สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 296 : ฉีฮ่าว
บทที่ 296 : ฉีฮ่าว
หลังจากที่เตะร่างศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนนั้นจนปลิวกระเด็นไปแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็เคลื่อนร่างกระพริบวูบตามไป
เมื่อศิษย์คนนั้นคิดจะลุกขึ้นยืน ต้วนหลิงเทียนที่ติดตามมาถึง ก็ยกขาขึ้นก่อนที่จะกระทืบซ้ำลงไปอย่างแรง กลางอกของมัน พร้อมทั้งเหยียบคาเอาไว้
ปึกกก!! พรวด!
ร่างของมันกระแทกลงบนพื้นอีกครั้ง ซ้ำยังกระอักเลือดออกมาคำโต ขอเพียงต้วนหลิงเทียนออกแรกอีกนิดกระดูกซี่โครงหน้าอกของมันต้องแหลกเหลว ตอนนี้ใบหน้ามันซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"ใครเป็นคนส่งเจ้ามา? พูด!" น้ำเสียงของต้วนหลิงเทียนยังคงสงบเรียบนิ่ง แต่แววตาของเขานั้นเย็นชาอำมหิตลงเรื่อยๆ ราวกับจะบอกศิษย์คนนี้ว่า ความอดทนเขามีจำกัด
"มิมี… มิมีผู้ใดส่งข้ามา … จริงๆ!" ศิษย์คนนั้นมองมาด้วยสายตาลังเลครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวคำออกมาอย่างตื่นตระหนก ทว่าท่าทางของมันแลดูลุกลี้ลุกลนราวกับมีความกังวลบางประการ
"ดี! ดีมาก!" สายตาต้วนหลิงเทียนพลันเปลี่ยนเป็นไร้อารมณ์ถึงขีดสุดเมื่อเห็นว่ามันยังยืนกรานปากแข็งไม่เลิก เขาเรียกกระบี่ออกจากแหวนมิติมาถือไว้ในมือ จิตสังหารเริ่มคุกรุ่นออกมา
"ยะ… อย่า … " ศิษย์คนนั้นที่ถูกต้วนหลิงเทียนเหยียบอกเอาไว้เริ่มกล่าววิงวอนออกมา ใบหน้ามันยามนี้ซีดจนไร้สีเลือด
"ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดดีๆ อีก 10 ลมหายใจ… หลังจาก 10 ลมหายใจผ่านไป หากเจ้ายังกล้ากล่าวความเท็จ ข้าจะส่งเจ้าไปลงนรกซะ! เจ้าเองก็น่าจะรู้ว่าถึงแม้นิกายจะมีกฎห้ามศิษย์สังหารกัน แต่หากเจ้าตกตายแล้วถูกทำลายซากศพเล่า? ยังจะมีใครเอาผิดข้าได้ " ต้วนหลิงเทียนเริ่มคอนกระบี่ในมือพร้อมกวัดแกว่งไปมาอย่างช้าๆ ราวกับกำลังโอบกอดคนรักอย่างอ่อนโยนอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อคำพูดไร้อารมณ์ของต้วนหลิงเทียนเข้าหูศิษย์คนนั้น ทำให้ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวทันที ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวถึงขีดสุด
มันรู้ดีว่าอะไรที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวนี้ ย่อมเป็นความจริงแท้แน่นอน!
หากมันตกตายในสถานที่เปลี่ยวร้างห่างไกลนี่! ถึงแม้จะไม่ได้ทำลายซากศพ แต่กว่าจะมีคนพบศพอย่างน้อยๆก็ต้องอีก 2-3 วันหลังจากนี้
ถึงตอนนั้นแม้นิกายกระบี่ 7 ดาวจะมีมือดีด้านค้นหาร่องรอยมากมายขนาดไหนก็ตาม ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะหาว่าใครเป็นผู้ลงมือสังหารมัน
ดังนั้นหากมันถูกต้วนหลิงเทียนฆ่าตายวันนี้ล่ะก็ …มันไม่ต่างอะไรกับตายเปล่า!
