สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 295 : สมบัติอันยิ่งใหญ่ใน ดินแดนรอบนอก
บทที่ 295 : สมบัติอันยิ่งใหญ่ใน ดินแดนรอบนอก
ไม่ว่าจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ ตอนนี้ต้วนหลิงเทียน นับว่าพึงพอใจในความแข็งแกร่งที่เขามี
แม้กระทั่งดินแดนลับแล หรือดินแดนรอบนอกที่อยู่นอกพื้นที่สำรวจ ความสามารถระดับนี้ในวัยเพียงเท่านี้ก็ถูกมองว่าไม่เลวแล้ว …
ถูกแล้ว …มันยังถูกมองว่าไม่เลวเท่านั้น!
จากความทรงจำของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด จำนวนผู้เชียวชาญและขุมลังที่น่ากลัว ในดินแดนรอบนอกนั้น ก็เปรียบเสมือนก้อนเมฆในท้องฟ้า มีกระทั่งขุมพลังที่ครองอำนาจมาแล้วนับ 10,000 ปี
คนรุ่นต่อๆไปที่ได้รับสืบทอดหรือส่งเสริมจากขุมพลังเหล่านี้ ล้วนทรงพลังอย่างน่ากลัว
บางคนที่นับว่าเป็นอัจฉริยะที่อยู่ในหมู่อัจฉริยะนั้น มันอยู่ในระดับวิญญาณแรกก่อตั้ง ทั้งๆที่มีอายุเท่าต้วนหลิงเทียนแล้วด้วยซ้ำ!
แต่แน่นอนว่าเหตุผลที่ระดับบ่มเพาะของคนเหล่านั้นก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ก็เพราะพวกมันมีทรัพยากรในการบ่มเพาะชั้นเลิศ ถึงแม้ว่าพวกมันจะไม่ได้ใช้โอสถที่มีความบริสุทธิ์ สูงกว่า 90% แบบเดียวกันกับที่ต้วนหลิงเทียนหลอมใช้เอง แต่พวกมันก็มีผลไม้วิญญาณเลิศล้ำมากมายให้ใช้
ผลไม้วิญญาณเหล่านั้น นับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าทั้งสิ้น ภายใต้สวรรค์และโลกนี้ผู้ที่จักได้พานพบนั้นมีเพียงผู้ที่มีวาสนาเท่านั้น ไม่ใช่ใครคิดหาแล้วก็เจอ ถึงแม้คิดค้นหาก็ยากเย็นนัก
อาจกล่าวได้ว่าเหล่าอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะเหล่านั้นส่วนมากแล้วก็พึ่งพาสมบัติสะท้านฟ้าดินเช่นนี้ทั้งสิ้น นับว่ามันเป็นอะไรที่เหนือจินตนาการผู้คนธรรมดาสามัญนัก …
“มองไปทั่วทวีปเมฆาล่องนี้ พรสวรรค์ตามธรรมชาติของข้ายามนี้กล่าวได้ว่าสูงสุดยอดแล้ว…ตราบใดที่ข้าแข็งแกร่งมากพอในอนาคต ข้าจะออกจากพื้นที่ของราชวงศ์ฮั่นยิ่งใหญ่นี่ เพื่อมุ่งหน้าไปยังดินแดนลับแล แล้วข้าจะไปเอาสมบัติอันยิ่งใหญ่ ที่จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดเหลือทิ้งไว้สำหรับใช้ในชีวิตที่ 3!”
วิชา ไตรชีพกำเนิด ที่จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดฝึกฝนอยู่นั้น จำเป็นต้องพบพานกับชีวิต 3 รอบวัฏจักรถึงจะบรรลุสู่ความสมบูรณ์แบบ
ดังนั้นในช่วงชีวิตแรกของจักรพรรดิดกลับชาติมาเกิด ก็ได้ทิ้งสมบัติเอาไว้มากมาย เพื่อให้ได้ใช้บ่มเพาะในชีวิตที่ 2 … และในช่วงชีวิตที่ 2 นั้นจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดก็ได้ทิ้งสิ่งของเอาไว้ดั่งเช่นครั้งแรก เพื่อให้ตัวมันได้ใช้เพื่อบรรลุสู่ระดับจักรพรรดิขั้นสูงสุดโดยเร็วที่สุด!
และในช่วงชีวิตที่ 2 ตอนที่จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดวางแผนที่จะฝึกวิชา ไตรชีพกำเนิด ให้บรรลุในช่วงชีวิตที่ 3 นี้นั้น มันก็ก็ได้ทิ้งสมบัติที่มากมายมหาศาลเอาไว้!
