สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 292 : ทะลวงผ่าน
บทที่ 292 : ทะลวงผ่าน
แต่ต้วนหลิงเทียนน่ะหรือ จะเห็นใจคนอย่างเช่าเฟย?
สายตาที่ต้วนหลิงเทียนจับจ้องไปยังเช่าเฟยนั้นไร้อารมณ์ ราวกับไม่ได้มองสิ่งมีชีวิตด้วยซ้ำ มันเย็นชาอย่างถึงที่สุด โลหิตอุ่นๆที่หลั่งออกมาจากศีรษะเช่าเฟยนั้นหาได้ อุ่นพอที่จะเปลี่ยนใจที่เย็นชาของต้วนหลิงเทียนไม่…
ทันใดนั้นต้วนหลิงเทียนก็เตะให้หน้ามันเผยอมองตาเขา พร้อมสะบัดมือออกไป
ฟุ่บ!
กระบี่ที่โผล่ในมือต้วนหลิงเทียนอย่างฉับพลัน ปาดเฉือนเส้นเลือดแดงที่คอของมันฉีกขาดไปเล็กน้อย…โลหิตของเช่าเฟยค่อยๆหลั่งไหลออกมาอย่างช้าๆ เขาให้มันได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้าย ซึมซับความกลัวและจมอยู่กับความเสียใจ และพบพานกับความสิ้นหวังอย่างถึงขีดสุด
ฟู่วววว!
เปลวเพลิงพลันลุกโชนขึ้นเหนือฝ่ามือของต้วนหลิงเทียน ก่อนที่เขาจะใช้เผาร่างเช่าเฟยจนไม่เหลือแม้แต่ขี้เถ้า …ตกตายอย่างไร้ที่ฝังโดยแท้จริง
ต้วนหลิงเทียนไม่ได้มีความสุขหรือมีอารมณ์ยินดีอะไรมากมายกับการสังหารเช่าเฟย หรือกระทั่งเช่าอิงพี่ชายของมัน อารมณ์ของเขามีเพียงความหนักอึ้งเท่านั้น
เขาไม่อาจขจัดความเสียใจในเรื่องชีหลันได้…
สตรีบริสุทธิ์ที่เต็มไปด้วยจิตใจอันดีงามและอนาคตอันสดใส ต้องมาสิ้นชีวิตและพบพานกับความทรมานบีบคั้นจิตใจก่อนตายถึงเพียงนั้น
ในสายตาของต้วนหลิงเทียน ต่อให้เช่าอิงและเช่าเฟยตกตายอีกร้อยครั้งพันครั้ง ก็ไม่อาจชดใช้ในเรื่องนี้ได้
ต้วนหลิงเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนที่จะค่อยๆระบายออกมาอย่างช้าๆ ปลดเปลื้องมวลอารมณ์หนักอึ้ง ก่อนที่จะออกจากหุบเขา
ในระหว่างทางเขาไม่ได้พบเจอใคร
กล่าวได้ว่ากระทั่งตอนนี้ ผู้คนทั้งหมดของขุนเขาเทียนจียังคงจับกลุ่มสนทนาเรื่องราวน่าตกตะลึงนี้กันอยู่แถวๆเวทีประลองเป็นตาย
หลังจากกลับจากขุนเขาเทียนจีแล้วต้วนหลิงเทียนก็เดินผ่านขุนเขาเทียนชู ก่อนที่จะขึ้นสะพานโซ่มุ่งหน้าไปยังขุนเขาเหยากวง
เขาย่อมคุ้นเคยกับสถานที่บ่มเพาะของสตรีทั้ง 2 ดี แต่เมื่อไปถึงเขาก็พบว่าไม่มีใครอยู่ซ้ำรอบๆ ยังเต็มไปด้วยวัชพืช
ในบ้านมีฝุ่นไม่น้อยเผยให้เห็นว่าไม่มีใครอาศัยอยู่นานแล้ว