"ชีวิตเจ้า…ยังเหลือเวลาอีก 5 ลมหายใจ" สายตาต้วนหลิงเทียนจับจ้องไปยังศิษย์ใต้ฝ่าเท้าอย่างกระหายเลือดพร้อมยิ้มแสยะ ตอนนี้ในแววตาอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความหวาดกลัว กระบี่ในมือเริ่มจี้ไปที่กลางอกบริเวณหัวใจก่อนจะเริ่มขีดเขียนอักษร ตาย อย่างช้าๆ
"เหลืออีก 3 ลมหายใจ" ในขณะกล่าวคำนี้ คราวนี้น้ำเสียงต้วนหลิงเทียนเย็นลงเล็กน้อย
กระบี่ในมือของเขาเริ่มหยุดนิ่งราวกับพร้อมจะส่งแรงแทงลง ได้ทุกเวลา! …
"พูดแล้ว ข้าพูดแล้ว อย่าทำข้า! อย่าทำข้าเลย!!" ในที่สุดศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนนี้ก็ไม่อาจทนแรงกดดันอันบีบคั้นจิตใจจากต้วนหลิงเทียนได้ ใบหน้ามันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว น้ำตาเริ่มไหลออกมาอย่างน่าเวทนา มันรู้ว่าหากยังไม่กล่าวคำกระบี่ต้วนหลิงเทียนต้องทะลวงหัวใจมันแน่
"พูด" ต้วนหลิงเทียนมองไปยังศิษย์คนนั้นด้วยสายตาเย็นชา พร้อมกล่าวคำ"หากข้ายังเห็นว่าเจ้ามีท่าทางโกหกอีกล่ะก็ คราวนี้อย่าได้หาว่าข้าไร้เมตตา"
"ไม่กล้าแล้ว … ข้าไม่กล้าแล้ว… ข้าไม่กล้าโกหกท่านแล้ว!" ศิษย์ใต้ฝ่าเท้ากล่าวออกมาอย่างร้อนรน มันรีบพูดซ้ำๆออกมา ก่อนที่จะรีบเอ่ยความจริง "ปะ…เป็นผู้อาวุโสจ้าวหลินที่ใช้ให้ข้ามาสะกดรอยตามท่าน เขาบอกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้าพบท่านที่ขุนเขาเทียนเฉวียนให้ข้ารีบไปรายงาน แล้วถ้าเกิดข้าสามารถตามท่านไปจนเจอสถานที่ๆท่านใช้บ่มเพาะได้ เขาจะให้รางวัลกับข้า 10,000 เหรียญทอง"
จ้าวหลิน?
ใบหน้าต้วนหลิงเทียนลดต่ำลงเล็กน้อย
เขาไม่คิดเลยว่าจะเป็นไอจ้าวหลินบัดซบนั่น! อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้อีกครั้ง!
ไอจ้าวหลินบัดซบนี่ มันส่งคนมาหาเรื่องเขาเพื่อชิงวิชาคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูกที่เขาแต่งเรื่องขึ้นมาหลายครั้งแล้ว กระทั่งเขาไปล่าสัตว์ตั้งนาน กลับมามันก็ยังกระทำเช่นเดิม!
จ้าวหลินผู้นี้ดูท่าแล้วคงไม่คิดเลิกรา!
"ต้วนหลิงเทียน ข้ากล่าวบอกต่อท่านหมดแล้ว ได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด อย่าทำข้าเลย … "ศิษย์ที่ถูกเหยียบมองไปยังต้วนหลิงเทียนที่กำลังครุ่นคิดราวกับลังเล ก่อนที่จะรีบกล่าวออกมาอย่างตื่นตระหนก นี่เป็นเพราะมันกลัวว่าต้วนหลิงเทียนจะกลับคำพูด!