แน่นอนว่าสมบัติเหล่านั้นมันต้องเหนือล้ำกว่าที่ใครจะคาดคิด
ผลไม้วิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วน!
โอสถมากมายที่ทิ้งไว้ก็เป็นโอสถระดับ ราชวงศ์! อาวุธวิญญาณเองก็มีระดับราชวงศ์! กระทั่งอาคมจารึกที่ทิ้งไว้ ก็ยังเรียกได้ว่าเป็นอาคมจารึกที่ท้าทายสวรรค์ ล้วนเป็นระดับขีดขั้นที่คนธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้ …
นอกจากนั้นก็ยังมีสิ่งต่างๆอีกมากมาย
มากมายจนนับไม่ถ้วน!
สมบัติทั้งหมดนี้ถูกจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดเก็บไว้ใน แหวนมิติ ระดับราชวงศ์ แหวนมิตินี้ถือได้ว่ามันเป็นอาวุธวิญญาณชนิดหนึ่ง
จากความทรงจำของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดนั้น พื้นที่ภายในของแหวนมิติวงนั้น ยังใหญ่โตมากยิ่งกว่าพื้นที่ของบ้านเดี่ยวพร้อมลานกว้างของเขาที่อยู่ในเมืองหลวง อาณาจักรนภาล่องด้วยซ้ำ! …
ลมหายใจของต้วนหลิงเทียนถี่รัวขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ทุกๆครั้งที่เขาหวนกลับไปดูความทรงจำเรื่องสมบัติของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด ต้วนหลิงเทียนก็อดไม่ได้ที่จะบังเกิดความรู้สึกตื่นเต้น!
เพราะทั้งหมดนั่นจะเป็นของเขาในอนาคต!
“บางทีจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดนั่น คงไม่เคยคิดฝันเลยมั้ง ว่าของทั้งหมดที่มันอุตส่าห์เตรียมเอาไว้ใช้ในชีวิตที่ 3 จะต้องตกมาเป็นประโยชน์กับข้าแบบนี้” ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาช้าๆ เพื่อระงับอารมณ์ร้อนรุ่มในอก
สำหรับเขา สิ่งของที่จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดเหลือทิ้งไว้นั้น มันเขย่าขวัญผู้คนอย่างแท้จริง! …
มันเป็นสิ่งของที่มีค่ามากที่สุดในทวีปเมฆาล่อง!
โอสถ และอาวุธวิญญาณระดับราชวงศ์ … ทั้งหมดนี่เป็นสิ่งของที่จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดสามารถสร้างได้ในช่วงชีวิตที่ 2!
‘กระทั่งตอนนี้ อาจจะยังไม่มีผู้หลอมโอสถหรือผู้หลอมศาสตราระดับราชวงศ์ ปรากฏตัวขึ้นในทวีปเมฆาล่องด้วยซ้ำ’ ต้วนหลิงเทียนคิดในใจ
ในช่วงชีวิตที่ 2 ของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดนั้น อย่าได้พูดถึง ผู้หลอมโอสถและผู้หลอมศาสตราระดับราชวงศ์เลย.. กระทั่งผู้หลอมโอสถและผู้หลอมศาสตราระดับกึ่งราชวงศ์ ยังไม่มีให้เห็นด้วยซ้ำ!!
ต่ำกว่าตัวจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดนั้น ระดับผู้หลอมโอสถกับผู้หลอมศาสตรา ก็ยังเป็นเพียงผู้หลอมโอสถและผู้หลอมศาสตราระดับ 1 เท่านั้น
"ข้าต้วนหลิงเทียน หลังจากนี้อีกไม่กี่ปี ต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดของทวีปเมฆาล่องแห่งนี้ดั่งเช่นจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด! … ไม่สิ ข้าจะต้องเหนือล้ำยิ่งกว่าจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดให้ได้!" สายตาของต้วนหลิงเทียนจับจ้องไปข้างหน้าอย่างเลื่อนลอยทว่าแฝงความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ในใจของเขาได้ตั้งปณิธานนี้ไว้และไม่อาจมีใครมาสั่นคลอนมันได้!
