สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 329 : โอสถกวาดจิตพิสุทธิ์ระดับ 7!
บทที่ 329 : โอสถกวาดจิตพิสุทธิ์ระดับ 7!
"ต้วนหลิงเทียน ข้าต้องขออภัยเจ้าด้วย!" ใบหน้าของฟ่านเจี้ยนยามนี้สั่นระริกซ้ำยังบิดเบี้ยวไปไม่น้อย สุดท้ายมันก็จำต้องสะกดข่มทุกอารมณ์ ขบเคี้ยวจนฟันแทบแตก กลั้นใจเอ่ยคำขอขมาลาโทษต่อต้วนหลิงเทียน
ใบหน้าของมันนั้นเห็นได้ชัดว่าไร้ซึ่งความเต็มใจ ซ้ำน้ำเสียงยังไร้ความจริงใจอย่างเห็นได้ชัด
"วันนี้ด้วยความเคารพที่ข้ามีต่ออาวุโสหลู่ชิว ข้าจักปล่อยวางความแค้นระหว่างเราให้มันหายไปดั่งน้ำแข็งละลาย… แต่สายน้ำไม่ไหลย้อนกลับฉันท์ใด วาจาที่กล่าวพ่นออกมา ก็ไม่อาจย้อนคืนได้ฉันท์นั้น!"
ต้วนหลิงเทียนมองไปยังฟ่านเจี้ยน ด้วยสายตาที่เย็นลงดั่งน้ำแข็ง "และบางคำที่เจ้ากล่าวพ่นออกมา มันมีราคาที่เจ้าต้องจ่าย!!"
และในทันทีที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวจบคำ สีหน้าของหลู่ชิวและฟ่านเจี้ยนพลันแปรเปลี่ยนในทันใด! เพราะต้วนหลิงเทียนลงมือออกมาอย่างกะทันหัน
ฟึ่บ!!
กระบี่ระดับ 7 ปรากฏออกมากลางอากาศที่ว่างเปล่า ต้วนหลิงเทียนพลันสะบัดข้อมือรับกระบี่ พร้อมทั้งตวัดวาดออกไปด้วยความเร็วสูงล้ำราวกับกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายอัสนี แหวกฝ่าอากาศดังหวีดหวิว
และทันใดนั้นเอง ฉัวะ!!
"อ๊าคคคค!" ฟ่านเจี้ยนร่ำร้องออกมา มันไม่อาจมองเห็นกระบี่ของต้วนหลิงเทียนได้ทัน และเมื่อรู้อีกที นิ้วก้อยมือขวาของมันก็ถูกต้วนหลิงเทียนสะบั้นจนร่วงหล่นไปบนพื้นเสียแล้ว
นี่เป็นราคาที่ฟ่านเจี้ยนต้องชำระจ่ายออกให้ต้วนหลิงเทียน!!
ฟ่านเจี้ยนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าของมันพลันแดงก่ำ พลังงานต้นกำเนิดถูกโคจรไปห้ามเลือดบริเวณบาดแผลที่ถูกคมกระบี่สะบั้น
ฟ่านเจี้ยนก้มไปมองนิ้วก้อยขวาบนพื้นที่ร่วงหล่นลง มันคิดหยิบกลับคืนมา เพื่อให้ผู้หลอมโอสถทำการเชื่อมต่อในภายหลัง
วูบ!