ต้วนหลิงเทียนยกขาที่เหยียบอกมันเอาไว้ขึ้น ก่อนที่จะมองมันด้วยสายตาไม่แยแส "เป็นการดีซะกว่าหากเจ้าไม่รายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ต่อจ้าวหลิน… "
"ไม่บอก ข้าไม่บอกแน่นอน" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนรีบกล่าวให้คำมั่นออกมา
"ไสหัวไป"ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสงบไม่แยแส
"ไปแล้ว ข้าไปแล้ว ไปเดี๋ยวนี้แล้ว!!" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนรีบคลานสุดกำลังพุ่งไปว่องไวดั่งกิ้งก่า ก่อนที่จะลุกขึ้นอย่างทุกลักทุเล ก่อนที่จะรีบวิ่งเตลิดหนีไปอย่างน่าสงสาร ไม่นานมันก็หายไปจากสายตาของต้วนหลิงเทียน
หลังจากที่ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีใครตามมาอีกต้วนหลิงเทียนก็เดินวนไปวนมาตามเส้นทางต่างๆ ก่อนที่จะกลับไปยังยอดเขาเทียนเฉวียน แล้วก็โดดผาเข้าไปในถ้ำหินย้อย
ต้วนหลิงเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อยขณะที่นั่งบนก้อนศิลา "จ้าวหลินนี่มันไม่คิดเลิกราเรื่องวิชาบ่มเพาะเก๊นั่นจริงๆ … ตอนนี้ข้าก็เผยความสามารถที่สามารถจัดการผู้ฝึกยุทธ์ขั้นที่ 6 ได้ออกไปแล้ว คราวนี้มันคงต้องลงมือจัดการข้าด้วยตัวเองแน่ๆ " ต้วนหลิงเทียนแน่นอนว่าย่อมเดาความคิดจ้าวหลินได้
ตอนนี้เองในใจเขาก็เริ่มหวั่นๆอยู่ไม่น้อย
โชคดีที่วันนี้ระหว่างทางที่เขาเดินมา มีศิษย์คนอื่นๆอยู่บนเส้นทางไม่น้อย
เขานึกภาพออกเลยว่าถ้าหากเผลอไปเดินในที่เปลี่ยวร้างไร้ผู้คนสัญจร แล้วดันเป็นช่วงที่จ้าวหลินสะกดรอยตามเขามาพอดีล่ะก็ …เขาคงหนีความตายไม่พ้น!
ดูจากความโลภของมันที่มีต่อวิชาคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นชำระไขกระดูกที่เขาแต่งเรื่องมาแล้ว มันต้องลงมือสังหารเขาอย่างไม่ลังเลแน่นอน!
"น่าเสียดายนัก ที่ข้าไม่อาจพาฉงเฉวียนติดตามมาได้ …การลงมือที่รุนแรงที่สุดของข้าอย่างอาคมเพลิงผลาญก็ยังไม่อาจจัดการกับมันได้" ใบหน้าของต้วนหลิงเทียนลดต่ำลงเล็กน้อย พร้อมหายใจเข้าลึกๆ "ดูเหมือนว่าต่อไปเวลาไปไหนมาไหนในนิกาย ข้าต้องระวังตัวให้มากเข้าไว้ … หากเปิดโอกาสให้จ้าวหลินล่ะก็ มันต้องฆ่าข้าได้แน่!"
ภายใต้อารมณ์ตึงเครียดบีบคั้น ต้วนหลิงเทียนรีบหยิบโอสถเร่งพลังกำเนิดออกมากิน แล้วก็ปิดตา เริ่มโคจรสั่งสมพลังทันที
วิชา 9 มังกรจักรพรรดิสงคราม รูปแบบ นาคาพิโรธ!
ต้วนหลิงเทียนรู้ดีว่าหนทางที่จะเป็นราชาไร้ผู้ใดต่อต้านได้มีเพียง บรรลุความแข็งแกร่งเหนือล้ำกว่าผู้อื่นเท่านั้น!
หากตอนนี้เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับแรกสัมผัสธรรมชาติ เขายังต้องกริ่งเกรงจ้าวหลินอีกหรือ?
บ่มเพาะ! บ่มเพาะ!
โลหิตในร่างต้วนหลิงเทียนระอุขึ้นมา พลังงานต้นกำเนิดเองก็โคจรหมุนวนรอบแล้วรอบเล่าด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง ทุกรอบเองพลังงานก็จะเพิ่มพูนขึ้นเล็กน้อย
การบสั่งสมพลังงานของต้วนหลิงเทียนกำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเร็วในการบ่มเพาะขนาดนี้ ต้วนหลิงเทียนมั่นใจว่า เขาจะตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 ได้ในเวลาอันสั้น!
