สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 322 : คำเชิญจากเจิ้งฝาน
บทที่ 322 : คำเชิญจากเจิ้งฝาน
"ถูกต้องแล้ว จากตรงนี้ขึ้นไปถึงยอดเขาด้านบน ล้วนเป็น จุดชีพจรวิญญาณของขุนเขาเทียนชู" หลู่ชิวพยักหน้าพร้อมยิ้มบางๆ "สถานที่ตั้งของจุดชีพจรวิญญาณของขุนเขาเทียนชูนี้ ถูกแบ่งออกเป็น 9 จุดด้วยกัน ปรมาจารย์ของแต่ละขุนเขาล้วนครอบครองกันคนละ 6 จุด ส่วนอีก 3 จุดที่เหลือนั้น หนึ่งจุดเป็นของประมุขนิกาย ส่วนอีก 2 จุดนั้น เป็นของผู้พิทักษ์อาวุโส " ในขณะที่หลู่ชิวกล่าวถึงประมุขนิกายนั้น สีหน้าแววตายังคงสงบราบเรียบ…
ทว่ายามที่เขากล่าวถึงผู้พิทักษ์อาวุโส …ไม่ว่าจะใบหน้าท่าทางหรือน้ำเสียงของหลู่ชิว ล้วนแสดงให้เห็นถึงความเคารพนับถือออกมาอย่างเห็นได้ชัด
ผู้พิทักษ์อาวุโส
ต้วนหลิงเทียนจดจำเอาไว้ในใจ
กระทั่งตัวตนที่ทำให้หลู่ชิวถึงกับเผยท่าทีเช่นนั้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว ต้องเป็นอะไรที่ไม่ธรรมดาแน่นอน
"9 จุดชีพจรวิญญาณงั้นรึ … เช่นนี้สถานที่แห่งนี้ก็สมควรเป็น 1 ใน 9 จุดที่ว่านั่นใช่หรือไม่?" ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวถามสายตาของเขาก็มองไปยังลานหินกว้างใหญ่ บนลานหินนั้นมีอาคารปลูกสร้างที่แลดูราวกับหอคอยสูงตั้งอยู่
“หอคอยแห่งนั้นเรียกว่า หอเทียนเชวียน มันเป็นสถานที่บ่มเพาะของปรมาจารย์ขุนเขาเทียนเชวียน” หลู่ชิวพยักหน้า พร้อมกล่าวคำออกมา
หอเทียนเชวียน?
ปรมาจารย์ขุนเขาเทียนเชวียน?
รอยยิ้มลี้ลับเริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากของต้วนหลิงเทียน
เขายังคงจำได้ดี เมื่อครั้งที่ไปประลองศิษย์สายนอกไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น มีศิษย์สายนอกคนหนึ่งนามหูเฉวี่ยฟงที่คิดสังหารเขา มันเองก็เป็นถึงศิษย์ส่วนตัวของปรมาจารย์ขุนเขาเทียนเชวียนนี่
"ในบรรดาจุดชีพจรวิญญาณทั้ง 9 จุด จุดที่อยู่ด้านล่างสุดก็คือวิหารเทียนเชวียนนี้ … เหนือขึ้นไปจากตรงนี้ก็จะเป็นวิหารไท่หยาง แล้วก็อื่น " หลูชิวเดินนำต้วนหลิงเทียนขึ้นไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางต้วนหลิงเทียนก็พบศิษย์นิกายกระบี่ 7 ดาวจำนวนมาก
อีกทั้งบนชุดของพวกมันทั้งหมดนั้น ตรงตราสัญลักษณ์ของนิกายกระบี่ 7 ดาว ดวงดาราทั้ง 7 ที่ห้อมล้อมกระบี่อยู่ล้วนเป็นด้ายปักสีเงินทั้งสิ้น …
เห็นได้ชัดว่าเหล่าศิษย์เหล่านี้ ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์สายในของนิกายกระบี่ 7 ดาวทั้งสิ้น!
