สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 327 : ชิงหนู
บทที่ 327 : ชิงหนู
โลหิตสดอุ่นๆพวยพุ่งออกมาท่วมมือข้างที่ถือดาบของอู๋หย่งเฉียน ตอนนี้มือของมันสั่นระริกไปพร้อมๆกับดาบของมัน ทว่ามันยังคงกัดฟันแน่นอดทนเอาไว้ไม่ยอมปล่อยดาบ!
"งั้นมาดูกันว่า เจ้าจะทนได้นานเท่าไร" ต้วนหลิงเทียนเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมาเมื่อเห็นภาพนี้
พลังสั่นสะเทือน เพิ่มความถี่จนถึงระดับสูงสุด!
"อ๊าค!"
ทันใดนั้นอู๋หย่งเฉียนพลันกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดเสียงดังลั่น มันรีบปล่อยมือที่จับดาบสารทธาราเอาไว้ในทันที ทว่าน่าเสียดายที่เรื่องราวกลับเชื่องช้าจนสายเกินการณ์ เพราะกระดูกมือของมันกลับถูกพลังสั่นสะเทือนถ่ายทอดทำลาย กระทั่งลามไปทั่วทั้งแขน!
ผลสุดท้ายกระดูกทั้งหมดในแขนข้างนั้นของมัน พลันแตกร้าวป่นเป็นเสี่ยงๆ!
แคร่ก! เคร๊ง!
ในที่สุด ดาบสารทธาราอันเป็นอาวุธวิญญาณระดับ 6 ก็ถูกกระบี่วิญญาณระดับ 7 ในมือของต้วนหลิงเทียนปักจนกระเด็นหลุดลอยไป
วูบ! ผัวะ!!
ต้วนหลิงเทียนไม่คิดสังหารอีกฝ่าย เขาตวัดกระบี่กลับมา ก่อนที่จะสะบัดฝ่ามือตบฟาดไปที่ใบหน้าของอู๋หย่งเฉียน ที่ทั้งร่างกำลังสั่นระริกเพราะโดนพลังสั่นสะเทือนทำลายแขน จนร่างมันปลิวกระเด็นลอยละลิ่วไปดั่งว่าวสายป่านขาด
ตุบ! อ๊าคคค!
อู๋หย่งเฉียนที่ถูกซัดลอยในที่สุดก็ร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังทึบ มันร่ำร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
ตอนนี้อู๋หย่งเฉียนมีสีหน้าซีดเซียว มันจับจ้องไปยังมือข้างที่ถือดาบด้วยสายตาหวาดผวา มันพยายามบังคับมือ กรทั่งแขนข้างนั้นอยู่สักพัก แต่ทว่าแขนของมันกลับไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ
พิกลพิการแล้ว!
"ไม่ ไม่ ไม่!!" อู๋หย่งเฉียนกรีดร้องออกมาโดยพลัน ตอนนี้ในหัวมันไม่รับรู้อะไรแล้ว ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเสียใจ ซ้ำความเจ็บปวดที่แขนยังทำให้ร่างของมันสั่นระริก สีหน้าเริ่มเปลี่นเป็นซีดเซียว ดวงตาที่เคยคมกล้ากลับเบิกกว้างออก ในแววตาเผยให้เห็นถึงอาการไม่ยอมรับความจริง
แขนขวาอันสำคัญยิ่งของมัน กลับต้องมาพิการแล้ว!!
"ตาย! ข้าต้องการให้เจ้าตาย! ข้าต้องการให้เจ้าตาย!!" อู๋หย่งเฉียนฝืนร่างลุกขึ้นยืน พร้อมจับจ้องไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง ก่อนที่มันจะกระทืบเท้าส่งร่างพุ่งทะยานไปหาต้วนหลิงเทียน สภาวะร่างของมันนี้ ทำราวกับว่ามันคิดแลกชีวิตกับต้วนหลิงเทียนแล้ว!
แม้นมือขวาของมันจักง่อยเปลี้ยเสียไป แต่จะอย่างไรมือซ้ายมันยังอยู่!