ราวกับว่ารู้ซึ้งถึงเจตนาที่ฟ่านเจี้ยนคิดกระทำ กระบี่ระดับ 7 ในมือต้วนหลิงเทียนพลันสะบัดวูบอีกครั้ง เขาตวัดฟันนิ้วก้อยนั้นจนกระเด็นหลุดออกไปจากทางเดินขุนเขาเทียนชู ร่วงตกเหวหายลับไป…
ถึงแม้ตอนนี้ฟ่านเจี้ยนจะรีบวิ่งลงไปค้นหามากแค่ไหนก็ไม่มีทางที่มันจะค้นพบนิ้วได้ทันเวลา…นั่นหมายความว่านิ้วก้อยขวานี้หมดหนทางเชื่อมต่อได้แล้ว…
"ต้วนหลิงเทียน!" เมื่อเห็นภาพนี้ ดวงตาของฟ่านเจี้ยนเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ เส้นโลหิตฝอยในตามันแตกอย่างน่าสะพรึงกลัว มันทำได้เพียงจ้องไปยังต้วนหลิงเทียนอย่างอาฆาต
ตอนนี้แลไปคล้ายฟ่านเจี้ยนกลับกลายเป็นสัตว์อสูรตัวหนึ่ง เห็นท่าทางมันแล้วดูราวกับมันใคร่คิดอ้าปากเขมือบร่างต้วนหลิงเทียนลงคอ
หน้าอกของมันก็กระเพื่อมอย่างหนักด้วยโทสะอารมณ์ที่มากล้น พร้อมปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ
"เอาล่ะ เช่นนี้เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเรา จึงถือว่าเป็นอันจบสิ้น!" ต้วนหลิงเทียนไม่ได้แยแสกริยาอาการของฟ่านเจี้ยนเขาเพียงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่แยแส กระทั่งไม่รอฟังคำตอบของฟ่านเจี้ยนด้วยซ้ำ เพียงโยนกระบี่ระดับ 7 เก็บกลับไปในแหวนมิติแล้วเริ่มออกเดินทางต่อทันที
ตอนนี้เองศิษย์สายในบางคนที่ได้รับชมเรื่องราว ก็มองต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง กระทั่งมองตามหลังต้วนหลิงเทียนจนเขาเดินหายลับตาไป…
“ศิษย์สายนอกคนนั้นเป็นผู้ใดกัน?”
“ใยเขาถึงกล้าลงมือเด็ดขาดถึงเพียงนั้น!”
“สวรรค์ เขากล้าตัดนิ้วก้อยของศิษย์สายใน กระทั่งปัดมันตกลงไปในหุบเหวลึกไม่เห็นก้น นี่มิใช่ทำให้อีกฝ่ายสิ้นไร้โอกาสเชื่อมต่อนิ้วก้อยอีกต่อไปงั้นหรือ!?”
"ฟ่านเจี้ยน ยังนับว่าโชคดีอย่างยิ่งแล้ว" หลู่ชิวหันกลับไปมองฟ่านเจี้ยนที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยโทสะและความไม่ยินยอมด้วยแววตาเฉยชา ก่อนที่จะส่ายหน้าและถอนหายใจ
ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลล้วนเกิดขึ้นเพราะปากสุนัขที่กล่าววาจาเหลวไหลของมันทั้งสิ้น
มันสามารถรับรู้ได้เลยว่าในตอนที่ต้วนหลิงเทียนจดจำเรื่องราวความแค้นระหว่างเขากับฟ่านเจี้ยนได้ก่อนหน้านี้ …อารมณ์ของเขายังคงสงบ ไม่ได้มีโทสะอะไรแม้แต่น้อย
กล่าวได้ว่าในยามนั้นต้วนหลิงเทียนยังไม่ได้คิดจะทำอะไรกับฟ่านเจี้ยนสักนิด
จนกระทั่งฟ่านเจี้ยนกลับกล้าเอ่ยปากกล่าววาจาบัดซบ อย่างให้ต้วนหลิงเทียนเสียศักดิ์ศรีด้วยการคลานลอดหว่างขามันนั่นล่ะ!! พริบตานั้นจิตสังหารที่ต้วนหลิงเทียนเปิดเผยออกมา กระทั่งตัวมันเองยังถึงใจสั่น บังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมา!!
ตัวมันย่อมรู้ดีหากไม่ใช่วันนี้เป็นตัวมัน ที่ได้ช่วยชีวิตของต้วนหลิงเทียนเอาไว้บนสะพานโซ่แล้วล่ะก็ ต้วนหลิงเทียนย่อมไม่คิดปล่อยให้ฟ่านเจี้ยนมีชีวิตรอดสืบไป! กระทั่งคิดบั่นคออีกฝ่ายต่อหน้ามันอย่างไม่หวั่นเกรงผลกระทบด้วยซ้ำ!
ในทวีปเมฆาล่องนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งล้วนได้รับการยอมรับนับถือ
ผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนล้วนมีเกียรติและศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจของตัวเองกันทั้งสิ้น
ต้วนหลิงเทียนเองก็เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ที่มีพรสวรรค์สูงล้ำเหนือยิ่งกว่าผู้ใดในอาณาจักรพนาครามแห่งนี้! แน่นอนว่าศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจของต้วนหลิงเทียนย่อมมีวันน้อยกว่าใคร!!