"นี่ข้าคิดไปถึงไหนกันล่ะเนี่ย?" ต้วนหลิงเทียนฟื้นจากภวังค์ เลิกคิดเรื่อยเปื่อย "เฮ่อ… สงสัยนักว่าเจ้าตัวน้อย 2 ตัวตอนนี้มันไปอยู่ไหนกัน … เอาล่ะถ้าใช้กระบี่ระดับ 7 นี่กับพลังสั่นสะเทือน สัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 9 ข้าน่าจะยังรับมือได้อยู่ เข้าไปลึกอีกสักหน่อยดีกว่า …ด้วยความแข็งแกร่งทั้งหมดที่ข้ามี หากไม่ใช่สัตว์อสูรระดับวิญญาณแรกก่อตั้งคงไม่ลำบากอะไร "
ต้วนหลิงเทียนครุ่นคิดในใจเล็กน้อย ก่อนที่จะเริ่มตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบๆ เพื่อดูว่าจะเจอร่องรอยที่อสรพิษน้อยทั้ง 2 ตัวเหลือเอาไว้หรือไม่
ส่วนเรื่องที่จะเข้าไปยังป่าแรกเริ่มส่วนที่ลึกกว่านี้ ต้วนหลิงเทียนยังไม่กล้าคิดเรื่องนั้น
ถึงแม้ว่าเขาจะสามารถใช้อาคมกร่อนกระดูกสังหารสัตว์อสูรได้ แต่อาคมกร่อนกระดูกก็ไม่ใช่อาคมจารึกที่ราคาถูกๆ มันต้องใช้จ่ายเงินค่าวัตถุดิบไปไม่น้อย ต้วนหลิงเทียนจึงไม่อาจหักใจเอามาใช้เล่นได้
ถึงแม้ตัวเขาเองจะร่ำรวยไม่น้อย แต่ก็ยังแบกรับค่าใช้จ่ายขนาดนั้นไม่ไหว
นอกจากนี้ถึงเงินในแหวนมิติเขาจะเยอะ แต่ก็ใช่ว่าจะจารึกอาคมกร่อนกระดูกได้มากมายอะไร
มากที่สุดก็เพียงพอให้เขาจารึกอาคมได้เพียง 50-60 จารึกเท่านั้น
"ฮึ่ม เจ้าตัวน้อยทั้ง 2 ช่างทำให้ข้าเป็นห่วงนัก เจอเมื่อไหร่ต้องสอนให้รู้เรื่องแล้ว" ต้วนหลิงเทียนทั้งห่วงกังวลทั้งขุ่นเคือง ทำได้เพียงตั้งหน้าตั้งตาเดินเข้าป่าไปอีกเล็กน้อย แล้วพยายามค้นหาร่องรอยรอบๆ …
ในระหว่างทาง กระทั่งสัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 9 เขาก็ยังได้พบเจอ!
สัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 9 นี้มันมีความแข็งแกร่งสูงถึง 120 ช้างแมมมอธโบราณ …
อย่างไรก็ตามต้วนหลิงเทียนนั้นเดิมมีความแข็งแกร่ง 81 ช้างแมมมอธโบราณ และเมื่อใช้อาวุธวิญญาณระดับ 7 ตัวเขาก็สามารถใช้กำลังได้มากกว่า 100 ช้างแมมมอธโบราณ
และเมื่อผสานกับพลังสั่นสะเทือน นับว่าเป็นเรื่องยากที่สัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 9 จะทานทนการโจมตีจากเขาได้
แต่แน่นอนว่าในยามที่พบเจอสัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 9 นั้น ในแง่ของความเร็วและการซ่อนตัวนั้น ทำให้ต้วนหลิงเทียนลำบากไม่น้อย
ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสัตว์อสูรที่มีขนาดมหึมา…อันนั้นจะอย่างไรซ่อนไปก็เห็น
ต้วนหลิงเทียนได้ตระเวนไปรอบๆป่าแรกเริ่มรอบนอกส่วนลึกอยู่ถึง 10 วัน 10 คืน …
และตลอดระยะเวลา 10 วัน 10 คืนนี้ แน่นอนว่าเขาต้องนอนในป่า
หลังจาก ค้นหาไปทั่วบริเวณลึกสุดเท่าที่เขาจะไปได้ในป่าแรกเริ่มกว่า 10 วัน แล้วไม่พบเจอร่องรอยอสรพิษน้อยทั้ง 2 ตัว ต้วนหลิงเทียนก็เลือกที่จะเดินทางกลับ
"เฮ่อ ช่างมันเถอะ ข้าคงต้องรอให้พวกมันกลับมาเอง …ดูท่าแล้ว พวกมันคงไปเที่ยวเล่นส่วนลึกของป่าแรกเริ่ม จนลืมเวลาแน่นอน" ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวไปมาอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนที่จะหันหลังเพื่อเดินทางกลับนิกาย
ในระหว่างทางที่กลับจากป่าแรกเริ่มนั้น เขาก็พบเจอเหล่าศิษย์ที่ออกมาล่าสัตว์อสูรบ้างประปราย และจากเครื่องแต่งกายก็รู้ว่าพวกมันเองก็เป็นศิษย์สายนอกเท่านั้น
ต่อมาไม่นานต้วนหลิงเทียนก็กลับมาถึงนิกายกระบี่ 7 ดาว
เมื่อเข้ามาแล้วต้วนหลิงเทียนก็เดินขึ้นเขาเทียนชูมาเรื่อยๆ
ฟุ่บ!
