สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 298 : ศิษย์สายนอกที่แข็งแกร่งที่สุด
บทที่ 298 : ศิษย์สายนอกที่แข็งแกร่งที่สุด
"ตัวเลวร้าย เจ้าคิดอันใดอยู่หรือ ใยทำหน้าเช่นนั้นเล่า? ลี่เฟยเหมือนจะมองเห็นถึงความกังวลของต้วนหลิงเทียน นางจึงกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย น้ำเสียงนางเองก็เจือความกังวลไว้ภายใน มือเอื้อมไปลูบใบหน้าชายหนุ่มราวจะปลอบประโลม
"ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่คิดอะไรบางอย่างน่ะ" ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวไปมาเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบมือลี่เฟยที่ลูบแก้มมาหอม …แต่เขาไม่ได้บอกเรื่องที่อสรพิษน้อยทั้ง 2 ตัวหายตัวไป
เขาไม่ต้องการให้ลี่เฟยมากังวลเหมือนเขา
แล้วต้วนหลิงเทียนก็นอนคุยกับลี่เฟยไปเรื่อยเปื่อย สองร่างใกล้ชิดสนิทสนมไร้เสื้อผ้าอาภรณ์…ไม่นานทั้งคู่ก็คุยกันยาวไปถึงเรื่องการประลองศิษย์สายนอก
"ตัวเลวร้าย ข้าได้ยินมาว่ากฎการประลองศิษย์สายนอกปีนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว" อยู่ๆ ลี่เฟยก็กล่าวเรื่องนี้ขึ้นมา
“หืม? เปลี่ยนกฎงั้นหรือ แล้วกฎเดิมกับกฎที่เปลี่ยนไปมันเป็นอย่างไรเล่า ว่าแต่เจ้ารู้ได้อย่างไรรึ?”
"ข้ารู้มาจากอาจารย์ นางยังบอกข้าอีกด้วยว่า…ที่ต้องเปลี่ยนกฎในปีนี้ ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะเจ้า … " ในขณะที่กล่าวถึงเรื่องนี้อดไม่ได้ที่ลี่เฟยจะจับจ้องไปยังร่างบุรุษตรงหน้าด้วยแววตาลึกซึ้ง แม้นางจะรู้ดีว่าบุรุษของนางนั้นมีความสามารถเพียงใด แต่เมื่อนางได้ยินว่าเขาสามารถสังหารได้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 นางก็อดไม่ได้ที่จะตื่นตะลึงในใจ
หากต้วนหลิงเทียนใช้อาคมจารึกนางจะไม่ตกใจอะไร
แต่ปัญหาคือ … ครั้งนี้ตั้งแต่เริ่มจนจบ ต้วนหลิงเทียนไม่ได้ใช้อาคมจารึกใดๆ! เขาใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองสังหารอีกฝ่ายอย่างแท้จริง!
"อะไรนะ เปลี่ยนเพราะข้าหรือ?" คำที่ลี่เฟยกล่าวนี้ทำให้ต้วนหลิงเทียนงุนงงมาก นิกายกระบี่ 7 ดาวเปลี่ยนกฎการประลองศิษย์สายนอกเพราะเขา?