ภายในหุบเขาแห่งหนึ่งของขุนเขาเทียนเฉวียน แสงตะวันสาดส่องลงมาอย่างร้อนแรง
"เกิดอะไรขึ้น? มันปรากฏตัวแล้วรึไง" จ้าวหลินกล่าวถามออกมาอย่างเฉยเมยขณะที่เห็นศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน
"ใช่แล้วขอรับท่านผู้อาวุโสจ้าวหลิน เขากลับมาจากขุนเขาเทียนชูแล้ว" ศิษย์คนนั้นรีบพยักหน้า
"อะไร?แล้วเจ้าได้สะกดรอยตามมันไปหรือไม่? หากเจ้าสามารถค้นพบสถานที่ๆมันใช้บ่มเพาะพลังได้ ข้าจะให้เหรียญทองเจ้า 10,000 เหรียญ" จ้าวหลินจับจ้องไปยังศิษย์ตรงหน้าด้วยสายตาลึกซึ้ง กล่าวคำยั่วยวนออกมา
10,000 เหรียญทอง?
ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนอดไม่ได้ที่จะสาปแช่งจ้าวหลินในใจเมื่อได้ยินคำนี้!
‘เพราะความโลภเงิน 10,000 เหรียญทองบัดซบของเจ้า ทำให้ข้าเกือบฉิบหายตายห่า! โชคดีแค่ไหนแล้วที่ต้วนหลิงเทียนไม่ลงมือด้วยอำมหิต หาไม่แล้วข้าต้องตายเพราะเงินอุบาทว์ 10,000 เหรียญทองนี่ของเจ้า!’
อย่างไรก็ตามศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนยังคงแสดงท่าทีช่วยไม่ได้ พร้อมหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม "อาวุโสจ้าวหลิน ข้าเองก็ต้องการ 10,000 เหรียญทองจากท่านเช่นกัน …แต่ข้าไร้สามารถ มิอาจติดตามเขาไปได้"
จ้าวหลินพยักหน้าและไม่คิดว่ามันแปลกอะไร
เพราะขนาดตัวเขาเองยังไม่อาจสะกดรอยตามต้วนหลิงเทียนไปได้
"เจ้าแน่ใจใช่หรือไม่ ว่ามันกลับมายังขุนเขาเทียนเฉวียนแล้ว?" จ้าวหลินยังคงถามออกมาเพื่อยืนยัน
"ข้ามั่นใจขอรับ" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนรีบกล่าวรับคำออกมาอย่างมั่นใจ
“เช่นนั้นเจ้าก็ช่วยข้าจับตาดูมันเอาไว้ … แล้วรีบมาแจ้งข้าทันทีหากมันกำลังจะเดินทางออกจากขุนเขาเทียนเฉวียน เอาล่ะ รับนี่ไป! เจ้าสมควรได้รับมัน” จ้าวหลินพยักหน้ารับพร้อมกล่าวคำอีกเล็กน้อย ก่อนที่จะหยิบ 1,000 เหรียญทองยื่นสงให้ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียน
"ขอบคุณขอรับ ผู้อาวุโสจ้าวหลิน" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนรีบกล่าวคำออกมา แน่นอนว่าตัวมันไม่ยอมพูดเรื่องราวในวันนี้ ตามคำมั่นที่กล่าวไว้กับต้วนหลิงเทียน
เพราะมันก็รู้ดีหากกล่าวออกไปแล้ว นอกจากจะทำผิดต่อต้วนหลิงเทียนจนชะตาต้องขาดแน่แล้ว กระทั่ง 1,000 เหรียญทองอันหอมหวานนี่ยังไม่ได้รับ!
"เอาล่ะ ต่อไปก็ทำตามคำสั่งข้า รับรองข้าจะตอบแทนเจ้าอย่างยุติธรรม" จ้าวหลินพยักหน้าพร้อมกับโบกมือ "ไปได้แล้ว"
"ขอรับ" ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนรีบจากไปทันที เมื่อออกมาพ้นหุบเขาแล้วมันก็ปาดเหงื่อเล็กน้อย พร้อมระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
…
ภายในเมืองไผ่ดำนี้ มีตระกูลใหญ่อยู่ 2 ตระกูล โดยทั้ง 2 ตระกูล ก็ได้แย่งกันครอบครองธุรกิจ 1 ใน 3 ของธุรกิจที่มีทั้งหมดภายในเมืองไผ่ดำแห่งนี้ …
ส่วนอีก 2 ธุรกิจนั้น แน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้การครอบครองของนิกายกระบี่ 7 ดาว!