"อ่าจริงสิ ดูเหมือนทั้ง 2 จะไปบ่มเพาะในที่ๆดีที่สุดแล้ว" ต้วนหลิงเทียนออกจากหุบเขาที่พักนี้ ก่อนที่จะไปถามศิษย์สตรีแถวนั้น เพื่อตามหาที่อยู่ของอาวุโสไป่
ในที่สุดต้วนหลิงเทียนก็ได้พบกับผู้อาวุโสที่เขาตามหา "อาวุโสไป่"
อาวุโสไป่ส่ายหัวออกมาพร้อมรอยยิ้มเมื่อเห็นต้วนหลิงเทียน "หากไม่ใช่เพราะลี่เฟยบอกข้า ข้าเองก็ยังคงไม่ทราบว่าตัวประหลาดที่สร้างเรื่องราวสั่นสะท้านขุนเขาเทียนเฉวียนเมื่อ 2 เดือนก่อนเป็นเจ้า"
ต้วนหลิงเทียนหัวเราะออกมาอย่างเขินอายเล็กน้อย ก่อนที่จะนึกถึงเรื่องที่เขามาวันนี้ แล้วกล่าวอกไป "อาวุโสไป่ ข้าไปหาลี่เฟยกับเค่อเอ๋อที่บ้านพักที่พวกนางคิดใช้บ่มเพาะตอนแรก แต่ไม่เจอพวกนาง แล้ว … "
"เฟยอยู่ที่นี่กับข้า แต่ว่าตอนนี้นางปิดด่านบ่มเพาะพลังถึงช่วงสำคัญอยู่ ส่วนเค่อเอ๋อนั้นนางอยู่วิหารภูผา บนยอดเขาเทียนชู" อาวุโสไป่กล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม
"วิหารภูผา?" ต้วนหลิงเทียนสงสัยเล็กน้อย
"วิหารภูผานั้น เป็นวิหารบ่มเพาะของปรมาจารย์ขุนเขาเหยากวง และมันตั้งอยู่บนตำแหน่งชีพจรวิญญาณของขุนเขาเทียนชู … อ่าจุดชีพจรวิญญาณคือสถานที่ๆมีพลังวิญญาณหนาแน่น และจุดนั้นนับว่าสามารถบ่มเพาะพลังได้รวดเร็วที่สุดในนิกายกระบี่ 7 ดาว ปรมาจารย์ขุนเขาคนอื่นๆเองก็มีวิหารส่วนตัวนี้เช่นกัน " อาวุโสไป่ค่อยๆกล่าวอธิบายออกมา "ปรมาจารย์ของขุนเขาเทียนเฉวียนของเจ้าเองก็มีวิหารนี้ด้วย"
ต้วนหลิงเทียนเข้าใจได้ในทันที เขาจึงพยักหน้ารับ
ส่วนสำหรับเรื่องสถานที่นั้นจะดีหรือไม่ดี ต้วนหลิงเทียนไม่ได้คิดสนใจ
สถานที่ๆ เรียกว่าจุดชีพจรวิญญาณนั้น มันไม่อาจเทียบได้เลยกับถ้ำหินย้อย 10,000 ปีของเขา
"แล้วเค่อเอ๋อนางเป็นอย่างไรบ้าง สบายดีหรือไม่" ต้วนหลิงเทียนมองไปยังอาวุโสไป่ด้วยสายตากังวล
"เจ้าอย่าได้กังวลปรมาจารย์ขุนเขาข้า ชอบนางอย่างยิ่ง … จริงสิเรื่องที่เจ้ากล่าวนั้นมิผิดเลย เมื่อ 1 เดือนที่แล้วเค่อเอ๋อได้ตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 จริงๆด้วย!" เมื่ออาวุโสไป่กล่าวถึงตรงนี้ นางก็มองไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาลึกซึ้ง
ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวพร้อมรอยยิ้ม "อาวุโสไป่ เสี่ยวเฟยเองก็ กำลังจะทะลวงผ่านแล้วใช่หรือไม่?"