คนที่กล้าเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเขาแล้วยังมีชีวิตรอดอยู่ได้นั้น…นับว่าโชคดีอย่างใหญ่หลวงแล้ว!
ฟ่านเจี้ยนจับจ้องต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาเย็นชา จนกระทั่งแผ่นหลังของต้วนหลิงเทียนหายไป
เรื่องราวความแค้นระหว่างมันกับต้วนหลิงเทียน…จำเป็นต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ และให้มันยินยอมรับหรือ?
ไม่!!
มันไม่เต็มใจยอมรับ!
แต่พอมันคิดถึงความแข็งแกร่งที่ต้วนหลิงเทียนมี… มันก็เริ่มตระหนักได้ถึงผลกระทบในใจ
ในที่สุดมันก็คิดเรื่องราวอย่างมีเหตุผลและเลือกที่จะระงับโทสะในใจเอาไว้…ไม่กล้าทำอะไรอีก
เมื่อฟ่านเจี้ยนกลับมารู้สึกตัวหลังจากยืนเหม่อคิดฟุ้งซ่าน มันก็เห็นว่ารอบๆตัวเต็มไปด้วยศิษย์สายในที่ยืนชมดูเรื่องราว ใบหน้าของมันพลันลดต่ำลงก่อนที่จะตะโกนออกมา “พวกเจ้าจักมองหาอันใดกัน?”
เหล่าศิษย์สายในทั้งหลายก็รีบจากไปทันทีเมื่อเห็นฟ่านเจี้ยนเริ่มบันดาลโทสะและเผยทีท่าดุร้ายออกมา
เมื่อต้วนหลิงเทียนและอาวุโสหลู่ชิวเดินมาถึงสะพานโซ่ที่นำออกจากขุนเขาเทียนชู ต้วนหลิงเทียนพลันหยุดลงแล้วหันไปกล่าวคำกับอาวุโสหลู่ชิวพร้อมรอยยิ้ม “อาวุโสหลู่ชิว ข้ามีเรื่องราวสำคัญบางประการที่ต้องไปกระทำ คงไม่ได้กลับไปพร้อมท่านแล้ว”
"งั้นรึ เช่นนั้นเจ้าไปเถอะ"หลู่ชิวพยักหน้าก่อนที่จะเดินข้ามสะพานโซ่ไปคนเดียว
ต้วนหลิงเทียนมองไปยังผู้คนรอบๆที่เดินกันมากมาย เขาก็เริ่มเดินวนไปทั่วๆ อยู่หลายรอบ เพื่อปะปนเข้าไปในกลุ่มผู้คนของขุนเขาเทียนชู จนในที่สุดหลังจากผ่านไปครึ่งชั่วโมงและมั่นใจว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมาแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็เลือกเส้นทางหนึ่งเดินลงเขาเทียนชูไป
ไม่นานต้วนหลิงเทียนก็เดินลงมาถึงคอกม้าใกล้ๆกับประตูทางออกของนิกายกระบี่ 7 ดาว
นิกายกระบี่ 7 ดาวนั้นมีคอกม้าอยู่และก็มีผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลแม้คอยรับหน้าที่ดูแลม้าเอาไว้อย่างดี อาชาเหงื่อโลหิตของต้วนหลิงเทียนเองก็ถูกนำมาฝากเลี้ยงไว้ที่นี่ได้ครึ่งปีแล้ว …
"เฮ่ ข้ามารับม้าของข้าน่ะ ต้องทำอย่างไรบ้าง" ต้วนหลิงเทียนเดินเข้ามาในคอกม้า ก่อนที่จะยิ้มให้กับศิษย์สายนอกคนหนึ่งที่กำลังขัดตัวให้ม้าอยู่
"ป้ายหมายเลขม้าท่าน เล่า" ศิษย์สายนอกคนนั้นกล่าวคำออกมา ก่อนที่จะเงยหน้ามองต้วนหลิงเทียน
และทันใดนั้นเอง เมื่อศิษย์สายนอกเงยหน้ามาเห็นต้วนหลิงเทียน มันก็ขยี้ตาเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ "ท่าน… ท่านคือศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียนใช่หรือไม่ขอรับ?"
ต้วนหลิงเทียนหยิบแผ่นป้ายที่มีหมายเลขอยู่ออกมาจากแหวนมิติ ก่อนที่จะส่งผ่านไปให้ศิษย์สายนอกคนนั้นพร้อมพยักหน้าเล็กน้อย "มิผิด เจ้ารู้จักข้าด้วยหรือ?"