"ถูกแล้ว" ลี่เฟยพยักหน้ารับ ก่อนที่จะมองไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาชื่นชม นางไม่คิดอ้อมค้อมรีบกล่าวออกมาตรงๆ "ข้าได้ยินมาว่า ตั้งแต่เรื่องที่ท่านได้สังหารเช่าอิง อันเป็นศิษย์สายนอกที่โดดเด่นที่สุดของขุนเขาเทียนจีลือกระฉ่อนออกไป ปรมาจารย์ขุนเขาทั้ง 6 คนยกเว้นขุนเขาเทียนชูก็เริ่มหารือเรื่องนี้กัน”
"เนื้อหาการประชุมหารือ ก็ว่าด้วยเรื่องกฎของการประลองข้อหนึ่ง ข้อที่ว่าศิษย์สายนอกที่จะเข้าร่วมประรองได้นั้น ต้องเป็นศิษย์สายนอกที่เข้าร่วมนิกายกระบี่ 7 ดาวไม่เกิน 3 ปี … แต่คราวนี้ปรมาจารย์ทั้ง 6 ขุนเขาได้ตัดสินใจยกเลิกกฎข้อนี้ออกไป และเปลี่ยนกฎใหม่เป็น …ขอเพียงยังเป็นศิษย์สายนอกของนิกาย 7 ดาว ไม่ว่าผู้ใดก็ร่วมลงแข่งขันประลองได้" ลี่เฟยกล่าวออกมารวดเดียวจนจบ
ต้วนหลิงเทียนขวดคิ้ว
เขาไม่คิดเลยว่าการฆ่าเช่าอิงจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่เช่นนี้ ผลระทบมันลามมาถึงเรื่องประลงเสียอย่างงั้น
"พวกมันมีความจำเป็นอะไรต้องเปลี่ยนกัน?" ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวออกมาพร้อมยิ้มบางๆ เขาไม่คิดว่าตัวจะหน้าใหญ่ถึงเพียงนี้ กระทั่งปรมาจารย์ทั้ง 6 ขุนเขาต้องเร่งหารือเพราะเขาคนเดียว
แน่นอนต้วนหลิงเทียนย่อมพอคาดเดาถึงความตั้งใจเหล่าปรมาจารย์ทั้ง 6 ได้บ้าง
มันก็ไม่ได้มีอะไรมาก…เพราะถ้าหากพวกมันไม่เปลี่ยนกฎข้อนี้ พวกมันคงกลัวว่าเขาจะได้รับตำแหน่งชนะเลิศอย่างง่ายดาย โดยไม่มีความหมายอะไร!
"พวกเขากลัวว่าเจ้าจะได้ตำแหน่งชนะเลิศอย่างง่ายดายจึงเปลี่ยน" ลี่เฟยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย
"เอาล่ะๆ เจ้าไม่ต้องหงุดหงิดหรอก …พวกเขาทำเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้ตำแหน่งชนะเลิศมันถูกตัดสินก่อนการประลองอย่างไรเล่า หากไม่เปลี่ยนแล้วศิษย์สายนอกผู้อื่นย่อมไม่มีใจประลองแน่นอน" ต้วนหลิงเทียนหัวเราะออกมา เขาคาดเดาความคิดปรมาจารย์ทั้ง 6 ได้ถูกต้องจริงๆ
"เจ้ายังจะหัวเราะร่าอยู่ได้นะตัวเลวร้าย หากเป็นเช่นนี้ ยามที่ต้องแข่งขันประลอง กระทั่งศิษย์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 ก็ยังมีมาเข้าร่วมการแข่ง แล้วในการแข่งเจ้าก็มิอาจใช้ความช่วยเหลือจากภายนอก อย่างเช่นอาคมจารึกได้อีก เจ้าใช้ได้เพียงอาวุธวิญญาณเท่านั้นนะ! " ลี่เฟยมองไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยสีหน้าเป็นห่วงเจือไม่พอใจ "เช่นนี้ เจ้าคิดจะคว้าตำแหน่งชนะเลิศก็ยากแล้ว"
ลี่เฟยย่อมรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เหล่าปรมาจารย์ทำเช่นนี้เหมือนจงใจไม่อยากให้บุรุษของนางได้ที่ 1
ในใจของนางนั้น บุรุษนามต้วนหลิงเทียนเป็นผู้ที่ยอดเยี่ยมที่สุด