ฝ่ามือซ้ายของมันอัดแน่นไปด้วยพลังงานต้นกำเนิดที่โคจรรวบรวมมาจากทั่วทั้งร่าง รัศมีพลังหนาแน่นจนเห็นแสงสีขาวเรืองรองออกมาอย่างชัดเจน มันใคร่ปรารถนาคิดตบฟาดฝ่ามือนี้ทำลายต้วนหลิงเทียนให้แหลกลาญ เพื่อระบายความเคียดแค้นชิงชังในใจ
รอยยิ้มเย็นชาพลันเผยออกมาที่มุมปากของต้วนหลิงเทียนเมื่อเห็นภาพนี้
อู๋หย่งเฉียนนี่กระทั่งยามมันถือดาบสารทธาราอันเป็นอาวุธวิญญาณระดับ 6 เอาไว้ในมือ มันยังไม่อาจต่อกรกับเขาได้ นี่มันกลับกล้าลงมือด้วยมือเปล่า มันละเมออยู่หรือไร?
ไร้เดียงสา!
น่าหัวเราะ!
"พอ!" ทันใดนั้นเองน้ำเสียงเต็มไปด้วยโทสะพลันดังขึ้น ทำให้อู๋หย่งเฉียนที่กำลังพุ่งทะยานไปยังต้วนหลิงเทียน จำต้องชะงักฝีเท้าหยุดลงอยู่ตรงนั้น ถึงแม้ใบหน้าของมันจะฉายชัดออกมาถึงความไม่เต็มใจ และไม่ยินยอมถึงขีดสุด แต่มันก็ยังไม่กล้าทำอะไร
"เจ้าโง่ ไร้สมอง! ยังขายหน้ามิพออีกหรือ!?" สีหน้าท่าทางของอู๋เต้ากลับกลายเป็นบิดเบี้ยวแลไม่น่าดู มันจับจ้องไปยังอู๋หย่งเฉียนด้วยแววตาเย็นชา พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียทุ้มๆ
อารมณ์เดือดพล่านของอู๋หย่งเฉียนพลันสงบลง
แต่ในขณะที่มันก้มศีรษะลงต่ำ สายตาของมันยังเหลือบไปมองต้วนหลิงเทียน ด้วยความเกลียดชังและกระหายเลือด …
ตอนนี้มันไม่หวังอะไรมากไปกว่าการที่จะจับต้วนหลิงเทียนมาสับร่างเป็นชิ้นๆ เผาทำลายร่างกายจนเป็นขี้เถ้า และเอาขี้เถ้าไปสาดเทให้ฟุ้งกระจาย!
"ปรมาจารย์ เช่นนี้ข้าไปได้แล้วหรือยัง?"ต้วนหลิงเทียนมองไปยังอู๋เต้า พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ ท่าทางแลดูไม่แยแสอะไร
"ฮึ่ม!" อู๋เต้ากำลังบันดาลโทสะอย่างมาก และมันทำเพียงแค่นเสียงเย็นชาออกมาเท่านั้น ไม่ได้สนใจอะไรกับต้วนหลิงเทียนเลย
ต้วนหลิงเทียนเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร เขาเพียงพยักหน้าให้หลู่ชิวเบาๆ ก่อนที่ทั้ง 2 จะเดินออกจากโถงรับรองไปด้วยกัน หลังจากนั้นก็ออกจากขุนเขาเทียนชู
ตอนนี้โถงรับรองเหลือเพียงอู๋เต้า และบุตรชายบุญธรรมของมัน
อู๋เต้าเก็บดาบสารทธารากลับมาก่อนที่จะเก็บมันไว้ในแหวนมิติ หลังจากนั้นมันก็สะบัดมือส่งโอสถไปให้อู๋หย่งเฉียน "ฮึ่ม! โอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำระดับ 6 นี่สมควรรักษาแขนขวาของเจ้าได้"
"ขอบคุณท่านพ่อบุญธรรม ขอบคุณท่านพ่อบุญธรรมขอรับ!" อู๋หย่งเฉียนรับโอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำอันเป็นโอสถระดับ 6 มาและรีบกินมันลงไปด้วยใบหน้ายินดี
ภายในทวีปเมฆาล่องแห่งนี้ โอสถรักษาถูกแบ่งออกเป็น 9 ระดับ
โอสถระดับต่ำแน่นอนว่าย่อมเป็นโอสถทองประสานกาย
ส่วนโอสถทองประสานกายนั้น ก็ถูกแบ่งออกเป็น โอสถทองประสานกายระดับ 9 โอสถทองประสานกายระดับ 8 และโอสถทองประสานกายระดับ 7