ตระกูลฉีเองก็นับว่าเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งของเมืองไผ่ดำ
ร่างที่ว่องไวดั่งสายลมหนึ่งปราดวูบมาอย่างรวดเร็ว หมายพุ่งผ่านประตูใหญ่ของตระกูลฉีเข้าไป
"ผู้ใด?!" ใบหน้าของผู้เฝ้าประตูเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด ก่อนที่จะพุ่งออกมาขวางผู้มาทันที
ผัวะ! ผัวะ!
เสียงหนักหน่วงดังขึ้น เป็นผู้เฝ้าประตูทั้ง 2 คนที่ถูกเตะจนกระเด็น!
เมื่อพวกมันตั้งตัวได้ก็รีบลุกขึ้นยืนและคิดส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือทันที แต่พอพวกมันได้เห็นว่าผู้บุกรุกยังคงยืนอยู่หน้าประตูด้วยท่าทางเย็นชา ความหวาดกลัวบนใบหน้าของพวกมันก็จางหายไป แปรเปลี่ยนเป็นความเคารพทันที
"อ้า ที่แท้เป็นท่านองหรือขอรับ นายน้อย!" คนเฝ้าประตูรีบคารวะอย่างนอบน้อม
"เจ้าทั้ง 2 นับว่ากล้าหาญนัก กระทั่งออกมาขวางทางข้านายน้อยผู้นี้!" ใบหน้าอัปลักษณ์ของชายที่กล่าวคำเผยความไม่พอใจออกมา ดวงตาอสรพิษเองก็เรืองวูบเผยแววตามืดมน
หากต้วนหลิงเทียนอยู่ตรงนี้คงจดจำชายหนุ่มคนนี้ได้ทันที
ชายหนุ่มคนนี้เป็นคนเดียวกันกับชายหนุ่มที่รีบร้อนวิ่งลงเขาด้วยความรวดเร็วดั่งพายุ มันเป็นคนที่วิ่งสวนเขาไปตอนที่เขาเดินอยู่บนทางขึ้นเขาเทียนชู หลังจากที่กลับเข้านิกายมาจากป่าแรกเริ่ม
"นายน้อย! โปรดอภัยให้พวกเราด้วย พวกเราไม่รู้ว่าเป็นนายน้อยจริงๆขอรับ" คนเฝ้าประตูรีบคุกเข่ากล่าวคำอ้อนวอนออกมาทันที ใบหน้าของพวกมันทั้งคู่เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ราวกับบุรุษตรงหน้าเป็นมารร้ายน่าหวาดหวั่น
"พอได้แล้ว ข้ามิมีเวลามาเสียเวลากล่าววาจากับพวกเจ้า …รีบตอบข้ามา น้องหญิงข้ากลับมาแล้วหรือไม่ ใยข้าไม่เจอนางที่นิกาย บ้านพักที่นางใช้เป็นที่บ่มเพาะในหุบเขานั่น ก็ทิ้งร้างไว้นานแล้ว กระทั่งป้ายศิลาสีฟ้าหน้าทางเข้าก็ถูกทำลาย มันเกิดอะไรขึ้น พูด!”
คนเฝ้าประตูทั้ง 2 คนเมื่อได้ยินคำถามของนายน้อย พวกมันก็เผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาอย่างจนใจ…
"อะไร! หรือมีอันใดเกิดขึ้นกับน้องหญิง ? รีบบอกข้ามา" ใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มเต็มไปด้วยโทสะเจือความกังวล เนื่องจากในใจบังเกิดสังหรณ์อัปมงคลขึ้นมาประการหนึ่ง
"นายน้อย…นายหญิงน้อย …นาง… นางถูกคนทำลายตันเถียนไปแล้วขอรับ!" คนเฝ้าประตูคนหนึ่งกล่าวคำออกมาอย่างขื่นขม
"อะไรนะ?!" ร่างกายของชายหนุ่มสั่นระริก ดวงตา 3 เหลี่ยมดั่งอสรพิษมันเผยประกายเย็นชาเหน็บหนาวออกมา “ใคร? เป็นผู้ใดกัน? ตัวบัดซบตัวใดมันกล้ากระทำระยำกับน้องสาวข้า! บัดซบ! ไม่ว่ามันจะเป็นใครหน้าไหน ข้าเจอตัวมันเมื่อไหร่ ข้าจะให้มันตายไร้ที่ฝัง!