สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 297 : กลับไปขุนเขาเหยากวงอีกครั้ง
บทที่ 297 : กลับไปขุนเขาเหยากวงอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ต้วนหลิงเทียนก็ได้ลืมตาตื่นขึ้นมาจากการบ่มเพาะ หลังจากที่เขาได้ดูดซึมผลลัพธ์ของโอสถเร่งพลังกำเนิดจนหมดสิ้นสมบูรณ์
"ฟู่ว" ต้วนหลิงเทียนระบายลมหายใจออกมาลึกยาว ก่อนที่จะลึกขึ้นยืนและเดินออกไปด้านนอกถ้ำหินย้อย
"เฮ่อ…สงสัยนักว่าป่านนี้เจ้าตัวน้อยทั้ง 2 จะเป็นเช่นไรบ้าง มันจะถูกใครรังแกมั้ยนะ.." ต้วนหลิงเทียนยามนี้ยืนอยู่บนต้นไม้เฉียง และราวกับจะใช้ไอหมอกยามเช้าชำระจิตใจ สายตาของเขามองทอดยาวลงไปยังทิศทางของป่าแรกเริ่ม ในดวงตาเผยแววตาโหยหาประการหนึ่ง
ใจของเขานั้นไม่มีวันสงบ หากยังไมได้พบเจอเจ้าตัวน้อยทั้ง 2
"ข้าไปหาเสี่ยวเฟยกับเค่อเอ๋อดูดีกว่า … ตอนนี้เสี่ยวเฟยเองก็น่าจะทะลวงระดับได้แล้ว" มุมปากของต้วนหลิงเทียนยกขึ้นเผยรอยยิ้ม เขาเริ่มใช้พลังวิญญาณแผ่จิตสัมผัสไปตรวจสอบด้านบน เมื่อพบว่าไม่มีใครก็กระโดดขึ้นไปทันที แล้วลงจากยอดเขาเทียนเฉวียนไป
ในไม่ช้าเขาก็มาถึงลานหินหน้าหอแลกเปลี่ยน
เพียงแค่เขามาถึงหน้าหอแลกเปลี่ยนเขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาจำนวนหนึ่งที่มองมาที่เขาทันที
"ฮึ่ม!" รอยยิ้มเย็นชาปรากฏที่มุมปากต้วนหลิงเทียน หากเขาเดาไม่ผิด คนพวกนี้ไม่พ้นเป็นคนที่จ้าวหลินนั่นส่งมาติดตามเขาอีกเป็นแน่
อย่างไรก็ตามเขาไม่ได้ใส่ใจอะไร เพราะคนพวกนี้ไม่ได้นับเป็นภัยคุกคามอะไร
"หืม?" ทันใดนั้นเองต้วนหลิงเทียนเหมือนจะสังเกตเห็นบางสิ่ง เขามองไปยังที่ไกลๆ
ตอนนี้มีชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังมองมาทางเขาด้วยสายตาซับซ้อน …
"หลิวอวี่?" ต้วนหลิงเทียนนึกชื่อชายคนนี้ไดอย่างรวดเร็ว ชายคนนี้เป็นศิษย์สายนอกที่ขวางเขาหน้าหอแลกเปลี่ยนวันนั้น และมันเป็นคนที่จ้าวหลินส่งมาเพื่อข่มขู่ให้เขาส่งมอบคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูก
หลิวอวี่เป็นศิษย์สายนอกที่มีระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5
เขาจำได้ว่าวันนั้นเขาท้าหลิวอวี่ผู้นี้ให้ไปประลองเป็นตายกับเขา แต่มันก็ไม่กล้าและเลือกที่จะหันหลังเดินกลับไปอย่างขี้ขลาด
ต้วนหลิงเทียนเหลือบมองมันครู่หนึ่งก่อนที่จะเลิกสนใจ และหันไปกลับไปเดินข้ามสะพานโซ่ต่อ
แต่ไหนแต่ไร เขาก็ไม่ได้แยแสหรือให้ความสนใจอะไรมันอยู่แล้ว
หลิวอวี่ที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทำได้เพียงมองต้วนหลิงเทียนจากระยะห่างๆ มันเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา ตอนนี้สองขามันหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยตะกั่ว กว่าจะขยับได้ก็ใช้เวลาพักใหญ่
"ขอบคุณสวรรค์! โชคดีแค่ไหนแล้วที่ข้าไม่ตอบรับคำท้าประลองเป็นตายของมันวันนั้น … หาไม่แล้วข้าต้องตกตายแน่ๆ !" ในช่วงไม่กี่วันมานี้เขาได้ฝันถึงเรื่องราวในวันนั้นหลายครั้ง …เรื่องราวที่ต้วนหลิงเทียนเอ่ยคำท้าประลองเป็นตายกับเขา
ทุกครั้งเขาจะหวาดกลัวจนสะดุ้งตื่น!