ส่วนโอสถรักษาระดับกลาง ซึ่งเรียกว่าโอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำ จะแบ่งออกเป็น โอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำระดับ 6 โอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำระดับ 5 และโอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำระดับ 4
สำหรับโอสถรักษาระดับสูง อย่างโอสถคืนชีวิตนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงอาณาจักรพนาครามแห่งนี้ด้วยซ้ำ กระทั่งราชอาณาจักรต้าฮั่นเอง ก็ยังกล่าวได้ว่ามันเป็นโอสถในตำนาน
โอสถในตำนานอย่าง โอสถคืนชีวิตนั่นก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ระดับเช่นกัน ได้แก่ โอสถคืนชีวิตระดับ 3 โอสถคืนชีวิตระดับ 2 และโอสถคืนชีวิตระดับ 1
กล่าวได้ว่าโอสถคืนชีวิตระดับ 1 นี้ สามารถชุบชีวิตผู้คน กระทั่งงอกเงยอวัยวะรวมถึงรักษาไขกระดูกให้หายดีได้ ขอเพียงยังคงเหลือลมหายใจ หากได้รับโอสถคืนชีวิตระดับ 1 แล้วล่ะก็ ย่อมเก็บกู้ชีวิตกลับไปได้อย่างแน่นอน…
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงเรื่องราวในตำนานเท่านั้น
อู๋หย่งเฉียนที่เผยใบหน้ายินดีนั้น …หลังจากเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ใบหน้าของมันกลับชะงักค้าง ก่อนที่จะส่ายหัวไปมาอย่างเสียใจ ตอนนี้ใบหน้าของมันเหม่อลอยราวกับไม่เหลืออะไรในชีวิต น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเศร้าดังขึ้น "ใช้ไม่ได้ผล…โอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำระดับ 6 มิมีผล… "
"อะไร?!" อู๋เต้าตกใจไม่น้อย มันย่อมรับรู้ได้ว่า อู๋หย่งเฉียนได้รับอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อและกระดูกในขณะที่ปะทะกับต้วนหลิงเทียน ดังนั้นมันจึงมอบโอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำระดับ 6 ให้ไป
เพราะตราบใดที่ไขกระดูกยังไม่ได้รับบาดเจ็บโอสถฟื้นสภาพเลิศล้ำย่อมสมควรรักษาได้
ฟุ่บ!
ร่างของอู๋เต้าที่อยู่ห่างออกไปจากอู๋หย่งเฉียนพลันกระพริบวูบเดียวมาถึงตัวของอู๋หย่งเฉียน ก่อให้เกิดแรงลมกรรโชกพัดแรงดั่งพายุ ความเร็วของมันกล่าวได้ว่ารวดเร็วกวาอู๋หย่งเฉียนนับสิบๆ เท่า
อู๋เต้าคว้าจับไปยังแขนขวาของอู๋หย่งเฉียน และเริ่มถ่ายทอดพลังงานต้นกำเนิดลงไปในแขนเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บ
ในที่สุดม่านตาของมันก็หดแคบลง เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ "ต้วนหลิงเทียนมันใช้วิธีการเลิศล้ำอันใดกันแน่ ถึงขั้นทำให้กระดูกของเจ้าได้รับความเสียหายมากมายถึงเพียงนี้ … ไขกระดูกที่อยู่ในกระดูกของเจ้าล้วนถูกทำลายหมดสิ้นแล้ว!"