"มิผิด" ใบหน้าของอาวุโสไป่เผยรอยยิ้มยินดีออกมา นางรู้สึกพึงพอใจกับศิษย์คนนี้นัก "ที่เฟยปิดด่านช่วงนี้ เพราะนางกำลังจะเริ่มทะลวงจุดชีพจรตัดผ่านระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 … ถ้าหากเจ้ามิมีเรื่องเร่งด่วน… "
ถึงแม้ว่าอาวุโสไป่ยังกล่าวไม่จบคำ แต่ต้วนหลิงเทียนก็รู้ดีว่านางคิดกล่าวอะไร "อาวุโสไป่ อย่าได้กังวลแล้ว ข้าไม่ได้มีเรื่องเร่งด่วนอะไร เมื่อเสี่ยวเฟยอยู่ในช่วงสำคัญข้าก็ไม่คิดจะรบกวนนาง เอาไว้ข้าค่อยมาหานางวันหลังก็ได้"
"อื้ม" อาวุโสไป่พยักหน้าอย่างพอใจ เมื่อเห็นถึงความฉลาดเข้าใจอะไรง่ายๆของต้วนหลิงเทียน
"อาวุโสไป่" ทันใดนั้น ต้วนหลิงเทียนเหมือนจะนึกเรื่องบางอย่างออก เขากล่าวถามออกมาพร้อมจับจ้องไปยังดวงตาของอาวุโสไป่ "ทานรู้หรือไม่ว่าศิษย์สตรีคนหนึ่งของท่านโดนบังคับขืนใจ จนต้องโดดเขาฆ่าตัวตายหนีความอัปยศ”
อาวุโสไป่พยักหน้า "ข้ารู้"
"แล้วขุนเขาเหยากวงไม่คิดจัดการอะไรเลยหรือ สำหรับเรื่องเช่นนี้?" ต้วนหลิงเทียนขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ เช่าอิงมันบีบคั้นให้ชีหลันฆ่าตัวตาย แต่ดูเหมือนมันจะใช้ชีวิตต่อได้อย่างสบายไร้สิ่งใดไปรบกวนด้วยซ้ำ ราวกับเรื่องนี้ไม่มีผลกระทบใดๆทั้งสิ้น
"ข้าเองก็มีโทสะในเรื่องนี้ไม่น้อย … แต่คนก็กระโดดเขาตกตายไปแล้ว จะอย่างไรก็ถือว่าศิษย์ขุนเขาเทียนจีคนนั้นมิได้ลงมือสังหารนางด้วยตัวเอง ซ้ำมันยังเป็นศิษย์ที่โดดเด่น มีระดับบ่มเพาะถึงระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6..นั่นทำให้อาวุโสของขุนเขาเทียนจีเองก็ให้ท้ายมันไม่น้อย … " อาวุโสไป่เพียงถอนหายใจออกมาอย่างจนปัญญา "ในโลกที่ยึดถือเพียงความแข็งแกร่งนี้ สตรีที่มีระดับบ่มเพาะเพียงขั้นที่ 3 ตกตายเพราะคับแค้นใจจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 แล้วจะทำอย่างไรได้…หากมันมีระดับต่ำต้อยกว่านี้ หรือนางมีระดับเท่าเทียม ขุนเขาเหยากวงเราคงเอาเรื่องมันถึงที่สุด"
"เพียงเพราะว่านางมิได้เป็นศิษย์โดดเด่นอันใด ขุนเขาเหยากวงจึงยอมแพ้ในการทวงความเป็นธรรมให้นางสินะ?"ในใจต้วนหลิงเทียนเริ่มบังเกิดความเย็นชาประการหนึ่งค่อยๆท่วมท้นขึ้นมา
และตอนนี้ใจของเขาเย็นเยือกดั่งน้ำแข็ง
"นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจกระทำอันใดได้ แม้ว่าข้าจะเห็นใจนาง แต่ก็เป็นเพียงความเห็นใจเท่านั้น ข้าเองก็ไม่ได้มีอำนาจในเรื่องนี้… อะไร? หรือเจ้ารู้จักนาง?เมื่อกล่าวจบอาวุโสไป่ ก็เอ่ยถามออกมา
"ใช่ ข้ารู้จักนาง" ต้วนหลิงเทียนกล่าวตอบออกมา
"หากนางเป็นเพื่อนเจ้า…ส่วนเจ้าเองก็มีสัมพันธ์กับเค่อเอ๋อ เช่นนั้นหากเจ้าไปบอกเค่อเอ๋อให้นางไปร้องเรียนต่อปรมาจารย์ขุนเขาเหยากวง ก็สามารถลงโทษบุรุษผู้นั้นได้" อาวุโสไป่มองไปยังต้วนหลิงเทียน ค่อยๆกล่าวคำ
"เรื่องนี้ ไม่จำเป็นแล้วล่ะ" ต้วนหลิงเทียนเพียงส่ายหน้าออกมาพร้อมแสยะยิ้ม ตัวเขารู้ดี ต่อให้ปรมาจารย์ขุนเขาออกหน้า จะอย่างไรก็เพียงทำโทษเช่าอิงให้หนักขึ้นเท่านั้น คงไม่อาจบีบให้มันชดใช้ด้วยชีวิตอะไรได้
แต่ตอนนี้เขาได้สังหารเช่าอิงด้วยสองมือแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยอะไรใครอีก
"ไม่จำเป็นแล้ว?" อาวุโสไป่ไม่เข้าใจว่าต้วนหลิงเทียนหมายความว่าอะไร
"เดี๋ยวท่านก็ได้รู้เอง ไม่นานนี้หรอก เอาล่ะ…ในเมื่อเสี่ยวเฟยบ่มเพาะอยู่เช่นนั้น ข้าคงต้องขอตัวลาก่อน"ต้วนหลิงเทียนกล่าวคำอำลาเสร็จก็หันหลังจากมาโดยไม่คิดสนทนาอะไรเพิ่มเติม
เขาปล่อยให้อาวุโสไป่ยืนงงอยู่ตรงนั้นแต่เพียงผู้เดียว "สหายน้อยคนนี้ หมายความว่าอันใดกัน? คำกล่าวเมื่อครู่เขาหมายความว่าอย่างไรกันแน่?"