"แน่นอน ขอรับ!" ศิษย์สายนอกที่ทำหน้าที่เลี้ยงม้ารีบพยักหน้าอย่างเร็วและเผยท่าทางตื่นเต้นออกมา "ศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียน ข้าเองก็ได้ไปชมดูการประลองศิษย์สายนอกวันนั้นด้วยเช่นกันขอรับ…ท่านช่างน่าเกรงขามเกินไปแล้วกระทั่งศิษย์พี่ฉีฮ่าวยังมิใช่คู่ต่อสู้ของท่าน!!"
ต้วนหลิงเทียนยิ้มบางๆ
"ศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียนขอรับ นี่เป็นม้าตามหมายเลขที่ระบุไว้ ท่านตรวจสอบดูสิขอรับ ว่าใช่ม้าของท่านหรือไม่?" ทันใดนั้นศิษย์สายนอกคนนั้นก็รีบไปนำม้าออกมาจากคอกหนึ่ง และพามาให้ต้วนหลิงเทียนตรวจสอบพร้อมกล่าวถามด้วยความเคารพ
"ใช่แล้ว" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า
"แหะๆ … ศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียน ต่อไปข้าจะให้อาหารม้าของท่านและดูแลมันอย่างดีเลยขอรับ คราต่อไปยามท่านนั่งมันต้องว่องไวดั่งมีปีก" ศิษย์สายนอกคนนั้นค่อยกล่าววาจาออกมากับต้วนหลิงเทียนพร้อมหัวเราะ
"อ่า เช่นนั้นข้าคงตอบขอบคุณเจ้าล่วงหน้าแล้ว" ต้วนหลิงเทียนยิ้มบางๆ "เจ้าชื่ออะไร?"
ศิษย์สายนอกคนนั้นเผยท่าทางตื่นเต้นออกมาอย่างปิดไม่มิด เมื่อได้ยินต้วนหลิงเทียนเอ่ยถามชื่อของตัว "ศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียน ข้าชื่อ โม่อี้ขอรับ โม่ที่แปลว่าหมึก ส่วนอี้ ที่แปลว่าหยกขอรับ"
"อ่าข้าจำได้แล้ว โม่อี้" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า "เอาล่ะ ไปเตรียมม้าให้ข้าเถอะ"
"ขอรับ" โม่อี้รีบไปติดอานม้าและพอพามาให้ต้วนหลิงเทียน
"โม่อี้ นี่เจ้าตั้งใจมาดูแลม้าที่คอกนี่โดยเฉพาะเลยหรือ?" ต้วนหลิงเทียนมองไปยังศิษย์สายนอกที่มีอายุพอๆกันกับเขาก่อนที่จะกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะเห็นอีกฝ่ายแลดูพอใจกับการเลี้ยงม้านัก
"แหะๆ ใช่แล้วขอรับ" โม่อี้พยักหน้าก่อนที่จะหัวเราะออกมา "ครอบครัวข้ามีฐานะปานกลาง หาได้ร่ำรวยอันใด อีกทั้งความแข็งแกร่งในปัจจุบันของข้าก็ยังนับว่าอ่อนด้อย…มิได้เข้มแข็งมากพอที่จักเข้าไปล่าสัตว์อสูรในป่าแรกเริ่ม …เช่นนั้นข้าจึงขอมาทำหน้าที่ดูแลม้าที่นี่เองขอรับ หากทำเช่นนี้แล้ว ข้าก็ยังพอได้รับเงินเดือนอยู่บ้างขอรับ"
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับม้า เหงื่อโลหิตของเขา
หากเปรียบเทียบกับเมื่อครึ่งปีที่แล้ว ดูเหมือนอาชาเหงื่อโลหิตของเขาจะอ้วนพีขึ้นไม่น้อย ดูท่ามันคงอยู่อย่างสบาย กินดีอยู่ดีจนแทบจะกลายเป็นหมูไปแล้ว!