ไขกระดูกถูกทำลาย …
เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นโอสถคืนชีวิต ในตำนาน ที่กล่าวกันว่าสามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้ กระทั่งงอกเงยอวัยวะรักษาฟื้นฟูไขกระดูกได้ล่ะก็ คงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะรักษาอาการบาดเจ็บเช่นนี้
นอกจากนี้ยังต้องใช้โอสถคืนชีวิตภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บอีกด้วย
หากไม่อย่างนั้นแล้วต่อให้เป็นโอสถคืนชีวิตก็ยังไม่มีความสามารถมากเพียงพอที่จะรักษาอาการบาดเจ็บเช่นนี้
"ท่านพ่อบุญธรรมเช่นนั้น มือของข้า … มือของข้าเป็นง่อยแล้ว" ใบหน้าของอู๋หย่งเฉียนแลดูว่างเปล่า ในแววตาเผยให้เห็นถึงความสิ้นหวัง รางของมันสั่นเล็กน้อย มันไม่เต็มใจจะเชื่อว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นความจริง
มือของมันข้างนี้นับว่ามีความสำคัญต่อมันมาก
ตั้งแต่วัยเด็กแล้ว ทุกสรรพวิชาที่มันฝึกฝนล้วนฝึกใช้ด้วยมือข้างนี้
ตอนนี้มือของมันกลับกลายเป็นพิการง่อยเปลี้ยเสียไป ความแข็งแกร่งของมันย่อมลดลงไปมากมายมหาศาล หากมันยังคิดฝึกฝนวิชาระดับห้วงมหรรณพขั้นสูงอย่างวิชากระบี่แดนใต้อีกครั้งด้วยมืออีกข้าง… กว่าที่มันจะบรรลุถึงขั้นตอนแก่นแท้ ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจักต้องใช้เวลาอันขมขื่นนี้ไปอีกนานหลายปี
ด้วยเหตุนี้ทำให้การบ่มเพาะของมันต้องประสบปัญหา เพราะขาดเวลามาสั่งสมพลัง นับว่าความก้าวหน้าของมันจำต้องหยุดชะงักลง!
ในชีวิตนี้ กล่าวได้ว่าอนาคตของมันจบสิ้นไปแล้ว!
เมื่อคิดเรื่องราวมาถึงตรงนี้ อู่หย่งเฉียน รู้สึกราวกับกำลังตกลงไปในหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง ทั้งร่างของมันเหน็บหนาวอย่างน่ากลัว ความเกลียดชังที่มีต่อต้วนหลิงเทียน ฝังลึกเข้ากระดูกดำ และสลักลึกลงไปถึงก้นบึ้งของวิญญาณ “ต้วนหลิงเทียน … ต้วนหลิงเทียน! ระหว่างพวกเรา 2 คน มิอาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันได้อีกต่อไป ข้าจะไม่มีวันเลิกราต่อเจ้า!”
ดวงตาของอู๋หย่งเฉียนเบิกกว้างออกมามากกว่าเดิมเกือบ 2 เท่า ซ้ำมันยังปูดโปนออกมาจนแทบถลนออกจากเบ้า!
อู๋เต้าที่อยู่ใกล้ๆ เองก็รู้สึกตื่นตระหนกไปครู่หนึ่งหลังจากได้รับรู้อาการของอู๋หย่งเฉียน เมื่อมันฟื้นสติกลับคืน ดวงตาของมันทอประกายสว่างวูบ มันมองไปยังอู๋หย่งเฉียนพร้อมกล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “เจ้ารีบกล่าวบอกรายละเอียดทั้งหมดของเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ออกมา อย่าได้ตกหล่น”
ส่วนเรื่องที่อู๋หย่งเฉียนกลายเป็นคนพิการไปแล้วนั้น แลดูมันไม่ได้แยแสอะไรสักเพียงนิด
บางทีมันอาจจะไม่ได้คาดหวังอะไรกับอู๋หย่งเฉียนมานานแล้ว
อู๋หย่งเฉียนเองก็ดูเหมือนจะสัมผัสถึงเรื่องนี้ได้เช่นกัน นั่นทำให้ในใจของมันหนาวสะท้านราวตกไปในหล่มน้ำแข็ง ลึกลงไปในก้นบึ้งของใจมัน ความเคียดแค้นที่มีต่อต้วนหลิงเทียนยิ่งหยั่งรากลึกมากขึ้น!