ทว่าหลังจากผ่านไป 1 ชั่วโมงข่าวเรื่องต้วนหลิงเทียนสังหารเช่าอิงก็แพร่กระจายมายังขุนเขาเหยากวง และนั่นทำให้อาวุโสไป่ ถึงกับตะลึงตาค้าง
“ศิษย์สายนอกของขุนเขาเทียนเฉวียน ที่กำลังเป็นที่โจษจันกันอย่างกว้างขวาง ต้วนหลิงเทียน อัจฉริยะวัย 20 ปี ที่แท้มีระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5! และเขาได้สังหารเช่าอิงศิษย์โดดเด่นของขุนเขาเทียนจี ที่มีระดับบ่มเพาะระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 บนเวทีประลองเป็นตาย ประจำขุนเขาเทียนจี… ” ตอนนี้อาวุโสไป่ก็เข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ว่าเพราะอะไรต้วนหลิงเทียนถึงกล่าวคำ …ไม่จำเป็นแล้ว
ที่แท้เขาได้แก้แค้นให้ศิษย์สตรีของขุนเขาเหยากวงนางนั้นด้วยตัวเองแล้ว!
นางย่อมจดจำได้ดีว่าศิษย์บุรุษที่บีบคั้นให้ศิษย์สตรีนางนั้นฆ่าตัวตายมีนามว่าเช่าอิง!
เช่าอิงกลับตกตายเช่นนี้?
"สมคำร่ำลือนัก ตัวประหลาดของขุนเขาเทียนเฉวียน" รอยยิ้มขื่นขมปรากฏที่มุมปากของอาวุโสไป่ นางทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้ "เฟย เจ้าได้พานพบบุรุษที่พิเศษนัก"
มีระดับบ่มเพาะสูงถึงระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 ด้วยวัยเพียง 20 ปี!
เขย่าขวัญผู้คนจนขนหัวลุกแล้ว!
ในเวลาเดียวกันกับที่ข่าวของต้วนหลิงเทียนแพร่กระจายไปยังขุนเขาเหยากวงและขุนเขาอื่นๆ แน่นอนว่าขุนเขาเทียนเฉวียนเองย่อม ระเบิดขึ้นด้วยเสียงตื่นตะลึงเช่นกัน …
"มารดามันเถอะ! ตัวประหลาดต้วนหลิงเทียน บุกไปสังหารผู้คน ยันขุนเขาเทียนจี!?"
"เรื่องเช่นนี้ …อา สวรรค์ เขากระทำไปได้ … รังแกผู้คนเกินไปแล้ว!"
"เหลือเชื่อยิ่งนัก!"