ต้วนหลิงเทียนกระโดดขึ้นไปขี่หลังอาชาเหงื่อโลหิตทันทีพร้อมหันไปกล่าวกับโม่อี้ "เอาล่ะ ข้าไปก่อน"
"ศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียน เดินทางปลอดภัยนะขอรับ!" ภายใต้สายตาที่จับจ้องมาอย่างเคารพจากโม่อี้ ต้วนหลิงเทียนก็ควบอาชาเหงื่อโลหิตออกจากนิกายกระบี่ 7 ดาวมุ่งหน้าไปยังเมืองไผ่ทมิฬ
"อา ข้าสงสัยยิ่งนักว่าเมื่อไหร่ข้าจักแข็งแกร่งได้สักเพียงครึ่ง ของศิษย์พี่ต้วนหลิงเทียน" แววตาของโม่อี้เต็มไปด้วยความคาดหวังและความตั้งใจ
หลังจากครึ่งปีผ่านไป ในที่สุดต้วนหลิงเทียนก็กลับมายังเมืองไผ่ทมิฬอีกครั้ง
และในไม่ช้าเขาก็กลับมาถึงบ้านที่เขาได้ซื้อเอาไว้ตั้งแต่ตอนนั้น
"นายน้อย" ฉงเฉวียนเองก็ยังคงเหมือนเมื่อก่อน เคารพต้วนหลิงเทียนอย่างไรก็ยังคงเคารพเช่นนั้น
"อืม เจ้าสบาย" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับคำทักทาย ก่อนที่จะกล่าวออกมาช้าๆ "ฉงเฉวียนที่ข้ามาหาเจ้าครั้งนี้ เพราะว่าข้าจะมาหลอมโอสถกวาดจิตพิสุทธิ์ระดับ 7 ให้เจ้า…หลังจากนั้นอีก 3 เดือน ระดับบ่มเพาะของเจ้าสมควรฟื้นฟูกลับมาดังเดิม! "
ระดับบ่มเพาะของข้าฟื้นฟูกลับมาดังเดิม
ฉงเฉวียนรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้ฟังคำกล่าวของต้วนหลิงเทียน ดวงตาที่คมกล้ามีความดุร้ายไม่น้อยกลับกลายเป็นพร่าเลือนดั่งมีม่านหมอกปกคลุม
"ขอบคุณนายน้อย ขอบคุณท่านขอรับนายน้อย!" ฉงเฉวียนย่อมรู้สึกขอบคุณต้วนหลิงเทียนอย่างถึงที่สุด
ในที่สุดระดับบ่มเพาะของเขาก็จักฟื้นฟูกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม …
ระดับแรกสัมผัสธรรมชาติขั้นที่ 6!
นอกจากนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ถึงแม้ระดับบ่มเพาะของมันจะไม่ได้สมบูรณ์ดังเดิม แต่มันก็ไม่เคยหย่อนคล้อยและยังคงฝึกฝนอย่างตั้งใจเพื่อหวังวาสักวันจะได้กลับมาแข็งแกร่ง ซ้ำยังต้องแข็งแกร่งกว่าเดิม
มันมั่นใจอย่างยิ่งว่าหากระดับบ่มเพาะของมันฟื้นฟูกลับมาดังเดิมได้เมื่อไหร่ ด้วยความเพียรพยายามในช่วงเวลาที่ผ่านมา อีกไม่นานตัวมันย่อมสามารถทะลวงผ่านไปยังระดับแรกสัมผัสธรรมชาติขั้นที่ 7 ได้อย่างแน่นอน!!
หลังจากตื่นเต้นดีใจอยู่ครู่หนึ่ง ฉงเฉวียนพลันคืนสติและตระหนักได้ว่า มันเผลอลืมต้วนหลิงเทียนศะสนิท! และยังปล่อยให้ต้วนหลิงเทียนยืนตากลมหนาวอยู่ด้านนอก!! ความสำนึกผิดเริ่มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้าทันที "นายน้อย…ข้าต้องขออภัยท่าน ข้าตื่นเต้นมากเกินไป"
"เอาล่ะ ข้าเข้าใจไม่เป็นไร" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า และไม่ได้ว่าอะไร
"เอ๊ะ! นายน้อยท่านสามารถหลอมกลันโอสถกวาดจิตพิสุทธิ์ระดับ 7 ได้เช่นนี้ … ใยมิใช่หมายความว่าท่านตัดผ่านไปยังระดับ … " และในที่สุดฉงเฉวียนก็ตระหนักถึงเรื่องราวบางประการที่สำคัญยิ่ง และกล่าวถามออกมาด้วยความตื่นตะลึง
เพราะจากความรู้ของมันผู้หลอมโอสถที่สามารถหลอมกลั่นโอสถระดับ 7 ได้ ต้องมีเปลวเพลิงหลอมโอสถระดับ 7 เสียก่อน และผู้ที่จะมีเปลวเพลิงระดับนั้นได้ก็ต้องตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 ซะก่อน!!