"หืม ใช้อาคมจารึกไม่ได้งั้นรึ?" ต้วนหลิงเทียนประหลาดใจเล็กน้อย แต่เขาก็เข้าใจได้โดยพลัน
อาคมจารึกมันไม่เหมือนอาวุธวิญญาณ เพราะอาคมจารึกมันยากนักที่จะจำกัดขอบเขต หากใช้ได้อย่าว่าแต่ศิษย์สายนอกเลย กระทั่งศิษย์สายในเขาก็ฆ่ามันได้หมดทุกคน! เช่นนั้นจึงนับว่าอาคมจารึกไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง
“อะไร? เสี่ยวเฟย เจ้าไม่มั่นใจในตัวบุรุษของเจ้าหรือหืม? ไม่มั่นใจข้าใช่หรือไม่ ต้องถูกลงโทษ!” มือของต้วนหลิงเทียนเริ่มซุกซน เขาล้วงไปบีบหนั่นเนื้อของนางก่อนที่จะเลื่อนลงต่ำลูบไล้จุดอ่อนไหวระรัวด้วยปลายนิ้ว พร้อมกล่าวถามออกมาด้วยน้ำเสียงราวกับกำลังจะทำโทษ
ร่างที่บอบบางของลี่เฟยพลันสั่นสะท้าน แก้มของนางเริ่มแดงระเรื่อ ริมฝีปากเม้มราวกับจะระงับเสียงครางเพราะความรู้สึกเสียวซ่าน
ต้วนหลิงเทียนเมื่อเห็นภาพนี้ก็อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความรู้สึกคึกคักฮึกเหิมขึ้นมาอีกครา ที่เคยอ่อนนุ่มก็กลับกลายเป็นเข้มแข็งพร้อมทะลวงฝ่าถ้ำสวรรค์อีกครา สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่รอช้า รีบโถมร่างกดทับนางโดยพลัน หนึ่งบนหนึ่งล่างเริงระบำ เสพรับความสุขสบายล่องลอยดั่งท่องแดนสวรรค์มิรู้หน่าย
หลังจากที่ทำรักกับลี่เฟยทั้งวันในที่สุดต้วนหลิงเทียนก็จากมา
"บ้านอันแสนสุขคือหลุมฝังศพของวีรบุรุษ… อ่า บรรพชนที่คิดค้นคำนี้นับว่ากล่าวได้ถูกต้อง" ต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะระบายลมหายใจออกมา แต่จะอย่างไรก็ต้องขอบคุณพลังงานต้นกำเนิดของโลกนี้ ถึงแม้เขาจะกระหน่ำโถมทับลี่เฟยอยู่ทั้งวันแต่เขาก็ไม่ได้อิดโรยอ่อนแรงอะไรสักนิด! …
ภายในใจของต้วนหลิงเทียนเสมือนได้รับการชำระล้างประการหนึ่ง ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็ข้ามสะพานโซ่เพื่อออกจากขุนเขาเหยากวง
ดวงอาทิตย์ลอยต่ำใกล้ลับฟ้าลาลับลงประจิมทิศ เมื่อต้วนหลิงเทียนเดินมาถึงสะพานโซ่เชื่อมไปขุนเขาเทียนเฉวียน เขาก็พบว่ายามนี้มีศิษย์มากมายที่กำลังจะขึ้นสะพานโซ่เพื่อมุ่งหน้าไปขุนเขาเทียนเฉวียน
"ฮึ่ม!" ทันใดนั้นเองเสียงสบถอย่างไม่สบอารมณ์ก็ดังขึ้น ต้วนหลิงเทียนที่ได้ยินก็หันไปตามเสียงทันที เขาพบว่าตอนนี้มีผู้อาวุโสขุนเขาเทียนเฉวียน จ้าวหลิน กำลังยืนอยู่ที่ลานหิน และจับจ้องมายังเขาตาเขม็งท่าทางของมันแลดูขุ่นเคืองไม่น้อย
ตอนนั้นเองต้วนหลิงเทียนก็ได้เห็นว่าข้างๆจ้าวหลินมีร่างหวงจี้ยืนอยู่ด้วย ซ้ำสภาพมันแลดูราวกับเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
ต้วนหลิงเทียนลอบขบขันในใจ
ดูเหมือนว่าหวงจี้นี้จะเป็นงานนัก! ดูท่าทางเหนื่อยล้าของมันแล้ว มันคงพาจ้าวหลินไปเดินวนรอบนิกายกระบี่ 7 ดาวมาทั้งวันเป็นแน่!