"เช่นนี้ก็มิต้องสงสัยแม้แต่นิด ว่าเหตุใดเขาถึงกลาท้าทายศิษย์พี่ถังไป๋ให้มาประลองเป็นตาย! ยามนี้ข้ากลับสงสัยแล้ว ว่า…ศิษย์พี่ถังไป๋ ยังจะกล้าขึ้นเวทีประลองเป็นตายกับต้วนหลิงเทียนหรือไม่"
"ข้าคิดว่าเรื่องนี้กลับกลายเป็นศิษย์พี่ถังไป๋อันตรายไม่น้อยแล้ว … ศิษย์พี่นั้น…หากกล่าวไป เขาหาได้แข็งแกร่งไปกว่าเช่าอิงของขุนเขาเทียนจีไม่ เอาตรงๆยังด้อยกว่าหลายส่วนด้วยซ้ำ"
"เอาล่ะ เดี๋ยววันพรุ่งนี้พวกเราก็จักได้รู้กันแล้ว ว่าศิษย์พี่ไป๋จะกล้าขึ้นเวทีประลองเป็นตายกับต้วนหลิงเทียนหรือไม่…แต่ข้าว่าไม่ หมดตัวเลยเอ๊า ผู้ใดคิดเล่นกับข้าบ้าง"
…
ตอนนี้ขุนเขาเทียนเฉวียนใกล้ระเบิดเพราะข่าวน่าตื่นตระหนกนี้แล้ว
เหล่าศิษย์ของขุนเขาเทียนเฉวียนล้วนเต็มไปด้วยความคึกคักและพลังใจ
การกรทำของต้วนหลิงเทียนนับว่าเร่งเร้ากำลังใจของศิษย์ขุนเขาเทียนเฉวียนให้ทะยานไปสูงสุดแล้ว พวกมันที่เป็นศิษย์ของขุนเขาเทียนเฉวียนเองย่อมได้หน้ากับเรื่องนี้ไม่น้อย
อย่างน้อยที่สุด ต่อไปในภายภาคหน้า เมื่อพวกมันต้องไปพบเจอหรือยืนเผชิญหน้ากับศิษย์จากขุนเขาเทียนจี อีกฝ่ายก็ต้องถูกสะกดข่มให้ต้อยต่ำกว่าเพราะเรื่องนี้
ภายในถ้ำหินย้อย 10,000 ปี บนยอดเขาเทียนเฉวียน
ต้วนหลิงเทียนนั่งขัดสมาธิบนก้อนศิลาแกร่งขนาดใหญ่ ปิดตาลงบ่มเพาะพลัง ไม่สนใดๆในโลก …
วิชา 9 มังกรจักรพรรดิสงคราม รูปแบบนาคาพิโรธ!
พลังงานต้นกำเนิดในร่างของต้วนหลิงเทียนเพิ่มพูนขึ้นจนถึงจุดสูงสุด มันโคจรด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะบีบอัดพุ่งทะลวงไปยังจุดชีพจร เพื่อทำลายคอขวดระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4
หลังจากเนินนานผ่านไป
ปงงงง!
ในที่สุดจุดชีพจรก็ถูกทะลวง คอขวดนี้เป็นอันถูกตัทะลวงผ่าน พลังงานต้นกำเนิดที่โคจรไปทั่วร่างพลันยกระดับเพิ่มพูนขึ้นไปอีกขีดขั้น
และในเวลานี้ต้วนหลิงเทียนที่นั่งบ่มเพาะก็เปิดตาขึ้นมา ประกายตาของเขาเรืองวูบระยับราวกับธารดารา เต็มไปด้วยพลังแข็งแกร่งและชีวิตชีวา
"ข้าทะลวงผ่านแล้ว!" รอยยิ้มร่าเริงปรากฏขึ้นที่มุมปากของต้วนหลิงเทียน
เขาค่อยๆยกมือขึ้นก่อนที่จะกำหมัด!
เหนือศีรษะต้วนหลิงเทียน พลังงานฟ้าดินตอบรับกับความแข็งแกร่งของพลังงานต้นกำเนิด จนฉายเงาร่างช้างแมมมอธโบราณออกมา 81 ตัว…
และก็เป็นดั่งเช่นก่อนหน้านี้ เมื่อเขาตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 ความแข็งแกร่งที่แสดงออกก็ยังมากกว่าระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 ทั่วไปอยู่ 11 ช้างแมมมอธโบราณ!
"ด้วยความแข็งแกร่งในปัจจุบันของข้า ให้นำไปเทียบกับผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 ก็ยังนับว่ามากกว่าพวกมันอยู่ 1 ช้างแมมมอธโบราณ" รอยยิ้มที่มุมปากของต้วนหลิงเทียนฉีกกว้างขึ้น
"อ๊ะจริงสิ วันนี้ข้ามีนัดประลองเป็นตายกับ ถังไป๋อะไรนั่นนี่นา คงใกล้ได้เวลาแล้วล่ะมั้ง" ตอนนี้เองต้วนหลิงเทียนพลันนึกขึ้นได้ว่าตนมีนัดประลองเป็นตาย ก็รีบออกจากถ้ำ กระโดดกลับขึ้นไปบนยอดเขาทันที
และเมื่อเหลือบมองท้องฟ้า ก็ยังพบว่าเขายังพอเหลือเวลาอีกเล็กน้อยกว่าจะถึงยามเที่ยง
"ฟู่ว!" ต้วนหลิงเทียนระบายลมหายใจโล่งอกออกมา "เฮ่อ โชคดีนักที่ยังทัน ข้ายังไม่สาย!"