ทันใดนั้นเองบังเกิดสายลมกรรโชกราวกับระเบิดพุ่งมาจากด้านหน้า ต้วนหลิงเทียนที่กำลังเดินขึ้นเขาอยู่นั้นก็เงยไปมองพร้อมขมวดคิ้ว และเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเขาก็เห็นร่างที่กำลังพุ่งลงมาราวกับสายฟ้า
แต่ถึงแม้ความเร็วของคนๆนี้จะรวดเร็วมาก แต่ต้วนหลิงเทียนก็ยังเห็นใบหน้ามันได้อย่างชัดเจน
ชายหนุ่มคนนี้มีใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ดวงตา3 เหลี่ยมดั่งอสรพิษนี้ …ทำให้ต้วนหลิงเทียนบังเกิดความรู้สึกคลับคล้ายคลับคลา แต่เขาก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน
เขาเหลือบไปมองที่เสื้อก็พบว่าอีกฝ่ายยังมีตราสัญลักษณ์แสดงว่าเป็นศิษย์สายนอกเช่นเดียวกัน
ที่สำคัญคือ ยามที่ศิษย์สายนอกคนนี้ใช้พลัง เหนือศีรษะของมันฉายเงาร่างช้างแมมมอธโบราณออกมาถึง 100 ตัว…
ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7!
ต้วนหลิงเทียนขยับตัวหลบให้มันเล็กน้อย เพราะเห็นท่าทางอีกฝ่ายจะรีบร้อนอย่างมาก
ในตอนที่ศิษย์คนนั้นพุ่งผ่านต้วนหลิงเทียนไป แรงลมที่มันสร้างไว้ตอนวิ่งก็ถึงกับทำให้ชุดของต้วนหลิงเทียนถึงกับกระพือขึ้นมาอย่างหนัก
ต้วนหลิงเทียนเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินขึ้นเขาต่อ หลังจากนั้นก็เดินข้ามสะพานโซ่หมายกลับไปยังขุนเขาเทียนเฉวียน
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนพึ่งเหยียบลานหินหลังจากที่ข้ามสะพานโซ่มา เขาก็สัมผัสได้ถึงแววตาร้อนแรงที่จับจ้องมายังตัวเขา …
เมื่อต้วนหลิงเทียนหันไปมองก็พบว่ามีใครบางคนกำลังจับตาดูเขาอยู่ เขายังพบว่าอีกฝ่ายรีบก้มหัวหลบสายตาเขาทันทีอีกด้วยเมื่อเขาหันไปมอง จากชุดแล้วมันก็เป็นศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนนี้เช่นกัน
ด้วยพลังวิญญาณอันเฉียบคมและความทรงจำของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด ต้วนหลิงเทียนก็ระบุได้คร่าวๆว่าระดับบ่มเพาะของคนผู้นี้สมควรไม่เกินระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 3 เขาคิดว่ามันคงมองมาเพราะข่าวของเขา
แต่ทว่า…ในขณะที่เขาจะกลับไปยังยอดเขา เขาก็สัมผัสได้ว่าศิษย์คนนั้นยังคงแอบตามเขามาเงียบๆจากด้านหลัง
"ฮึ่ม!" แน่นอนด้วยสัมผัสอันเฉียบคม ศิษย์คนนี้ไม่มีวันติดตามเขาได้โดยที่เขาไม่รู้ตัวอยู่แล้ว มุมปากเขาเริ่มแสยะยิ้มเล็กน้อย แค่กลับมาไม่ทันไรก็มีเรื่องสนุกแล้ว
ตราบใดที่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับแรกสัมผัสธรรมชาติขึ้นไปมาลอบสะกดรอยตามเขาแล้วล่ะก็ อาศัยพลังวิญญาณของเขา ย่อมจับสัมผัสได้อย่างง่ายดาย ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนนี้ก็เช่นกัน …