"อาวุโสหลู่ชิว" ศิษย์สายในบางคนเมื่อพบอาวุโสหลู่ชิว ก็ยิ้มแย้มทักทายด้วยความเคารพ
ส่วนต้วนหลิงเทียนนั้น พวกมันเพียงมองอย่างไม่ได้สนใจอะไร กล่าวกันตามตรง…ไม่ได้อยู่ในสายตาพวกมันด้วยซ้ำ
ถึงแม้ว่าต้วนหลิงเทียนจะมีชื่อเสียงเลื่องลือในหมู่ศิษย์สายนอกของนิกายกระบี่ 7 ดาว แต่นับว่ายังมีชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสำหรับเหล่าศิษย์สายใน …
ศิษย์สายในที่รู้จักต้วนหลิงเทียนยังมีอยู่ไม่มากนัก
ต้วนหลิงเทียนยังคงเดินตามหลังหลู่ชิวไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางเขาก็เห็นถึงช่องเขา หุบเขาเล็กๆ หลายแห่ง
"สถานที่เหล่านี้เป็นสถานที่บ่มเพาะของเหล่าศิษย์สายใน … ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่จุดชีพจรทั้ง 9 แต่ทว่าจะอย่างไรพวกมันก็นับว่าตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน เช่นนั้นพลังวิญญาณบริเวณนี้ก็ยังนับว่าดีกว่าที่อื่นอยู่ไม่น้อย" หลู่ชิวกล่าวแนะนำต้วนหลิงเทียน
ต้วนหลิงเทียนเพียงพยักหน้ารับ
แม้สถานที่บริเวณนี้จะนับว่าดี แต่มันก็เท่านั้น เพราะต่อให้เป็นจุดชีพจรวิญญาณแล้วจะอย่างไร? สุดท้ายมันยังนับว่าด้อยกว่าถ้ำหินย้อยของเขาด้วยซ้ำ แล้วเขาจะสนใจไปทำอะไร?
"นี่คือ หอไท่หยาง" ไม่นานเสียงของหลู่ชิวก็ดังขึ้นอีกครั้ง
ต้วนหลิงเทียนมองไปก็เห็นว่าบนลานหินกว้างใหญ่ มีหอที่สวยงามไม่น้อย ภายนอกตกแต่งเรียบง่าย ขนาดใหญ่โตมีความสูงไม่น้อยตั้งตระหง่านอยู่บนลานหิน
หอไท่หยาง
ต้วนหลิงเทียนแน่นอนย่อมรู้ว่ามันเป็นสถานที่บ่มเพาะพลังของปรมาจารย์ขุนเขาไท่หยางนามว่าเจิ้งฝาน ที่เป็นคนจัดการประลองศิษย์สายนอกเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนและอาวุโสหลู่ชิวกำลังจะเดินผ่านไปนั้น
ร่างหนึ่งที่พุ่งกระพริบวูบวาบมาราวกับสายลมจากด้านในวิหารไท่หยาง ก็มาหยุดอยู่ด้านข้างต้วนหลิงเทียนและหลู่ชิว พร้อมทั้งกล่าวคำรั้งทั้งสองเอาไว้
"ศิษย์น้องต้วนหลิงเทียน อาวุโสหลู่ชิวโปรดรอสักครู่!" ร่างนั้นกลับเป็นชายหนุ่มอายุราว 27 – 28 ดี ท่วงท่าสงบอัธยาศัยดี ประกายตาสดใส แลดูน่าประทับใจไม่น้อย
สิ่งที่ทำให้ต้วนหลิงเทียนประหลาดใจก็คือ ศิษย์สายในคนนี้ กลับมีเค้าโครงใบหน้าละม้ายคล้ายปรมาจารย์เจิ้งฝานอยู่หลายส่วน ทั้งความองอาจที่หว่างคิ้วของพวกมันยังเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน
อีกทั้งดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะพึ่งเคลื่อนร่างออกมาจากวิหารไท่หยางอีกด้วย ‘เป็นไปได้หรือไม่ ที่เข้ามีสัมพันธ์อันใดกับ ปรมาจารย์ไท่หยาง?’
"อาวุโสหลู่ชิว" หลังจากที่ชายหนุ่มคนดังกล่าวยิ้มบางๆทักทายต้วนหลิงเทียน เขาก็หันไปทำความเคารพอาวุโสหลู่ชิว
หลู่ชิวยิ้มตอบ
ชายหนุ่มคนนั้นมองไปยังอาวุโสหลู่ชิว ก่อนที่จะกล่าวคำออกมา "ผู้อาวุโสหลู่ชิว พอดีบิดาข้ามีคำคิดกล่าวกับศิษย์น้องต้วนหลิงเทียนสักเล็กน้อย ข้าสงสัยว่าท่านจะสะดวกหรือไม่?"
คิ้วของหลู่ชิวขมวดเป็นด้วยความสงสัยเจือความประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนที่จะหันไปมองทางต้วนหลิงเทียน "ข้าไม่สามารถตัดสินใจเรื่องนี้ได้หรอก…ข้าต้องถามความเห็นของเจ้าตัวซะก่อน"
ในขณะเดียวกันนั้น อาวุโสหลู่ชิวก็ควบแน่นเสียงส่งผ่านมันมาด้วยพลังงานต้นกำเนิดเข้าหูต้วนหลิงเทียนโดยตรง “ต้วนหลิงเทียนเขาเป็นบุตรชายของปรมาจารย์เจิ้งฝาน นามว่า เจิ้งซง”
บุตรชายของเจิ้งฝาน ปรมาจารย์ขุนเขาไท่หยาง ?