แต่จะอย่างไรมันก็ยังคงเชื่อฟังคำกล่าวของอู๋เต้า “ตอนแรกข้าคิดว่าด้วยความแข็งแกร่งของข้าที่มากกว่ามันมากมาย น่าจักเพียงพอที่ข้าจะเอาชนะมันได้โดยตรง …แต่ไม่คิดเลยว่าอยู่ๆพลังงานต้นกำเนิดของมันจักเริ่มสั่นสะเทือน และยิ่งไปกว่านั้นความถี่ในการสั่นสะเทือนเองก็เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ”
"สุดท้ายพลังงานต้นกำเนิดที่สั่นสะเทือนของมันก็ทรงพลังถึงจุดที่ทำให้พลังงานต้นกำเนิดของข้าถูกสลายออกไป นั่นทำให้ข้าไร้ซึ่งพลังมากพอที่จะต่อต้านมัน …และมิได้มีเพียงเท่านี้ ตอนที่มันถ่ายเทพลังงานต้นกำเนิดผ่านกระบี่วิญญาณระดับ 7 ของมันมายังดาบข้า…กระทั่งส่งต่อมาจนถึงมือข้า มือของข้าก็เริ่มสั่นสะเทือนตามไปด้วยเช่นกัน ข้าเองก็พยายามต้านทานเอาไว้อย่างเต็มที่ แต่สุดท้าย มือของข้าก็เริ่มปริแตก! " ในขณะที่กล่าวคำนี้ น้ำเสียงของอู๋หย่งเฉียนสั่นสะท้านเล็กน้อย
"หลังจากนั้นข้าก็ยังคงพยายามต้านทานเอาไว้ … จนพลังงานต้นกำเนิดที่สั่นสะเทือนของมันถ่ายทอดกระจายไปยังแขนทั้งข้างของข้า… ดูเหมือนว่ายังมีความเป็นไปได้ที่หากข้าปล่อยดาบไม่ทันเวลา …บางทีกระดูกทั่วทั้งร่างของข้าอาจจะต้องถูกทำลาย ด้วยมือของมัน" ในใจของอู๋หย่งเฉียนท่วมท้นไปด้วยความเสียใจ
หากมันรู้ว่าอีกฝ่ายมีความสามารถที่น่าหวาดหวั่นเช่นนี้ มันคงเลือกที่จะละทิ้งดาบตั้งแต่ที่มือมันเริ่มปริแตกแล้ว
หากเป็นเช่นนั้นถึงแม้ฝ่ามือของมันจะเสียหาย แต่อย่างน้อยๆแขนทั้งข้างยังไม่ต้องถูกทำลายเช่นนี้
แต่น่าเสียดายที่บนโลกนี้ไร้เม็ดยารักษาอาการเสียใจ
และถึงแม้ตอนนี้มันจะเสียใจมากถึงเพียงไหนก็ไร้ประโยชน์ เพราะสุดท้ายเรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น หาได้มีอันใดแตกต่างออกไปสักเพียงนิด
"ต้วนหลิงเทียน!" สุดท้ายอู๋หย่งเฉียนก็แปรเปลี่ยนความเสียใจทั้งหมดให้กลับกลายเป็นความเคียดแค้นอันแรงกล้า และเอาไปลงที่ต้วนหลิงเทียน
ในแววตาของมันเผยให้เห็นถึงประกายกระหายเลือด แลดูดุร้ายมากมายยิ่งกว่าอสรพิษเสียอีก
“พลังงานต้นกำเนิดที่สั่นสะเทือนเช่นนั้นหรือ?” อู๋เต้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากที่ได้ฟังคำอธิบายของอู๋หย่งเฉียน ในที่สุดมันก็บ่นพึมพำออกมา “ดูเหมือนสิ่งที่ต้วนหลิงเทียนพึ่งพา จนสามารถเอาชนะผู้ที่มีความแข็งแกร่งเหนือกว่า ทั้งๆที่ตัวมันมีความแข็งแกร่งอ่อนด้อยกว่าจะไม่ใช่วิชากระบี่หรือแรงเสียแล้ว … นี่มันเป็นวิธีการใช้พลังงานต้นกำเนิดในรูปแบบหนึ่งที่มากับวิชาบ่มเพาะพลังงานต้นกำเนิดหรือไม่? หรือมันเป็นวิชายุทธ์ในรูปแบบปรับเปลี่ยนพลังงานต้นกำเนิด?”
"ดูเหมือนว่าข้าต้องหาโอกาส สนทนากับต้วนหลิงเทียนคนนี้เป็นการส่วนตัวเสียหน่อยแล้ว!" ในขณะที่กล่าวจบ อู๋เต้าเสมือนตัดสินใจอันใดได้ประการหนึ่ง ร่องรอยความโลภเริ่มปรากฏในแววตาของมัน
หากมันสามารถใช้ความสามารถเช่นนี้ได้บ้างล่ะก็ มันกล้าพูดได้เต็มปาก ว่าไร้ผู้เชี่ยวชาญใต้หยั่งรู้ธรรมชาติที่สามารถเป็นคู่มือมันได้!