พอได้เห็นสภาพที่หงุดหงิดเต็มไปด้วยโทสะของจ้าวหลิน ต้วนหลิงเทียนรู้สึกว่า 12,000 เหรียญทองที่จ่ายออกไปมันคุ้มค่านัก
"อ้าว อาวุโสจ้าวหลิน ไม่พบกันซะนาน สบายดีหรือไม่?" ต้วนหลิงเทียนยิ้มแย้มแจ่มใสกล่าวคำทักทายจ้าวหลินอย่างสนิทสนม ทำราวกับเขากำลังทักทายสหายเก่าอย่างไรอย่างนั้น
แน่นอนว่าจ้าวหลินไม่คิดตอบคำหรือสนใจอะไรต้วนหลิงเทียนตอนนี้ ทั้งสีหน้าท่าทางของมันนั้นแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวอัปลักษณ์อย่างมาก!
นี่เพราะมันกำลังคิดอยู่ว่าที่มันต้องคว้าน้ำเหลววันนี้…เป็นเพราะต้วนหลิงเทียนจงใจใช่หรือไม่? ถึงเลือกมาเย้ยหยันมันได้ถูกเวลาขนาดนี้!
แน่นอนว่าตัวมันย่อมไม่คิดว่านี่เป็นเพราะฝีมือหวงจี้พามันเดินวนเล่น
ต้วนหลิงเทียนเมื่อเห็นจ้าวหลินหน้าเครียดแต่ไม่ตอบคำ เขาก็ยักไหล่ให้มัน พร้อมยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะเลิกสนใจจ้าวหลินแล้วเดินเลยผ่านมันไป เพื่อข้ามสะพานโซ่กลับขุนเขาเทียนเฉวียน
ตอนนี้มีศิษย์มากมายหลายคน ต้วนหลิงเทียนย่อมไม่กลัวว่าจ้าวหลินจะกล้าลงมือต่อเขา
ครู่ต่อมาต้วนหลิงเทียนก็สังเกตเห็นจ้าวหลินเดินติดตามเขามาด้านหลังด้วยหางตา
แต่เขาก็ไม่ได้แยแสอะไร เพยีงแสยะยิ้มเล็กน้อย
อาศัยวิธีการสลัดการติดตามอันเชี่ยวชาญและช่ำชอง เขาจะสลัดการติดตามของมือสมัครเล่นอย่างจ้าวหลินไม่ได้เลยหรือ?
หลังจากที่เดินเล่นดูนู่นนี่นั่นในหอแลกเปลี่ยน แล้ววนไปนู่นมานี่รอบๆ สักพัก ด้วยความที่ว่าหอแลกเปลี่ยนนี้ก็คราคร่ำเต็มไปด้วยฝูงชน ไม่นานเขาก็เล็ดรอดสายตาจ้าวหลินเดินทางกลับยอดเขาเทียนเฉวียนได้อย่างสบายใจ
ภายในหอแลกเปลี่ยน
หลังจากที่จ้าวหลินเห็นหลังต้วนหลิงเทียนไวๆ มันก็เร่งรีบเดินตามไปเรื่อยๆ แต่สุดท้ายจนแล้วจนรอดก็คลาดสายตาไปจนได้! มันพยายามเดินตามหาอยู่อีกกว่าชั่วโมง สุดท้ายก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของต้วนหลิงเทียน จึงต้องตัดใจพร้อมกัดฟันดังกรอด "ต้วนหลิงเทียน เก่งกาจนักนะ! ไว้ข้ามีโอกาสก่อนเถิด … เจ้าล้างคอรอได้เลย!"
สุดท้ายจ้าวหลินก็ต้องกลับไปรอคอยอีกครั้ง หลังจากที่ต้องรอมากว่า 3 เดือน….
ขุนเขาอวี้เหิง
บนสะพานโซ่ปรากฏร่างชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีลักษณะมืดมน กำลังก้าวอาดๆข้ามสะพานโซ่มาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเขาก็บรรลุถึงลานหินหัวสะพาน
ชายหนุ่มคนนี้มีลักษณะพิเศษที่ผู้คนจดจำได้โดยง่าย…แต่ทว่าหาได้หล่อเหลาอันใด นี่เพราะใบหน้าของมันอัปลักษณ์นัก! แก้มบิดเบี้ยวไม่เป็นทรง ตัวจมูกงองุ้ม รูจมูกบานน่าเกลียด ริมฝีปากหนาเบอะ ดวงตา 3 เหลี่ยมคล้ายอสรพิษซ้ำแววตายังเต็มไปด้วยความมืดมน สีหน้ายังไม่รับแขก
เพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ ก็ข่มขวัญผู้คนให้หวาดกลัว หากเผลอไปสบตาแล้วล่ะก็ จะรู้สึกราวกับว่าถูกอสรพิษจับจ้องหาโอกาสกลืนกิน !