ต้วนหลิงเทียนเข้าใจได้ในทันที
ก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้ยินเช่นนี้ เพราะใบหน้าของเจิ้งซงผู้นี้นับว่าละม้ายคล้ายเจิ้งฝานบิดามากนัก
เช่นนี้ทุกอย่างก็กระจ่าง
"ศิษย์น้องต้วนหลิงเทียน ข้ามีนามว่าเจิ้งซง… บิดาของข้าคือปรมาจรย์ของขุนเขาไท่หยาง เจิ้งฝาน เมื่อครู่พวกเรากำลังนั่งดื่มชา สนทนากันเรื่อยเปื่อย บังเอิญบิดาข้าเห็นเจ้า จึงให้ข้ามาเชิญเจ้ากับอาวุโสหลู่ชิวเข้าไปนั่งดื่มชาด้วยกันเสียหน่อย" เจิ้งซงมองไปยังต้วนหลิงเทียน ด้วยใบหน้าสุภาพ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แลดูแล้วช่างให้ความรู้สึกราวกับได้แหวกว่ายกระแสธาราในฤดูใบไม้ผลิไม่ผิดเพี้ยน สบายตานัก
แม้แต่ต้วนหลิงเทียนยังอดไม่ได้ที่จะ ถอนหายใจออกมา
เจิ้งซงผู้นี้เป็นถึงศิษย์สายใน กระทั่งเป็นถึงบุตรชายปรมาจารย์ขุนเขาไท่หยาง …
ในแง่ของสถานะแล้วนับว่าเหนือชั้นยิ่งกว่าหูเฉวี่ยฟงที่เป็นแค่เพียงศิษย์ส่วนตัวของปรมาจารย์ขุนเขาเทียนเชวียนอย่างเทียบไม่ติด
ทว่าเขาหาได้มีความเย่อหยิ่งดังเช่นหูเฉวี่ยฟงแม้แต่น้อย นี่นับว่าเป็นสิ่งที่ยากนักที่จะกระทำได้สำหรับคนที่มีสถานะสูงส่งเช่นนี้
ถึงแม้นี่จะเป้นครั้งแรกที่ต้วนหลิงเทียนได้พบพานเจิ้งซง แต่นับว่าเขารู้สึกถูกชะตากับอีกฝ่ายไม่น้อย ทำให้เขาอดที่จะประทับใจขึ้นมาไม่ได้
"ข้าย่อมไม่คิดคัดค้านอะไร" ต้วนหลิงเทียนไม่ได้ปฏิเสธอะไร เขาพยักหน้ารับคำออกมา
"เช่นนั้นขอเชิญศิษย์น้องต้วนหลิงเทียน กับผู้อาวุโสหลู่" ภายใต้การนำของเจิ้งซง ต้วนหลิงเทียนกับหลู่ชิว ก็เดินเข้าไปด้านในของหอไท่หยาง และเมื่อเข้ามาด้านในแล้วเจิ้งซงก็พาทั้งสองไปยัง โถงรับรองของหอไท่หยาง
"ต้วนหลิงเทียน!" ทันใดนั้นเอง มีร่างหนึ่งกระโดดออกมาจากศาลา 8 เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ด้านบนสุดของหอไท่หยาง
ต้วนหลิงเทียนไม่ทันได้มีเวลาตอบสนองอะไร ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงฝ่ามือแข็งแกร่งยากต้านทานที่คว้าจับมายังไหล่ของเขา
ครู่ต่อมาร่างของต้วนหลิงเทียนก็ลอยขึ้นไป
กล่าวให้ถูกต้องบอกว่าถูกผู้อื่นดึงร่างลอยขึ้นมา
‘ปรมาจารย์ขุนเขาไท่หยางนี่ สมควรมีระดับบ่มเพาะอยู่ที่ระดับ แรกสัมผัสธรรมชาติขั้นที่ 9…กระทั่งพลังวิญญาณของข้ายังจับสัมผัสเขาได้อย่างเลือนลาง’ ต้วนหลิงเทียนลอบตกตะลึงในใจเล็กน้อย
ครู่ต่อมาต้วนหลิงเทียนก็ถูกนำพามาถึงชั้นลอย และเมื่อร่างของเขาถูกวางให้ยืนบนพื้นอย่างมั่นคงแล้ว มือแกร่งที่จับไว้ที่บ่าก็คลายออก
ต้วนหลิงเทียนมองคนที่พาเขาขึ้นมาพร้อมพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ปรมาจารย์เจิงฝาน”
แน่นอนว่าคนที่นำร่างต้วนหลิงเทียนเหินบินขึ้นมาจนถึงศาลาชั้นบนสุดของหอไท่หยางนี้ย่อมเป็นใครไปไม่ได้อีกนอกจาก เจิ้งฝาน ปรมาจารย์ขุนเขาไท่หยาง
"นั่งสิ" ใบหน้าของเจิ้งฝานเต็มไปด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ขณะกล่าวบอกให้ต้วนหลิงเทียนนั่งลง
ต่อมาเขาก็เริ่มชงชาด้วยกรรมวิธีลึกล้ำให้ต้วนหลิงเทียน อย่างตั้งใจ
เรื่องนี้ทำให้ต้วนหลิงเทียนถึงกับตะตะลึง เขาไม่คิดเลยว่าจะได้รับการปฏิบัติด้วยดีขนาดนี้ ดีเกินไปเสียด้วยซ้ำ!