ต้วนหลิงเทียนจงใจเดินไปยังทางรกร้างสายหนึ่ง แล้วรีบแอบเข้าไปยังพุ่มไม้ข้างทางทันทีโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันเห็น
แล้วไม่นานศิษย์คนนี้ก็เดินตามมาอย่างที่คาดเอาไว้
"เอ๊า เขาหายไปไหนแล้วล่ะ?" ไม่นานหลังจากนั้น ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนที่ติดตามมาก็พบว่าต้วนหลิงเทียนหายไปแล้ว ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสับสน เริ่มมองไปรอบๆอย่างร้อนใจ
"เฮ่ เจ้ากำลังมองหาข้าหรือ?" ตอนนี้เองต้วนหลิงเทียนก็เลือกที่จะปรากฏตัวออกมาพร้อมกล่าวคำด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ขณะมองไปยังศิษย์สายนอกคนนั้นที่สะดุ้งตะลึง และเผยท่าทางหวาดกลัวเขาออกมา
“ปะ … เปล่านะ ข้าไม่ได้ตามท่าน …ไม่ได้ตามท่านเลย ข้ามาฉี่ " ศิษย์คนนั้นรีบกล่าวตอบคำออกมาอย่างร้อนรน มันกลัวต้วนหลิงเทียนจับใจ!
ล้อเล่นหรือไร!?
ถึงแม้ว่าบุรุษหนุ่มตรงหน้าจะอายุน้อยกว่ามัน แต่ระดับบ่มเพาเหนือล้ำมันไปไกล !
กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 อีกฝ่ายยังสังหารมาแล้วคามือ! แล้วนับประสาอะไรกับระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 3 อันต่ำต้อยอย่างมัน
ดังนั้นเมื่อต้วนหลิงเทียนมาปรากฏตัวตรงหน้า มันก็ไม่มีความคิดหลบหนี…
เพราะมันรู้ว่าถึงคิดหนีก็ไม่อาจกระทำได้!
"ไม่ได้ตามข้างั้นเหรอ แน่ใจ?" ใบหน้าของต้วนหลิงเทียนลดต่ำลงเล็กน้อย เมื่อไดยินคำกล่าวของศิษย์คนนี้ …
ทันใดนั้นเองจิตสังหารก็แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างเขากดทับไปยังอีกฝ่าย ซ้ำยังห้อมล้อมมันไว้ทุกทิศทางราวกับตาข่ายฟ้าเพื่อไม่ให้มันหลบหนีไปไหนได้
ใบหน้าศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนนั้นเริ่มเปลี่ยนเป็นสีซีดโดยพลัน ตัวมันรู้สึกเสมือนอยู่กลางสนามรบและเผชิญหน้ากับเทพอสูรก็ไม่ปาน ความเหน็บหนาวเย็นชาน่าพรั่นพรึงเริ่มกัดกินหัวใจมัน ทำให้ร่างของมันเริ่มสั่นระริก มันทำได้เพียงเร่งพลังงานต้นกำเนิดเพื่อต่อต้านจิตสังหารน่าวาดหวั่นนี่
"ใครใช้ให้เจ้าสะกดรอยตามข้ามา ? พูด!" ต้วนหลิงเทียนมองไปยังชายตรงหน้าพร้อมกล่าวถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"ขะ … ข้าไม่ได้ตามท่านมา …ข้ามาฉี่จริงๆ "ศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนคนนั้นกัดฟันอย่างแรงเพื่อต้านทานจิตสังหาร กล่าวตอบออกมาด้วยน้ำเสียงกระเส่า
"ยังจะปากแข็ง!" สายตาที่ต้วนหลิงเทียนใช้จับจ้องอีกฝ่ายเริ่มเย็นชา เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่คิดปริปากซ้ำยังโกหกโง่ๆ ขาของเขาพลันกระพริบว่องไวดั่งสายฟ้า ทิ้งเส้นแสงไว้เป็นทางขณะลากผ่านอากาศ
ปัง!!
ศิษย์คนนั้นถูกเตะไปยังบริเวณยอดอกอย่างจัง ร่างของมันปลิวกระเด็นไปไกล ก่อนที่จะตกลงในพุ่งไม้ข้างทาง