นอกป่าแรกเริ่ม…
บนฟากฟ้าที่เงียบสงบ ปรากฏร่างสองร่างที่พุ่งทะยานออกมาด้วยความเร็วสูงล้ำ เป็นเส้นแสงออกมาจากส่วนลึกของป่าแรกเริ่ม ก่อนที่จะหยุดลอยอยู่บนฟากฟ้านิ่งๆ
ร่างทั้ง 2 นี้ หนึ่งเป็นหญิงชรา อีกหนึ่งเป็นสาวน้อยนางหนึ่ง
หญิงชราสวมชุดสีเขียวและติดตามอยู่ด้านหลังสาวน้อยอย่างสุภาพ นางเผยท่าทีถ่อมตัวราวกับนางเป็นเพียงข้ารับใช้ที่ต่ำต้อย
ส่วนสาวน้อยนางนี้สวมชุดสีเหลือง ใบหน้างดงามน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตาของนางใสแจ๋ว ทอประกายงดงามออกมา
"ฟ่อ ฟ่อ ~" ทันใดนั้นเองมีหัวเล็กๆ สองหัวออกมาจากแขนเสื้อของสาวน้อย มันเป็นอสรพิษน้อยทั้ง 2 ที่กำลังพยายามชะเง้อหัวมองรอบๆไม่หยุด
อสรพิษน้อยทั้ง 2 นี้ ตัวหนึ่งสีดำ ส่วนอีกตัวหนึ่งสีขาว ดวงตาสีทองและสีเงินของพวกมันทั้งคู่จับจ้องมองไปยังทิศทางหนึ่งที่อยู่ไกลๆ ในแววตาของพวกมันเผยประกายโหยหา …
"เสี่ยวเฮย เสี่ยวไป๋ พวกเจ้าคิดถึงพี่ชายหลิงเทียนอีกแล้วหรือ" สาวน้อยในชุดสีเหลืองลูบหัวเจ้าอสรพิษทั้ง 2อย่างอ่อนโยน ลักยิ้มบนแก้มทั้ง 2 ข้างของนางแลดูน่ารักมาก
"ฟ่อ ฟ่อ ~" อสรพิษน้อยทั้ง 2 พยักหัวรับ ราวกับมนุษย์
"แต่พวกเราต้องจากไปแล้ว … ข้าจะพาเจ้ามาหาพี่ชายหลิงเทียนอีกครั้งในอนาคตดีหรือไม่? ต่อไปในยามที่พวกเจ้าพบพี่ชายหลิงเทียนอีกครั้ง พวกเจ้าจักต้องทำให้เขาประหลาดใจ และภูมิใจรู้หรือไม่" สาวน้อยในชุดสีเหลืองกล่าวคำพร้อมเผยรอยยิ้มอันสดใสออกมา
"ฟ่อ ฟ่อ ~" อสรพิษน้อยทั้ง 2 เองก็เผยแววตาสนุกสนานออกมา ยามได้ยินคำกล่าวนี้
"นายหญิงน้อย ได้เวลาที่พวกเราต้องไปแล้ว" หญิงชราที่สวมชุดสีเขียวที่ลอยตัวอยู่ด้านหลังสาวน้อยชุดเหลืองก้มหัวขณะกล่าววาจาออกมา
"ก็ได้ เช่นนั้นเราไปกันเถอะชิงหนู" สาวน้อยในชุดเหลืองพยักหน้า
วู้ม!!
ทันใดนั้นหญิงชราพลันยกมือขึ้น และบังเกิดพลังงานไร้สภาพอันแข็งแกร่งปกคลุมทั่วร่างของนางและสาวน้อยชุดเหลือง
ทันใดนั้นห้วงอากาศพลันสั่นสะท้าน
พริบตาต่อมาร่างทั้งสองกลับกลายแสงสว่างเจิดจ้าจนไม่อาจมอง และเมื่อประกายแสงดับลง ทั้งสองร่างก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย