สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 294 : ความก้าวหน้าของพลังสั่นสะเทือน
บทที่ 294 : ความก้าวหน้าของพลังสั่นสะเทือน
ถึงแม้จะเป็นตัวหูลี่เอง มันก็ไม่ได้เคยเห็นโอสถสู่ธรรมชาติอะไรนี่มาก่อน แต่จะอย่างไรมันก็เคยได้ยินเรื่องราวมาไม่น้อย
โอสถสู่ธรรมชาติ เป็นโอสถระดับ 5 ที่มีผลช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับครึ่งก้าวธรรมชาติ ทะลวงผ่านไปยังระดับแรกสัมผัสธรรมชาติ!
มันมีค่ามหาศาล!
ทว่าสุราจักรพรรดิวานร 1 หยดนี้กลับมีผลเช่นเดียวกัน ซ้ำยังไร้ซึ่งผลข้างเคียงเช่นเดียวกันกับโอสถสู่ธรรมชาตินั่นอีก!
นี่ไม่ได้หมายความว่ามูลค่าของสุราวานรจักรพรรดินี่ เหนือล้ำไปกว่าโอสถสู่ธรรมชาติหรอกหรือ!
ลมหายใจของหูลี่เริ่มปั่นป่วน สุดท้ายมันก็กัดฟันกลั้นใจ ยื่นส่งขวดโอสถที่มีสุราจักรพรรดินี้คืนมายังต้วนหลิงเทียน
"ต้วนหลิงเทียนเจ้ารับคืนไปเถิด สุราจักรพรรดิวานรนี้มีค่ามากเกินไป แค่เพียงได้ดื่มสุราวานรนี่ข้าก็รู้สึกยินดีอย่างยิ่งในชีวิตแล้ว" เมื่อกล่าวจบหูลี่ก็หัวเราะออกมา ความรู้สึกของมันซื่อตรงไร้แอบแฝง สายตาหันไปมองเพียงเหยือกสุราวานรเท่านั้น
"เจ้าไม่ต้องการมันจริงๆหรือ?" ต้วนหลิงเทียนรับขวดโอสถคืนมาพร้อมรอยยิ้ม
"ไม่เลย!" หูลี่ส่ายศีรษะ ก่อนที่จะเริ่มยกเหยือกสุรา ขึ้นมาดื่ม
ยามได้ลิ้มชิมรสสุราวานรครั้งแรก อดไม่ได้ที่มันจะหลับตาพริ้มราวกับอิ่มเอมกับสายลมแรกฤดูใบไม้ผลิ หลังจากนั้นไม่นาน มันก็เริ่มโคจรพลังงานต้นกำเนิด
ต้วนหลิงเทียนย่อมรู้ว่าตอนนี้หูลี่กำลังโคจรพลังงานต้นกำเนิดและซึมซับผลของสุราวานร
ไม่นานหูลี่ก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งพร้อมแววตาทอประกายเจิดจ้า
"อะไร… เจ้าตัดผ่านแล้ว?" ต้วนหลิงเทียนแปลกใจไม่น้อย เมื่อมองไปยังร่างของหูลี่ นี่เพราะพลังวิญญาณอันเฉียบคมของเขา ย่อมสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของหูลี่เมื่อครู่
"ฮ่าๆ ข้าเองก็ใกล้จะตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 ตั้งแต่แรกแล้ว …ยามนี้มาได้สุราวานรข้าก็ตัดผ่านได้ในทันใด!" หูลี่หัวเราะออกมาอย่างร่าเริง มันมองไปยังเหยือกสุราวานรราวกับสมบัติล้ำค่า กลัวว่ามันจะหายไปจากมืออย่างไรอย่างนั้น
"แล้วเจ้าไม่ต้องการสุราวานรจักรพรรดิ หยดนี้ด้วยหรือ? ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า ยามที่ไปถึงระดับครึ่งก้าวธรรมชาติ เพียงเจ้าใช้สุราวานรจักรพรรดิหยดนี้ เจ้าต้องตัดผ่านไปยังระดับ แรกสัมผัสธรรมชาติได้ในทันทีแน่นอน " ต้วนหลิงเทียนหยิบขวดโอสถขึ้นมาพร้อมกล่าวคำด้วยรอยยิ้ม เขาแกว่งขวดโอสถเล็กน้อยอย่างยั่วยวน
หูลี่เหลือบมองขวดโอสถในมือต้วนหลิงเทียนด้วยความลังเล สุดท้ายก็ส่ายหน้าพร้อมกล่าวคำ "เจ้าเก็บไว้ใช้เองเถอะ…ข้าย่อมรู้ดีว่าเจ้าคงมีมันเก็บไว้ไม่มาก ในอนาคตจะอย่างไรเจ้าก็จำเป็นต้องใช้มัน"
ต้วนหลิงเทียนไม่คิดว่ากระทั่งหูลี่พบเจอความเย้ายวนอันยิ่งใหญ่ขนาดนี้ มันยังคิดถึงผลประโยชน์ของเขาก่อน นั่นทำให้ในใจเขารู้สึกชื่นมื่นขึ้นมาไม่น้อย
หูลี่นี้สมควรแล้วที่เขานับมันเป็นสหายชั่วชีวิต
"เอาล่ะข้าไม่คิดล้อเจ้าเล่นแล้ว เจ้ารับเอาไว้เถอะ …มันก็จริงอย่างที่เจ้าบอกนั่นล่ะ ที่ข้าเองก็มีมันไม่มาก แต่ข้าก็มีพอที่ต้องใช้แล้ว ไม่ต้องห่วง" ต้วนหลิงเทียนไม่สนใจท่าทีปฏิเสธของหูลี่ เขารีบยัดขวดโอสถเข้ามือหูลี่แล้วลุกจากมาทันที "เอาล่ะข้าต้องไปก่อนแล้ว ข้าคงไม่ได้ไปส่งตอนเจ้ากลับบ้าน … จริงสิจะอย่างไรก็บอกเฮ่อชวนไว้ด้วยว่าบ้านเจ้าอยู่ที่ใด หากมีเวลาข้าจะไปหาเจ้า"
กล่าวจบต้วนหลิงเทียนก็โบกมือแล้วจากไปทันที
แม้ว่าเขาจะรู้สึกเสียใจไม่น้อยที่ต้องจากลา แต่งานเลี้ยงในโลกหล้านี้มีที่ใดไม่เลิกรา มีพบเจอก็ต้องจำจาก
"ต้วนหลิงเทียน ขอบคุณเจ้ามาก" หูลี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เขามองแผ่นหลังต้วนหลิงเทียนที่กำลังจากไป ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
เมื่อเหลือบไปมองขวดโอสดที่มีสุราจักรพรรดิวานรในใจพลันรู้สึกหนักอึ้ง
ของขวัญชิ้นนี้จากต้วนหลิงเทียนมีค่ามหาศาลเกินไป!
เมื่อเห็นร่างของต้วนหลิงเทียนหายลับตาไปแล้ว ประกายตาของหูลี่ก็เรืองวูบขึ้นมา พร้อมกล่าวคำพึมพำ “สหายข้า ถึงตอนนี้ข้าจะเป็นคนพิการมีขาเพียงข้างเดียว…แต่เจอกันครั้งหน้า ข้าจะทำให้เจ้าต้องประหลาดใจยามที่เห็นข้าอีกครั้ง”
ในตอนนี้ความกระหายที่จะฝึกยุทธ์ของหูลี่ได้พุ่งสูงขึ้น ซ้ำความรู้สึกนี้ยังมั่นคง คมกล้าหนักแน่นดั่งดาบแกร่งเล่มหนึ่ง
และเพราะความมุ่งมั่นนี้ ในยามที่โชคชะตามาบรรจบ วันที่ต้วนหลิงเทียนพบหูลี่อีกครั้ง เขาก็ต้องตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง…แต่เรื่องนั้นก็ยังคงต้องเป็นอีกหลายปีหลังจากวันนี้
“เฮ่อ” ต้วนหลิงเทียนระบายลมหายใจหลังจากที่พ้นหุบเขาของหูลี่
ถึงแม้จะมีประสบการณ์ใช้ชีวิตมาแล้วถึง 2 โลก แต่เมื่อเผชิญกับการจากลา จะอย่างไรต้วนหลิงเทียนก็ยังต้องเศร้าไม่น้อย
"เอาล่ะ ได้เวลาไปตามหาเจ้าตัวน้อย 2 ตัวแล้ว ช่างทำให้กังวลนัก … " หลังจากที่ต้วนหลิงเทียนออกจากขุนเขาเทียนจู เขาก็ไม่ได้กลับขุนเขาเทียนเฉวียน แต่เลือกที่จะเดินลงเขาเทียนชู เพื่อไปยังป่าแรกเริ่ม เพื่อไปตามหาอสรพิษน้อยแล้วก็ทดลองสู้กับสัตว์อสูรดู
หลังจากที่เข้าเขตป่าแรกเริ่มโบราณ ต้วนหลิงเทียนก็เร่งฝีเท้าพุ่งเข้าไปในป่าส่วนลึก …
สัตว์อสูรทุกตัวที่พบเจอระหว่างทางในช่วงป่ารอบนอก ล้วนตกตายด้วยฝ่ามือเดียวทั้งสิ้น!
และยังไม่จำเป็นต้องใช้กระทั่งพลังสั่นสะเทือนด้วยซ้ำ
และในที่สุดหลังจากเดินทางและเข่นฆ่ามาอย่างต่อเนื่อง ต้วนหลิงเทียนก็เข้าสู่เขตป่าแรกเริ่มชั้นใน ตอนนี้สัตว์อสูรที่เขาพบเจอล้วนแข็งแกร่ง มีกระทั่งระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6!
แต่จะอย่างไรอาศัยแค่สัตว์อสูรในระดับนี้ เพียง 1 กระบี่ หัวของมันก็ต้องถูกสับสะบั้น!
ด้วยความแข็งแกร่งของต้วนหลิงเทียนยามนี้ การตวัดกระบี่ออกไปแต่ละครั้ง มันรวดเร็วกระทั่ง สัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 ไม่อาจตอบโต้อะไรได้ทัน! เป็นกระบี่ไวอันยอดเยี่ยม 1 กระบี่ 1 ชีวิต!
“เอาล่ะ ข้าควรลองพลังสั่นสะเทือนดูบ้าง” ต้วนหลิงเทียนกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนที่จะเคลื่อนร่างวูบไหวออกไป
วิชาท่าร่าง วิญญาณอสรพิษเคลื่อนกาย!
เขาพุ่งเข้าป่าลึกด้วยความเร็วสูงสุด
"ฮรรรรรร!" เสียงคำรามหนึ่งดังขึ้นโดยไม่มีวี่แววแจ้งเตือน ทำให้แก้วหูต้วนหลิงเทียนถึงกับสะเทือน เขาสัมผัสได้ว่ายามนี้กระทั่งขี้หูยังเต้นระบำอยู่!
ตูม!!!
สัตว์ร้ายตัวเขื่องใหญ่โตยิ่งกว่ารถบรรทุกในโลกเก่า พลันปราดกระโจนพุ่งมาขวางหน้าต้วนหลิงเทียน
ยามสัตว์ร้ายนี้กระโดดลงมา แผ่นดินถึงกับต้องสั่นสะท้าน! ราวกับเกิดแผ่นดินไหวอย่างไรอย่างนั้น หมู่นกที่เกาะตามต้นไม้เริ่มโผบินอย่างบ้าคลั่ง สัตว์ใหญ่น้อยล้วนหลีกลี้หนีห่างด้วยความหวาดกลัว
เหนือขึ้นไปในอากาศ ปรากฏเงาร่างช้างแมมมอธโบราณ 100 ตัวฉายอยู่…
"สัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7!" ต้วนหลิงเทียนตกใจไม่น้อยที่อยู่ๆ ก็พบเจอสัตว์อสูรระดับนี้ แต่เขาก็อดชมดูสัตว์อสูรตรงหน้าด้วยสายตาชื่นชมไม่ได้
มันรูปร่างคลับคล้าเสือโคร่งมีขนาดใหญ่โตมหึมา ขนทั่วทั้งตัวของมันเป็นสีดำมันเงา มีลายสีแดงพาดอยู่ที่หลัง …ยามต้องแสงอัสดงขนของมันทอประกายสวยงามไม่น้อย ท่วงท่าแลดูเด็ดเดี่ยวอหังการ
ต้วนหลิงเทียนแน่นอนว่าย่อมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าอะไร แต่เขาก็ย้อนดูในความทรงจำของจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด ในที่สุดเขาก็พบเจอข้อมูลของมัน
พยัคฆ์ทมิฬ!
สัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7
พยัคฆ์ทมิฬนี้ขึ้นชื่อเรื่องการโจมตีรุนแรงดุดันและต่อเนื่อง ความแข็งแกร่งของมันค่อนข้างสูง จุดอ่อนของมันก็คือการป้องกันตัวไม่ค่อยดีสักเท่าไร
แต่แน่นอนว่าหากไปเทียบการป้องกันของมันกับสัตว์อสูรตัวอื่นที่เขาพบเจอมา มันก็ยังเหนือกว่า
"ฮู่มมมมมมม!" ดวงตาสีเทาดั่งควันบุหรี่ของพยัคฆ์ทมิฬจับจ้องมายังต้วนหลิงเทียนอย่างไม่คลาดสายตา มันเปิดปากกระหายเลือดที่มีเขี้ยวฟันเรียงสวยออกมาพร้อมคำรามข่มขู่ ราวกับมันกำลังจะกล่าวขับไล่ต้วนหลิงเทียนให้ออกไปจากอาณาเขตมัน
"แมวยักษ์นี่น่าสนใจนัก" รอยยิ้มเริ่มปรากฏขึ้นที่มุมปากของต้วนหลิงเทียน นับว่าพยัคฆ์ทมิฬตัวนี้มาได้เหมาะนัก
พยัคฆ์ทมิฬที่เห็นต้วนหลิงเทียนฉีกยิ้ม มันก็คิดว่ามนุษย์ตัวจ้อยตรงหน้ากำลังยิ้มเย้ยหยันมัน นี่นับว่าเป็นการกระตุ้นให้มันดุร้ายขึ้นหลายส่วน
มันเริ่มคำรามออกมาด้วยโทสะ ก่อนที่จะพุ่งร่างอ้าปากเผยคมเขี้ยวคมกริบหมายกระกัดกระชากร่างต้วนหลิงเทียน
เขี้ยวของพยัคฆ์ทมิฬเรียงตัวสวย ซ้ำยังมีความแหลมคมไม่น้อย ด้วยตัวเขี้ยวที่ส่องประกายสะท้อนแสงอาทิตย์นั้น ทำให้แลดูก็รู้ว่าแข็งแกร่งเพียงใด
กระทั่งเป็นต้วนหลิงเทียนหากถูกมันกัดขย้ำแล้วล่ะก็ เกรงว่ายากจะรอดชีวิตไปได้!
"เร็วมาก!" ความเร็วของพยัคฆ์ทมิฬที่ขับเคลื่อนด้วยความแข็งแกร่งระดับ 100 ช้างแมมมอธโบราณนั้น เป็นอะไรที่เหนือกว่าความเร็วในปัจจุบันของต้วนหลิงเทียนอย่างมาก
ในขณะที่พยัคฆ์ทมิฬกระโจนเข้ามา ต้วนหลิงเทียนก็จับจ้องมันตาเขม็ง มองกรงเล็บคู่หน้าที่ตะปบมา เมื่อได้ระยะ เขาก็บิดร่างเล็กน้อยก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปด้วยความเด็ดเดี่ยวพุ่งฝ่าช่องว่างกรงเล็บที่รวดเร็วของมัน พร้อมเอี้ยวตัวหลบคมเขี้ยวที่กัดขย้ำได้อย่างอัศจรรย์ ก่อนที่จะใช้แรงส่งจากการเอี้ยวตัว วกมือมาตบฟาดไปยังกระหม่อมของมัน
ปัง!!
เสียงตบฟาดดังสนั่นขึ้น ต้วนหลิงเทียนอาศัยแรงดีดสะท้อนลังกาหน้าก่อนที่จะถีบไปที่หัวของมันเพื่อถอยออกไปตั้งหลัก
การตบฟาดครั้งนี้ พยัคฆ์ทมิฬแทบไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย มีเพียงทำให้มันยิ่งบันดาลโทสะมากขึ้นเท่านั้น
"ฮู่มมมมมม!" พยัคฆ์ทมิฬคำรามออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำ มันปราดร่างไปกัดต้วนหลิงเทียนที่พึ่งลงถึงพื้นอีกครั้ง
ต้วนหลิงเทียนไม่รอช้า สลับเท้าเอี้ยวตัวพุ่งร่างฉีกออกข้างด้วยความคล่องตัวอันเหนือชั้นจากวิชาท่าร่างวิญญาณอสรพิษ มันเป็นการฉากหลบในห้วงเวลาสุดท้ายอันสมบูรณ์แบบ ซ้ำยังเป็นการหลบอย่างเฉียดฉิว เอื้อต่อการลงมือตอบโต้!!