อย่างไรก็ตามยามชายหนุ่มคนนี้เดินผ่านกลุ่มศิษย์ของขุนเขาอวี้เหิงทั้งหลาย พวกมันล้วนนอบน้อมคารวะกล่าวคำทักทายอย่างเคารพ
"ศิษย์พี่ฉีฮ่าว!"
"ศิษย์พี่ฉีฮ่าว!"
…
ในเวลาเดียวกันกับที่ศิษย์ขุนเขาอวี้เหิงทำความเคารพมันนั้น บนใบหน้าของเหล่าศิษย์ทั้งหมดล้วนฉายชัดออกมาถึงความหวาดกลัว…
เห็นได้ชัดว่านอกจากรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายที่บีบคั้นจิตใจชวนให้ฝันร้ายแล้ว… ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มคนนี้ยังสร้างความหวาดกลัวให้แก่พวกมันไม่น้อย!!
มันเป็นศิษย์สายนอกที่โดดเด่นที่สุดของขุนเขาอวี้เหิง และกระทั่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นศิษย์สายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดของนิกายกระบี่ 7 ดาวยามนี้!
ฉีฮ่าว!
"เฮ่ เจ้าสองเจ้ารู้สึกไหม ว่าวันนี้ท่าทางของศิษย์พี่ฉีฮ่าวแลดูน่ากลัวนัก"
"ฮาย อย่าว่าแต่ท่าทาง กระทั่งใบหน้าพี่ท่าน เขาก็แลดูน่ากลัวทุกวันอยู่แล้ว เจ้าจักกล่าวให้ข้านึกภาพทำอันใด! "
"ชู่ว! เบาๆ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น… เจ้าลองอดทนฝืนมองตาเขาดูซี่.. ข้าเห็นถึงความเกรี้ยวกราดและโทสะอันมากล้นในแววตาของเขา! ข้าล่ะสงสัยนักว่าเป็นผู้ใดกล้าสร้างความขุ่นเคืองให้แก่เขากัน"
"อ๊ะ จริงด้วย ผู้ใดไปทำให้เขาบังเกิดโทสะเช่นนั้นกัน …น่าหวาดกลัวยิ่งนักคืนนี้ข้ามิแคล้วฝันร้ายแหงๆ เจ้าสองบัดซบ!"
…
ศิษย์สายนอก 2 คนล้วนกล่าวคำนินทาฉีฮ่าวอย่างสนุกสนาน แต่แน่นอนว่าพวกมันล้วนรอกล่าวคำนินทา หลังจากที่ฉีฮ่าวเดินผ่านพวกมันไปไกลแล้ว…
"ฉีฮ่าว!" ทันใดนั้นเองร่างหนึ่งที่เดินมาอย่างว่องไว ราวกับสายลมพัดก็มาหยุดตรงหน้าฉีฮ่าว
ร่างนั้นเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง แลดูแข็งแกร่ง แววตาเต็มไปด้วยความดุร้าย
"ผู้อาวุโสจงปิง" ฉีฮ่าวลดศีรษะคารวะชายวัยกลางคนที่แข็งแกร่งตรงหน้า
"ฉีฮ่าว ข้ามีเรื่องบางประการจะแจ้งให้เจ้ารู้….การประลองแข่งขันของศิษย์สายนอกครานี้ หาได้มีกฎห้ามศิษย์ที่อยู่ในนิกายเกิน 3 ปีแล้วเข้าประลองแต่อย่างไร ตราบใดที่ยังเป็นศิษย์สายนอกล้วนเข้าร่วมการแข่งขันได้ทั้งสิ้น นั่นหมายความว่าตัวเจ้าสามารถเข้าร่วมการประลองแข่งขันครั้งนี้ได้!" ผู้อาวุโสของศิษย์สายนอกแห่งขุนเขาอวี้เหิงนามจงปิงยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่จะกล่าวสืบต่อออกมา "คราวนี้ชื่อเสียงของขุนเขาอวี้เหิงเราต้องพึ่งพาเจ้าแล้ว"
สำหรับเขาแล้วนั้นความแข็งแกร่งของฉีฮ่าวแต่เดิมก็ได้รับการขนานนามว่าเป็นศิษย์สายนอกที่แข็งแกร่งที่สุดของกระบี่ 7 ดาว หากเข้าร่วมการประลองศิษย์สายนอกครั้งนี้ แน่นอนว่ามันย่อมต้องชนะเลิศ!!
"เกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ?" ตอนแรกฉีฮ่าวก็หาได้มีอารมณ์สนทนากับอาวุโสตรงหน้าแต่อย่างใด แต่พอได้ยินเรื่องราวครั้งนี้ จิตวิญญาณมันพลันถูกกระตุ้นเร้าทันที "กฎการประลองของนิกายสายนอกข้อนี้ใช่สำคัญมากมิใช่หรือขอรับ … ใยยามนี้จึงมาเปลี่ยนแปลงเสียเล่า?
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องยากที่เขาจะเข้าใจ
"เรื่องนี้กล่าวไป…ต้องพูดถึงศิษย์สายนอกของขุนเขาเทียนเฉวียนคนหนึ่ง " ในยามที่จงปิงกล่าวถึงเรื่องนี้ ในแววตาของมันเต็มไปด้วยความอิจฉาประการหนึ่ง "เมื่อ 3 เดือนที่แล้วบังเกิดม้ามืดอันเป็นสุดยอดศิษย์สายนอกคนหนึ่งได้ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมนิกายกระบี่ 7 ดาวของเรา… ชายหนุ่มคนนั้นอายุเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น แล้วมันก็ได้เลือกที่จะเข้าร่วมกับขุนเขาเทียนเฉวียน”
"ตัวมันเข้าร่วมขุนเขาเทียนเฉวียนได้ไม่ทันไร มันก็สร้างเรื่องราวเขย่าขวัญขึ้น! ไม่คิดเลยมันกลับสามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 ได้ในเวทีประลองเป็นตาย! … ศิษย์สายนอกที่มันสังหารก็เป็นศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียน…และที่สำคัญพวกมันมีกัน 2 คน และยังลงมือพร้อมกันโดยมีชายหนุ่มที่ว่าเป็นคู่ต่อสู้เพียงลำพัง…ทว่าชายหนุ่มคนนั้นกลับสังหารพวกมันทั้งคู่ได้ในกระบี่เดียว”
"กล่าวได้ว่าพรสวรรค์ของศิษย์สายนอกคนนี้สะท้านฟ้าดินน่าตื่นตะลึงอย่างแท้จริง! นับว่าขุนเขาเทียนเฉวียนนั้นโชคดีนักที่ได้อัจฉริยะพรสวรรค์เลิศล้ำสูงส่งถึงเพียงนี้ ..”
"หืม? ฉีฮ่าว มีอันใดรึ ใยเจ้าถึงทำหน้าบิดเบี้ยวเช่นนั้นกันเล่า?" จงปิงที่กำลังกล่าวคำอยู่นานสองนาน พลันเหลือบไปเห็นสีหน้าของฉีฮ่าวที่กลับกลายเป็นบิดเบี้ยวน่ากลัว ราวกับแค้นเคืองผู้คน มันจึงรีบกล่าวถามออกมาทันที
แต่เดิมใบหนาฉีฮ่าวก็น่าเกลียดอัปลักษณ์อยู่แล้ว ยิ่งมามีโทสะอะไรเช่นนี้…
แลดูน่าหวาดกลัวอย่างมาก!
"ผู้อาวุโสจงปิง ใช่เมื่อครู่ท่านกล่าวว่า ศิษย์คนนั้นพึ่งเข้าร่วมนิกายกระบี่ 7 ดาวของเราเมื่อ 3 เดือนก่อนหรือไม่?" ในที่สุดฉีฮ่าวก็กล่าวคำออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาแฝงความรู้สึกเหน็บหนาวอยู่ภายใน