ทั่วทั้งร่างจะเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น!
แต่พอหวนนึกลับไปวันนั้น นับว่าเขาเลือกหนทางได้ถูกแล้ว …ถึงจะถูกผู้คนมองว่าขี้ขลาด ก็ยังนับว่าดีกว่าตกตาย!
ต้วนหลิงเทียนสามารถสังหารได้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6! แล้วเขาที่เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 เท่านั้น!
เขาสามารถจินตนาการได้เลย ว่าหากเขาขึ้นเวทีประลองเป็นตายกับต้วนหลิงเทียนแล้วจะเป็นอย่างไร… วันนั้นเขาต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
ต้วนหลิงเทียนคนนี้น่าหวาดกลัวเกินไป
เหล่าศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนที่เฝ้าจับตาดูต้วนหลิงเทียนก็เริ่มเคลื่อนไหว
"ต้วนหลิงเทียนข้ามสะพานโซ่ไปแล้ว ผู้ใดจะเป็นคนติดตามไป ส่วนข้าจะรีบไปรายงานผู้อาวุโสจ้าวหลิน?" หนึ่งในศิษย์กล่าวถามออกมา ซ้ำยังเลือกหนทางสบายก่อนใคร
ทั้งหมดเงียบไปไม่มีใครกล้ากล่าวอะไร
ต้วนหลิงเทียนคือตัวตนที่สังหารได้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้ขั้นที่ 6! พวกมันไม่กล้าเสี่ยงที่จะลอบติดตามเขาไป เพราะหากถูกอีกฝ่ายพบเจอมีหวังถูกทุบตีจนตาย!
"ข้าจะไปเอง" ทว่ากลับมีศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนหนึ่งกล่าวเสนอตัวออกมา
ต้วนหลิงเทียนพึ่งข้ามสะพานโซ่มาได้ไม่ทันไร ก็สัมผัสถึงคนที่กำลังเร่งรีบติดตามมาด้านหลัง
"อะไร! เป็นเจ้านี่อีกแล้ว! " ด้วยพลังวิญญาณที่แหลมคม ต้วนหลิงเทียนย่อมจับสัมผัสตัวตนของคนที่ลอบติดตามเขามาได้ และเขาพบว่ามันเป็นคนเดียวกันกับที่สะกดรอบตามเขาครั้งล่าสุด ซ้ำยังโดนเขาเปิดโปง
ดวงตาของต้วนหลิงเทียนเริ่มเย็นชาลงเล็กน้อย
ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนนี้ยังกล้ารับงานจ้าวหลินอีกหรือ?
นอกจากนี้ยังกล้าติดตามข้า?
ต้วนหลิงเทียนที่พึ่งมาถึงขุนเขาเทียนชูก็ใช้เวลาไม่นาน เขาก็หาเส้นทางเปลี่ยวร้างเส้นทางหนึ่ง
กล่าวให้ชัดก็คือ ต้วนหลิงเทียนคิดกระทำดั่งเช่นรอบที่แล้ว เขาจะแอบรอคอยมันมา แล้วกระทืบมันให้หนัก!
"ท่านต้วนหลิงเทียน ข้ารู้ว่าท่านสังเกตเห็นข้า ออกมาเถอะ แล้วอย่าพึ่งทุบตีข้า!" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนที่เลี้ยวตามมารีบกล่าวคำออกมาอย่างร้อนรน มันสูดลมหายใจ ก่อนที่จะรีบกล่าวสืบต่อ "ข้าไม่ได้มีเจตนาสะกดรอยท่านแต่อย่างไร ข้าแค่จะมาเตือนท่านว่า ตอนนี้นอกจากข้าแล้ว อาวุโสจ้าวหลินยังใช้ให้คนติดตามท่านอีก 2-3 คน …แล้วตอนนี้ก็น่าจะมีคนรีบวิ่งไปแจ้งผู้อาวุโสจ้าวหลินแล้ว อีกไม่นานเขาจะมาที่นี่ "
"หืม?" ต้วนหลิงเทียนเดินออกมาพร้อมมองไปยังศิษย์คนนี้ด้วยสายตาประหลาดใจ "แล้วนี่ทำไมเจ้าต้องมาช่วยข้าด้วยล่ะ?"
