดับ 5 … " ดรุณีน้อยในชุดขาว เริ่มปริปากเอ่ยถ้อยวาจาไพเราะดั่งดุริยางค์สวรรค์ออกมา หลังจากที่นิ่งเงียบอยู่นาน "พวกท่านกลับไปเถอะ… พวกท่านมิใช่คู่ต่อสู้ของข้า"
"อวดดี" เมื่อได้ฟังวาจาที่เอื้อนเอ่ยออกจากดรุณีน้อยที่มีอายุคราวหลาน กล่าวออกมาครานี้ ใบหน้าของชายชราบิดเบี้ยวไปโดยพลัน พวกมันมิอาจทานทนวาจาทิ่มแทงทะลวงทรวงในเช่นนี้ได้สืบไป สภาวะดุร้ายพวยพุ่งทะลุฟ้า เตรียมพร้อมโจมตีอย่างเกรี้ยวกราด
ในชั่วพริบตานั้นเอง
วูบ! วูบ!
ชายชราชุดคลุมสีฟ้าราวกับจะแปรเปลี่ยนไปเป็นสายลม ร่างของมันพร่าเลือนพุ่งไปด้วยความเร็วสูงล้ำ บังเกิดเป็นเส้นแสงทอประกายเป็นสายลากตัดท้องฟ้า มุ่งไปหาดรุณีน้อยชุดขาว
ยามชายชราเหาะพุ่งไปในอากาศ เมฆหมอกรอบๆมันล้วนกระจัดกระจายสลายหายไป
ส่วนชายชราชุดสีเทานั้นความเร็วก็ไม่นับว่าด้อยกว่าชายชราชุดสีฟ้าเสียเท่าไหร่ อีกทั้งยามเคลื่อนไหว เสมือนผืนฟ้าจะถูกฉีกกระชากแยกออก ร่างมันมองไปไม่คล้ายเป็นคน แต่ให้ความรู้สึกประดุจกระบี่แหลมคมที่พร้อมประหัตประหารสรรพชีวิต พุ่งทะยานไปยังสาวน้อยบริสุทธิ์ด้วยจิตอำมหิต
"ท่านอาวุโสเฉียน, ท่านอาวุโสหมิง โปรดยั้งมือไว้ไมตรีด้วย!" ทันใดนั้นเองเสียงร้อนรนพลันดังขึ้นมา
ต่อมาปรากฏร่างสตรีงดงามท่วงท่าสง่างามเหินร่างมาพร้อมซ้ายขวาหิ้วหอบร่างสตรีหน้าตาปานเทพธิดามาด้วย 2 คน ท่าทางของนางแลดูเร่งร้อนไม่ใช่น้อย
เป็นปรมาจารย์ขุนเขาเหยากวงฉินเซียง ที่รีบเหาะมาจากขุนเขาเหยากวง
แต่น่าเสียดายที่ฉินเซียงยังมาช้าเกินไป
เพราะชายชราทั้ง 2 นั้นได้พุ่งเน้นสมาธิไปกับการโจมตีเสียสิ้น ร่างที่เหินทะยานไปดั่งสายรุ้งยากจะหยุดยั้ง ดาบที่สะบัดฟาดออกก็ไม่อาจระงับ แต่ละคนจดจ่อไปกับการโจมตีของตัว ไม่ได้ใส่ใจหรือรับรู้ความเปลี่ยนแปลงรอบนอกอะไร
แน่นอนว่ายามนี้ เฒ่าชราทั้ง 2 บันดาลโทสะและจู่โจมดรุณีน้อยชุดขาวอย่างดุร้าย…
เหนือร่างชายชราชุดสีฟ้า ปรากฏเงาร่าง 16 มังกรโบราณและเงาร่างช้างแมมมอธโบราณอีกหลายร้อยตัวข้างๆ
ส่วนเหนือขึ้นไปของชายชราชุดสีเทา มีเงาร่างมังกรโบราณ 17 ตัว ห้อมล้อมไปด้วยเงาร่างช้างแมมมอธโบราณหลายร้อยตัวเช่นกัน
นี่เป็นสุดขีดความแข็งแกร่งที่พวกมันทั้ง 2 จะใช้ออกได้แล้ว ทั้งพลังงานต้นกำเนิด แนวคิด และผลเพิ่มพูนจากอาวุธวิญญาณ ล้วนถูกงัดออกมาใช้หมดสิ้น
ใบหน้าของฉินเซียงซีดลงโดยพลัน เมื่อเห็นว่าการโจมตีของ อาวุโสทั้ง 2 กำลังจะบรรลุถึงร่างสตรีชุดขาว
นางสามารถนึกภาพออกได้เลย หากว่าสาวน้อยชุดขาวนั่นมาตกตายลงที่นี่ล่ะก็….
นิกายกระบี่ 7 ดาวคงพบพานกับภัยพิบัติ กระทั่งถูกทำลายล้างจนสิ้นสูญ ถูกลบหายไปจากแผ่นดินโดยสมบูรณ์!
แววตาของเค่อเอ๋อและลี่ดฟยไม่อาจมองภาพตรงหน้าได้อีกต่อไป ทั้งคู่ล้วนเบือนหน้าหนี เพราะไม่อาจทนดูภาพสาวน้อยน่ารักและงดงามเช่นนั้นถูกเข่นฆ่าได้..
ในช่วงเวลาวิกฤตนั้นเอง…
น้ำเสียงของดรุณีน้อยชุดขาวยังคงดังออกมาอย่างสงบ "ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกไปแล้ว…ว่าพวกท่านมิใช่คู่ต่อสู้ของข้า"
พริบตาต่อมา สาวน้อยค่อยๆยกมือขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เผยข้อมือสีขาวงามผุดผ่อง
นางไม่ได้ใช้อาวุธวิญญาณหรือ แนวคิดอะไร
มีเพียงพลังงานต้นกำเนิดอันบริสุทธิ์ที่โคจรไหลหลั่งอยู่รอบมือของนางเท่านั้น
นางสะบัดมือออกไปอย่างเรียบง่าย พลังงานต้นกำเนิดในมือของนางก็ซัดพุ่งออกมา เผยรูปลักษณ์เป็นพลังฝ่ามือไร้สภาพขุมหนึ่งเหินทะยานตัดระยะทางไปอย่างฉับไว
ทันใดนั้น
วู้มมมมม!!
พลังฝ่ามือไร้สภาพพลันสั่นไหวก่อนที่จะกลับกลายเป็นฝ่ามือขนาดมหึมาปานขุนเขาในชั่วพริบตา ตบฟาดไปอย่างน่ากลัว
ปงงงงงงงง!!
ในยามที่ฝ่ามือไร้สภาพมหึมาตบฟาดผ่านอากาศออกไป บรรยากาศราวระเบิดแตกออก คลื่นพลังมหาศาลแผ่ซ่านออกมาอย่างน่าครั่นคร้าม กระแสอากาศปั่นป่วน
ในยามนี้เมฆหมอกทั้งหลายเหนือขุนเขาเทียนชู ล้วนกระจัดกระจายหายไปหมดสิ้น