เจิ้งฝานค่อยๆรินน้ำชาให้ต้วนหลิงเทียน พร้อมกล่าวคำ "นี่เป็นวิธีชงชาเฉพาะตัว… ชาถ้วยนี้เรียกว่า ชาเหินเมฆา เจ้าลองดูสิ"
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับ ก่อนที่จะหยิบถ้วยชาขึ้นมา แต่เขายังไม่ดื่มในทันที เขาค่อยสูดดมกลิ่นของมันเบาๆ
ยามเมื่อกลิ่นหอมของชาโชยเข้าจมูก ต้วนหลิงเทียนสัมผัสได้ถึงความเย็นสดชื่น ราวกับจะชำระล้างจิตใจ และทำให้สติของต้วนหลิงเทียนพลันกระจ่าง แจ่มชัดขึ้นมา
"ชาดี" ถึงแม้ว่าต้วนหลิงเทียนจะไม่ได้เชี่ยวชาญหรือช่ำชองเรื่องชาสักเท่าไร แต่เขาสัมผัสได้ว่าชานี้หาได้ง่ายดายไม่
"เจ้าลองจิบดูก่อน" เจิ้งฝานยิ้มบางๆ
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า ก่อนที่จะยกถ้วยชามาจิบเล็กน้อย
ชานี้เพียงสัมผัสด้วยปลายลิ้น ความเย็นฉ่ำยังแล่นวูบขึ้นมา เมื่อดื่มไปเต็มคำอดไม่ได้ที่ร่างต้วนหลิงเทียนจะสั่นสะท้านไปวูบหนึ่ง ความเย็นซาบซ่านจากตัวชาราวกับว่าจะพัดนำพาจิตใจให้ล่องเลยเหินทะยานไปหยอกเย้ากับเมฆา เสมือนประหนึ่งเดินอยู่บนทะเลเมฆหมอก
"ฟู่!" หลังจากเนิ่นนานผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว ต้วนหลิงเทียนก็รู้สึกร่วงจากฟากฟ้าลงมาสู่แดนดิน เขาระบายลมหายใจที่เต็มไปด้วยอากาศเสียออกมา ในแววตาส่องประกายระยิบระยับ
"เป็นเช่นไรบ้าง?" เจิ้งฝานมองไปยังต้วนหลิงเทียนพร้อมกล่าวถาม
ต้วนหลิงเทียนรู้สึกตะลึงค้างไปอย่างชื่นชม "ปรมาจารย์ ชาเมฆาเหินของท่านนี้นับว่าน่าประทับใจยิ่งนัก…เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ลิ้มรสชาที่หอมและยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ เพียงแค่ชาล่วงล้ำผ่านลำคอ ข้ารู้สึกราวกับเหินทะยานขึ้นไปแหวกว่ายในหมู่เมฆ ปลดเปลื้องความรู้สึกทุกสิ่งและพันธนาการทุกอย่าง "
"ฮ่าๆ… " เจิ้งฝานหัวเราะเบาๆค่อยกล่าวคำ"แท้จริงแล้ววิธีชงชาเมฆาเหินนี้เป็นสิ่งที่ข้าเสียดายนัก ข้าได้รับวิธีชงมาเพียงแค่ครึ่งนึงจากต้นตำรับเท่านั้น หากสามารถใช้วิธีชงชาแบบต้นตำหรับได้ล่ะก็ชานี้จักเรียกว่า ชาไร้กังวล "
เมื่อกล่าวจบ เจิ้งฝานเพียงระบายลมหายใจออกมาอย่างสะทกสะท้อน “ในชีวิตนี้สิ่งที่ข้าเสียใจมากที่สุดคือ มิมีวันได้ลิ้มรสสุดยอดชาที่ชงด้วยวิธีเลิศล้ำ อย่างชาไร้กังวล แม้ว่าชาเมฆาเหินนี้จะเป็นวิธีชงชาที่ใช้วิธีแบบชาไร้กังวลครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งก็เป็นข้าที่ปรุงแต่งลงไป หาใช่ชาไร้กังวลที่แท้จริงไม่”