ศิษย์คนนั้นอายเล็กน้อย มันลูบหัวป้อยๆ พร้อมกล่าว "ก็เมื่อวานท่านจะฆ่าข้าก็ได้ แต่สุดท้ายท่านก็ไม่ได้ทำ… กล่าวไปข้าก็นับได้ว่าเป็นหนี้ชีวิตท่านแล้ว…"
ต้วนหลิงเทียนมองคนตรงหน้าด้วยสายตาลึกซึ้ง ในใจรู้สึกผิดคาดเล็กน้อย "โอ้…แล้วเจ้าชื่ออะไร?"
"ข้าชื่อ หวงจี้" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนรีบกล่าวโดยไม่รอช้า
ผับ!
ต้วนหลิงเทียนยกมือขึ้นก่อนที่จะปรากฏตั๋วเงินจำนวน 12,000 เหรียญทอง "หวงจี้ข้ารู้ว่าเจ้าช่วยจ้าวหลินเพราะต้องการเงิน … ตอนนี้ข้าจะมอบให้เจ้า 12,000 เหรียญทอง ต่อไปในอนาคตถ้าจ้าวหลินถามถึงข้า ก็ให้พามันไปเดินวนรอบๆ นิกายกระบี่ 7 ดาวเล่นๆซะบ้าง เพื่อให้มันมีความหวังสักเล็กน้อย แล้วค่อยให้มันกลับบ้านมือเปล่า" ในขณะที่กล่าวคำครั้งนี้ ต้วนหลิงเทียนแสยะยิ้มเล็กน้อย
หวงจี้รีบรับ 12,000 เหรียญทองพร้อมกล่าวตกลงทันที
ตั้งแต่เขาได้รับการละเว้นชีวิตจากต้วนหลิงเทียน เขาก็แค้นจ้าวหลินจับใจ
ตอนนี้เขามีโอกาสทำให้จ้าวหลินลำบากและทรมาน ซ้ำยังได้ทองตั้งมากมายทำไมเขาจะไม่กระทำ!
"เอาล่ะ…ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง ไม่อย่างนั้นล่ะก็ … " ตอนนี้ต้วนหลิงเทียนราวกับจะลูบหลังแล้วค่อยตบหัวอย่างไรอย่างนั้น มันเป็นการหยิบยื่นขนมหวานแล้วเอาดาบจี้คออย่างแท้จริง
"ไม่…ไม่กล้า ท่านอย่าได้กังวล ข้าจะทำให้ดีที่สุดไม่ให้ท่านผิดหวัง" หวงจี้รีบกล่าวคำออกมาอย่างจริงใจ
"ไปได้แล้ว" ต้วนหลิงเทียนส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนที่จะโบกมือ หลังจากนั้นเขาก็จากหวงจี้ไป …ไม่นานเขาก็เดินมาถึงสะพานโซ่ที่เชื่อมไปยังขุนเขาเหยากวง เขาข้ามมันไปไม่รอช้า
เมื่อต้วนหลิงเทียนมาถึงที่พักของอาวุโสไป่ เขาก็พบเจอศิษย์สตรีคนหนึ่งที่มีรูปร่างอ่อนแอ้นอรชร ซ้ำยังมีใบหน้างดงามไม่น้อย
เขาได้พบศิษย์สตรีคนนี้ 2 ครั้งแล้ว
ครั้งแรกก็เป็นวันที่ทดสอบรับศิษย์สายนอก นางได้ติดตามผู้อาวุโสไป่มาคัดเลือกศิษย์สายนอกด้วยเช่นกัน
ครั้งที่ 2 ก็เป็นที่ขุนเขาเหยากวงแห่งนี้ ตอนนั้นนางก็ยังติดตามอยู่ด้านหลังอาวุโสไป่เช่นกัน และดูเหมือนนางจะเป็นศิษย์ของอาวุโสไป่ นามว่าสั่วฉิง
กล่าวได้ว่านางเป็นศิษย์พี่ของลี่เฟย
"ศิษย์พี่สั่วฉิง" ต้วนหลิงเทียนยิ้มทักทายนางเล็กน้อย ในเมื่อนางเป็นศิษย์พี่ของลี่เฟยแล้ว ก็นับว่าเป็นศิษย์พี่ของเขาเช่นกัน
"ต้วนหลิงเทียน" ใบหน้าของสั่วฉิงเผยรอยยิ้มออกมาเมื่อพบต้วนหลิงเทียน "ใช่เจ้ามาหาศิษย์น้องหรือไม่?"