แล้วต้วนหลิงเทียนก็รีบพุ่งลงจากยอดเขาเทียนเฉวียน ราวกับประกายแสง มุ่งหน้าไปยังเวทีประลองเป็นตายที่อยู่กึ่งกลางขุนเขาด้วยความเร็วสูงสุด
‘อ่า ตอนนี้ข้าตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 แล้ว เช่นนั้นพลังงานสั่นสะเทือนของข้าเองก็สมควรเพิ่มพูนมากขึ้นด้วยเช่นกัน…แต่สงสัยนักว่ามันจะแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไรกัน’ ระหว่างทางเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ อารมณ์ของต้วนหลิงเทียนยิ่งดีมากขึ้นไปอีก ‘เอาล่ะ ตราบใดที่วันนี้จั้งไป๋นั่นเหยียบขึ้นเวทีประลองเป็นตาย ข้าจะใช้ความแข็งแกร่งระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 และพลังสั่นสะเทือนเล่นกับมันให้นานสักหน่อย’ ต้วนหลิงเทียนคิดในใจอย่างคึกคัก
ไม่นานต้วนหลิงเทียนก็เดินทางมาถึงกึ่งกลางขุนเขา อันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของเวทีประลองเป็นตาย
ตอนนี้ก็ใกล้เที่ยงแล้ว
ต้วนหลิงเทียนมองไปรอบๆ ก็พบว่ามีผู้คนมากมายหลั่งไหลจากทั่วสารทิศ แออัดเนืองแน่นไปรอบๆ เวทีประลองเป็นตาย …
มีแม้กระทั่งผู้คนที่ไม่คุ้นหน้าตาเลยแม้แต่น้อย
"อะไร คนในขุนเขาเทียนเฉวียนมีมากมายถึงเพียงนี้?" ต้วนหลิงเทียนตกตะลึงเมื่อเห็นผู้คนมากมายถึงเพียงนี้ ตอนนี้รอบๆ ไม่เหลือที่นั่งอะไรแล้ว ซ้ำยังล้นออกไปตนต้องยืนรอบนอกไกลๆ อีกด้วย
"ทำไมต้วนหลิงเทียนกับศิษย์พี่ถังไป๋ยังมิมากันอีกเล่า?"
"นั่นสิ นี่ก็ใกล้ถึงเวลานัดหมายแล้วใยพวกเขายังมิมากันนะ"
…
ต้วนหลิงเทียนเพียงเดินมาถึงรอบๆ ขอบเวทีก็ได้ยินคำสนทนากันหนาหู… เขาเองก็อยากเข้าไปแสดงตัวบนเวที เพื่อบอกให้รู้ว่ามาแล้ว …แต่ปัญหาคือเขาเข้าไปไม่ได้เพราะผู้คนอัดกันจนแน่นไปหมด…
"เฮ่! นั่นต้วนหลิงเทียนนี่ บัดซบ ที่แท้เขามาแล้ว แต่เข้าไปยังเวทีไม่ได้ เอ๊าพวกเจ้ายังยืนทำอันใด! หลีกทางให้เขาเร็วเข้า!!" ครู่ต่อมาก็มีคนสายตาดี จดจำต้วนหลิงเทียนได้ รีบชี้มาทางเขาแล้วกล่าวตะโกนดังกึกก้องออกมา
ตอนนี้เองกลุ่มคนที่ยืนแออัด ก็รีบกุลีกุจอหลีกทางให้ต้วนหลิงเทียนเป็นการด่วน ไม่นานฝูงชนก็แยกออกเป็นทางสายหนึ่งให้ต้วนหลิงเทียนได้เดินสะดวก
หลังจากที่ต้วนหลิงเทียนขึ้นไปยืนบนเวทีประลองได้แล้ว เขาก็หลับตาลงและเริ่มยืนรออย่างสงบนิ่ง
เขารอคอยการมาถึงของถังไป๋อย่างเงียบสงบ