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวออกมาพร้อมยิ้มบางๆ "ปรมาจารย์ท่านเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ เพียงหนึ่งห้วงจิตคิดพอใจ ใดๆล้วนมีความสุข … ไม่มีหลักฐานอันใดที่บ่งชี้ว่าชาไร้กังวลที่ท่านกล่าวชื่นชมมันจักดีไปกว่าชาเหินเมฆาที่ท่านสรรค์สร้างขึ้นมา เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ท่านล้วนคิดจินตนาการไปเองทั้งสิ้น…บางทีแล้วชาเหินเมฆาของท่านนี้ อาจจะเลิศล้ำเหนือต้นตำหรับอย่างชาไร้กังวลไปแล้วก็เป็นได้ "
ทันทีที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวจบ เจิ้งฝานราวกับรู้แจ้งถึงบางสิ่งโดยบังเอิญ เขาตะลึงค้างนิ่งงันไปในทันใด
ในขณะนี้คำกล่าวหนึ่งของต้วนหลิงเทียนยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในใจ
เพียงหนึ่งห้วงจิตคิดพอใจ ใดๆล้วนมีความสุข
บางทีชาเหินเมฆาในปัจจุบันอาจจะเลิศล้ำไปกว่าชาไร้กังวล ฉบับต้นตำหรับ
ในที่สุดเจิ้งฝานก็ฟื้นจากภวังค์ ดวงตาของเขาเผยประกายเรืองวูบขึ้นมาอย่างลี้ลับ
ทันใดนั้นเจิ้งฝานพลันยกมือขึ้น ปรากฏดาบใบแคบโผล่ออกมาจากอากาศว่างเปล่า ดาบใบแคบนี้บางราวกับปีกของจั๊กจั่น พื้นผิวสะท้อนแสงสวยงามเป็นประกาย
"อาวุธวิญญาณระดับ 6!" ต้วนหลิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เมื่อเห็นดาบใบแคบในมือของเจิ้งฝาน เขาสามารถระบุระดับของอาวุธวิญญาณเล่มนี้ได้ในทันที
เจิ้งฝานยกมือชูขึ้นฟ้า
วู้มมม!
พลังงานต้นกำเนิดถูกถ่ายเทไปยังตัวดาบใบแคบ ก่อนที่มันจะเปล่งรังสีดาบลี้ลับฉีกสะบั้นห้วงอากาศ แสงสีขาวเจิดจ้าทอประกายสว่างวูบขึ้นมาพริบตาหนึ่ง
และตอนนี้เองกลิ่นอายของดาบเจิ้งฝานพลันเปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์!
"นี่ … " ด้วยความทรงจำของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด และพลังวิญญาณที่เฉียบคม ต้วนหลิงเทียนพลันเห็นบางอย่าง
วู้มมม!
ทันใดนั้นกลิ่นอายของจากดาบใบแคบในมือของเจิ้งฝานเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง ร่องรอยของพลังงานต้นกำเนิดที่ปรากฏขึ้นทั่วร่างของเจิ้งฝานค่อยๆจางลงเรื่อยๆ กระทั่งหายไปในที่สุด
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่ในสายตาของต้วนหลิงเทียน ยามนี้เจิ้งฝานเปลี่ยนไปแล้ว!
ก่อนที่เจิ้งฝานจะเก็บกลิ่นอายที่เปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างกะทันหันและทรงอำนาจสะกดข่มน่าเกรงขามกลับไปจนหมด ต้วนหลิงเทียนพลันกล่าวขึ้นมา "ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย ปรมาจารย์เจิ้งฝาน"
หลังจากที่ระงับกลิ่นอายทั่วร่างและพลังงานต้นกำเนิดจนหมดสิ้น ดาบใบแคบก็ถูกเก็บเข้าไปในแหวนมิติ ท่าทางของเขายามนี้แสดงความพึงพอใจออกมาอย่างเห็นได้ชัด
"ฮ่าๆ… " ทันใดนั้นเจิ้งฝานอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาดังลั่น