"ใช่แล้ว" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้าพร้อมยิ้มบางๆ
"เอาล่ะ เจ้ารอสักครู่ ข้าจะไปเรียกนางให้" สั่วฉิงรับคำก่อนที่จะหันหลังจากไป ไม่นานนางก็กลับมาอีกครั้ง คราวนี้มีสตรีที่งดงามรูปร่างเย้ายวนเดินตามนางมาด้วยคนหนึ่ง
สตรีคนนั้นมีใบหน้าราวกับนางฟ้านางสวรรค์ ทว่ามีรูปร่างเย้ายวนดังปีศาจ ทำให้ผู้คนที่จับจ้องไปยังร่างนางยากนักที่จะละสายตา ซ้ำยังอดไม่ได้ที่จะบังเกิดความคิดกดขี่ข่มเหงนางบนเตียงสักครา
"ตัวเลวร้าย!" สตรีคนนั้นเมื่อเห็นต้วนหลิงเทียน ดวงตาคู่สวยของนางก็เบิกกว้าง รีบถลันร่างมาเข้าอ้อมอกต้วนหลิงเทียนทันที
ต้วนหลิงเทียนรู้เพียงมีกลิ่นหอมโชยเข้าจมูกวูบหนึ่ง ก่อนที่ร่างบอบบ่างนุ่มนวลจะกอดเขาอย่างอบอุ่น เขายิ้มเล็กน้อยพร้อมลูบหัวสตรีที่ทิ้งตัวเข้าอ้อมกอดของเขา "เสี่ยวเฟย เกือบ 3 เดือนแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน… "
ลี่เฟยพยักหน้ารับคำเบาๆ นางซุกศีรษะน้อยๆไว้ในอ้อมอกแกร่งของต้วนหลิงเทียน และค้างเอาไว้ไม่ยกขึ้นมาอยู่เป็นเวลานาน
ต้วนหลิงเทียนยื่นมือไปลูบแผ่นหลังเรียบเนียนของลี่เฟยก่อนที่จะเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมา
สั่วฉิงเหลือบมองไปยังลี่เฟยอย่างยินดีเมื่อเห็นภาพนี้ แล้วนางก็เลือกที่จะเดินจากไป
นางย่อมรู้ดีว่ายามนี่คู่รักต้องการเวลาส่วนตัว
ตัวนางนั้นรู้สึกยินดีกับศิษย์น้องมากนัก ที่มีวาสนาได้พานพบบุรุษที่ยอดเยี่ยมดั่งต้วนหลิงเทียน เพียงชีวิตนี้ได้เคียงข้างบุรุษเช่นนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว
ต้วนหลิงเทียนได้กอดกับลี่เฟยอยู่เช่นนั้นอย่างเงียบๆเป็นเวลานาน … ภายในหุบเขาที่ร้างผู้คนนี้สองร่างอิงรับไออุ่นอย่างถวิลหา
"เสี่ยวเฟย อาวุโสไป่ไม่ได้อยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?" ปากของต้วนหลิงเทียนเริ่มเลื้อยไปขบติ่งหูลี่เฟยเบาๆ ก่อนที่จะกล่าวคำออกมาข้างหูนาง พร้อมทั้งเป่าลมเบาๆ
ร่างที่บอบบางของลี่เฟยสั่นสะท้าน นางย่อมล่วงรู้ความนัยของวาจา "อาจารย์มีเรื่องราวต้องออกไปกระทำด้านนอก…มิมีผู้ใด"
ด้านล่างของต้วนหลิงเทียนพลันร้อนระอุแข็งเกร็งขึ้นมาโดยพลันเมื่อได้ยินคำกล่าวของลี่เฟย ลมหายใจของเขาเปลี่ยนเป็นเร่งร้อนไม่น้อย ไม่รอช้ารีบก้มไปจับขา อุ้มลี่เฟยขึ้นมาด้วยท่าอุ้มเจ้าหญิงแล้วรีบวิ่งเข้าไปในบ้านไม้ที่ลี่เฟยอาศัยในบัดดล
ชายหนุ่มหญิงสาวที่ร้างรามานาน สานรักกันอย่างชุ่มฉ่ำ ปลอบประโลมความเหงาเปล่าเปลี่ยว เยียวยาจิตใจให้ชุ่มชื้น สองร่างอิงแอบแนบชิดติดกัน หนึ่งบนหนึ่งล่างถาโถมเสพสมมิรู้เบื่อ…
หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาดุดันราวพายุโถมกระหน่ำ จนสายน้ำสาดซัดกระเด็นหลายระลอก ต้วนหลิงเทียนก็โอบกอดลี่เฟยที่ร่างระทวยอย่างพึงพอใจ ให้นางนอนหนุนอกเขาพร้อมก้มไปพรหมจูบศีรษะน้อยๆ แล้วค่อยกล่าวคำ “เสี่ยวเฟย ยามข้ามาหาเจ้าครั้งที่แล้ว อาวุโสไป่บอกว่าเจ้ากำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการบ่มเพาะ …เจ้าทะลวงระดับแล้วใช่หรือไม่?”