ความแข็งแกร่ง 81 ช้างแมมมอธโบราณ ถูกใช้ออกมาอย่างเต็มที่! โดยไม่คิดออมรั้งพลังอะไรทั้งสิ้น!
ฝ่ามือพิชิตมังกร!!
เมื่อฉีกตัวออกไป ต้วนหลิงเทียนบิดเอวเสริมกำลังฝ่ามือใช้ออกด้วยวิชาฝ่ามือพิชิตมังกรโดยลัดขั้นตอนการใช้ฝ่ามือลวงตาราวกับวาดภาพมังกร จี้ดัชนีรวมศูนย์ออกไปทันที! พยัคฆ์ทมิฬที่โถมศีรษะมาขย้ำเมื่อพลาดมันก็ไม่อาจหลบหลีกกระบวนท่าสวนกลับนี้ได้ทัน จำต้องถูกดัชนีนี้ของต้วนหลิงเทียนทะลวงไปยังขมับ
ทันใดนั้นประกายตาของต้วนหลิงเทียนก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา
พลังสั่นสะเทือน!
ทันใดนั้นพลังงานต้นกำเนิดที่ควบแน่นรวมศูนย์อยู่ที่ปลายนิ้วของต้วนหลิงเทียนก็สั่นสะเทือนขึ้นมาโดยพลัน ความถี่สูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ …
ผลุ!
ภายใต้การส่งเสริมจากพลังสั่นสะเทือน ดัชนีที่จี้ออกไปยังขมับที่ทะลุได้เพียงผิวหนังเลือดเนื้อในตอนแรก กลับกลายสภาพเป็นดั่งดาบคลื่นความถี่สูงอันคมกล้า ทะลวงกะโหลกของมันได้อย่างง่ายดาย หยาดโลหิตเริ่มฉีดพรุ่งกระจายออกมา นิ้วของเขาทะลวงลึกลงไปในกะโหลก
"ฮรรรร!" พยัคฆ์ทมิฬทำได้เพียงคำรามออกมา ร่างใหญ่โตของมันพยายามส่ายไปส่ายมาราวกับจะต่อต้าน
แต่น่าเสียดายที่มันเริ่มดิ้นรนต่อต้านสายเกินไป
นิ้วของต้วนหลิงเทียนที่ทะลวงลึกฝังไปในกะโหลกนั้น เป็นสื่อนำพลังสั่นสะเทือนได้อย่างน่าหวาดกลัว หลังจากที่ทะลวงกะโหลกได้แล้ว พลังสั่นสะเทือนก็ถ่ายเทไปยังกะโหลกรอบๆดัชนี ในที่สุดก็ลุกลามไปทั่วโครงกระดูกทั้งร่าง …
เสียงแตกหักดังแกรกกรักเริ่มดังลั่นออกมาจากทั่วร่างกายของพยัคฆ์ทมิฬ เสียงร้องคำรามและร่างของมันของมันเริ่มซบเซานิ่งลงเรื่อยๆ
ตึง!
ไม่นานร่างใหญ่โตของมันก็ต้องล้มลงไปนอนแน่นิ่งบนพื้น ไร้สัญญาณชีพใดๆ
ต้วนหลิงเทียนเบิกตามองไปยังร่างไร้ชีวิตของพยัคฆ์ทมิฬด้วยสายตาเป็นประกาย เขาบังเกิดความตื่นเต้นไม่น้อย "ไม่คิดเลยว่าพลังสั่นสะเทือนจะก้าวหน้าไปมากเช่นนี้!"
ดัชนีก่อนหน้านี้ของต้วนหลิงเทียนนั้นมีความแข็งแกร่งเพียง 81 ช้างแมมมอธโบราณ!
ในขณะที่พยัคฆ์ทมิฬมีคามแข็งแกร่งถึง 100 ช้างแมมมอธโบราณ!
หากเทียบกันแล้ว ความแข็งแกร่งของต้วนหลิงเทียนน้อยกว่ามันอยู่ถึง 19 ช้างแมมมอธโบราณ!
หากเป็นพลังสั่นสะเทือนในระดับที่แล้ว แน่นอนว่าคงไม่อาจเจาะทะลวงกะโหลกของมันเข้าไปได้ …
แต่ตอนนี้มันทิ่มทะลวงจนสังหารพยัคฆ์ทมิฬได้อย่างง่ายดายดั่งจิ้มทะลวงใบไม้แห้ง
กล่าวง่ายๆว่า พลังสั่นสะเทือนยกระดับไปอีกเท่าตัว!
ในอดีตพลังสั่นสะเทือนของเขานั้นจะใช้ได้ผลกับคู่ต่อสู้ที่มีความแข็งแกร่งที่ไม่ต่างกันเกิน 10 ช้างแมมมอธโบราณ … กล่าวง่ายๆพลังสั่นสะเทือนเสมือนเสริมกำลังให้เขา 10 ช้างแมมมอธโบราณ!
แต่ตอนนี้ความแข็งแกร่งต้วนหลิงเทียนกับ พยัคฆ์ทมิฬมีมากถึง 19 ช้างแมมมอธโบราณ แต่ผลของพลังสั่นสะเทือนยังคงแสดงให้เห็น!
นั่นหมายความว่าตอนนี้พลังสั่นสะเทือนของต้วนหลิงเทียน ขยายขอบเขตที่แสดงผลความต่างได้ไม่ต่ำกว่า 19 ช้างแมมมอธโบราณแล้ว!
หากจะให้รู้รายละเอียดที่แน่ชัดกว่านี้ ต้วนหลิงเทียนต้องทดสอบอีกครั้ง
ต้วนหลิงเทียนเก็บแกนสัตว์อสูรของพยัคฆ์ทิมฬก่อนที่จะเดินเข้าไปในส่วนลึกของป่าแรกเริ่ม …
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็พบสัตว์อสูรระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 อีก 3 ตัว และหลังจากที่ทดสอบอย่างละเอียดแล้วเขาก็ค้นพบขอบเขตพลังสั่นสะเทือนที่เขามีอยู่ยามนี้
ตอนนี้ขอบเขตผลกระทบของพลังสั่นสะเทือนนั้นสูงถึง 20 ช้างแมมมอธโบราณ!!
กล่าวได้ง่ายๆ ที่ต้วนหลิงเทียนฆ่าพยัคฆ์ทมิฬได้ ก็เพราะยังอยู่ในขอบเขตของพลังสั่นสะเทือนนี้นี่เอง
"ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของข้า หากใช้พลังสั่นสะเทือนนี่ … ข้าแทบไร้ผู้ต้านในระดับกำเนิดแก่นแท้ต่ำกว่าขั้นที่ 7 ลงไป! ถ้าหากผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 ไม่ได้ใช้อาวุธวิญญาณระดับ 7 พวกมันทั้งหมดไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า" ต้วนหลิงเทียนกล่าวคำที่อยู่ในใจออกมา
แน่นอนเขารู้ดีหากเป็นสถานที่อื่นเรื่องนี้อาจจะเป็นไปได้ แต่ในนิกายกระบี่ 7 ดาวนี้เป็นไปไม่ได้แน่นอน
เพราะศิษย์ที่เข้ามาในนิกายกระบี่ 7 ดาวนี้ได้ย่อมเป็นอัจฉริยะ และทุกคนย่อมมีอาวุธวิญญาณระดับ 7 พกติดตัวมาทั้งสิ้น!
แต่ถ้าพวกมันไร้อาวุธวิญญาณแล้ว จะไม่มีใครสู้เขาได้!
ตอนนี้หากให้กล่าวง่ายๆหากเขาต้องเผชิญหน้ากับผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 ด้วยระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 และพลังสั่นสะเทือนนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรจากการ การที่เขาต้องปะทะกับเช่าอิงในตอนที่ตัวเขายังมีระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4!
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะทำให้ศัตรูละทิ้งอาวุธหรือปะทะโดยไร้ความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนจากอาวุธวิญญาณ
หาไม่แล้ว หากไม่พึ่งพาอาคมจารึก ก็นับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะฝ่ายตรงข้าม