"อ่า เป็นอย่างที่เจ้าคิดนั่นล่ะ ข้าตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 แล้ว" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับและไม่ได้คิดปิดบังอะไร
"ขอแสดงความยินดีด้วยขอรับ นายน้อย!" ตอนนี้เองฉงเฉวียนรีบแสดงความยินดีกับต้วนหลิงเทียนอย่างตื่นเต้น มวลอารมณ์คุกรุ่นในใจเริ่มเอ่อล้นออกมา…
แค่เพียงครึ่งปีเท่านั้น แต่นายน้อยตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 แล้ว!
นายน้อยดูเหมือนจะยังมีอายุไม่ถึง 21 ปีเลยมิใช่หรือไร?
กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 ด้วยวัยที่ต่ำกว่า 21 ปี …
พอได้คิดถึงเรื่องนี้ หนังศีรษะของฉงเฉียนยิ่งมายิ่งด้านชาแล้ว
"เอาล่ะ เจ้าเองก็มายืนเฝ้าหน้าห้องข้าให้ดี อย่าได้ให้ใครมารบกวนเด็ดขาด ข้าจะเริ่มหลอมโอสถกวาดจิตพิสุทธิ์ระดับ 7 ให้เจ้าตอนนี้เลย" ต้วนหลิงเทียนกล่าวคำกำชับฉงเฉวียนสั้นๆ ก่อนที่จะเดินไปยังห้องเก่าของเขา
ห้องของเขายังคงสะอาดไร้ซึ่งฝุ่นใดๆ เห็นได้ชัดว่าฉงเฉวียนให้คนมาคอยทำความสะอาดอยู่เสมอ
ตุบ!
ต้วนหลิงเทียนหยิบเตาหลอมโอสถออกมา แต่เขายังไม่ได้เริ่มหลอมโอสถ
สิ่งที่เขาต้องการหลอมคือโอสถระดับ 7 ทว่าเตาหลอมโอสถนี้ยังเป็นระดับ 8 เท่านั้น มันย่อมใช้การไม่ได้
เพราะเปลวเพลิงหลอมโอสถระดับ 7 มันอาจทำให้เตาหลอมโอสถระดับ 8 หลอมละลายได้อย่างง่ายดาย!
เช่นนั้นสิ่งที่เขาต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือหลอมสร้างเตาหลอมโอสถระดับ 7 เสียก่อน!
เตาหลอมโอสถอันนับเป็นอาวุธวิญญาณระดับ 8 นี้เขาได้รับมาจากปู่ของลี่เฟยตั้งแต่หลายปีก่อน และมันเป็นเตาหลอมโอสถที่ส่งต่อมาจากอาจารย์ของปู่ลี่เฟย ซ้ำวัตถุดิบที่ใช้ก็นับว่ามีคุณภาพสูงเกินระดับ 8 ไปไกล!
ต้วนหลิงเทียนเพียงต้องใช้วัตถุดิบบางอย่างเพิ่มเติมเท่านั้น เขาก็สามารถยกระดับเตาหลอมโอสถนี้ให้อยู่ในระดับ อาวุธวิญญาณระดับ 7 ได้ง่ายๆ
และนี่ก็เป็นเรื่องที่ต้วนหลิงเทียนเอง ได้วางแผนเอาไว้เนิ่นนานแล้ว
ตอนนั้น ก่อนที่เขาจะเดินทางออกจากอาณาจักรนภาล่อง เขาก็ได้ใส่วัตถุดิบสำหรับหลอมสร้างเตาหลอมโอสถระดับ 7 ไว้ในรายการวัตถุดิบที่เขาต้องการ ด้วยเช่นกัน
เช่นนั้นแล้วตอนนี้เขาก็แค่เพียงหลอมกลั่นเพื่อยกระดับเตาหลอมโอสถนี่เท่านั้น
เมื่อเตาหลอมโอสถยกระดับไปเป็นอาวุธวิญญาณระดับ 7 แล้ว เขาก็สามารถหลอมโอสถกวาดจิตพิสุทธิ์ที่มีระดับ 7 ได้!