ใบหน้าที่งดงามดั่งนางฟ้าขึ้นสีแดงระเรื่อเพราะพึ่งผ่านความสุขสม เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความยินดี ค่อยๆพยักหน้ารับเบาๆ"อื้อ ข้าตัดผ่านระดับแล้ว"
"ช่วงนี้ เจ้าได้เจอเค่อเอ๋อบ้างหรือไม่?" ต้วนหลิงเทียนอดคิดไปถึงสตรีอีกคนที่บอบบางน่าทะนุถนอมและให้ความรู้สึกอ่อนโยนราวสายน้ำยามสัมผัสอีกคนไม่ได้
"น้องหญิงเค่อเอ๋อติดตามปรมาจารย์ขุนเขาเหยากวงไปยังที่ห่างไกล … นางเคยมาหาข้า ก่อนที่พวกเราจะไปตามหาตัวท่าน แต่ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนไม่มีใครรู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน เลยไม่ได้พบเจอรล่ำลาท่าน" ลี่เฟยยื่นมือที่เนียนราวกับหยกมาลูบไปที่หน้าอกแกร่งของต้วนหลิงเทียน ก่อนที่จะใช้ปลายนิ้วขีดเขียนวนไปรอบๆ
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับ
เค่อเอ๋อได้รับการคุ้มครองจากปรมาจารย์ขุนเขาเหยากวง เขาเองก็ไม่ค่อยห่วงเรื่องความปลอดภัยของนางแล้ว
ลี่เฟยมองไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยแววตาลึกซึ้ง "ตัวเลวร้าย แล้วเจ้าไปอยู่ที่ใดกันแน่ ใยข้ากับน้องหญิงไปถามหาที่อยู่เจ้าจากผู้คน แต่หามีผู้ใดที่ล่วงรู้ที่อยู่เจ้าสักคน ช่างลึกลับนัก"
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวออกมาพร้อมยิ้มบางๆ "ฮ่าๆ เจ้าอย่าว่าแต่เหล่าศิษย์ของขุนเขาเทียนเฉวียนเลย กระทั่งผู้อาวุโส,ปรมาจารย์ขุนเขา หรือต่อให้ประมุขนิกายก็เถอะ ไม่มีทางที่จะมีใครล่วงรูว่าข้าอยู่ที่ไหน"
ใบหน้าที่งดงามของลี่เฟยเริ่มกลายเป็นซุกซน นางใคร่รู้นักว่าต้วนหลิงเทียนอยู่ที่ใดกันแน่
แน่นอนว่าต้วนหลิงเทียนย่อมไม่ปิดบังอะไรนาง เขาเริ่มเล่าเรื่องถ้ำหินย้อย 10,000 ปีที่พบเจอทันที
"เช่นนั้น ที่แท้มันเป็นถ้ำหินย้อย 10,000 ปีที่เจ้าพบเจอนมผา 10,000 ปี นี่เอง … ตัวเลวร้าย นี่เจ้าจะไม่มีโชควาสนาดีเกิดไปหน่อยหรือ ผู้อื่นอยู่ที่นี่มาเป็นพันๆปีแต่ไม่พบเจอ… นี่หากประมุขนิกายหรือพวกระดับสูงๆรู้เข้า พวกมันไม่อิจฉาเจ้าจนกระอักเลือดตายหรอกหรือ?” ลี่เฟยอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนุกสนาน เมื่อกล่าวจบใบหน้าของนางก็เผยรอยยิ้มขบขันออกมา
"แน่นอน โชคข้านับว่ายังไม่เลว" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับอย่างอารมณ์ดี เมื่อกล่าวถึงถ้ำหินย้อย เข้าก็อดคิดถึงเจ้าตัวน้อยทั้ง 2 ขึ้นมาไม่ได้ ไม่รู้ว่าป่านนี้พวกมันไปทำอะไรที่ไหน แล้วกินอยู่กันอย่างไรบ้าง