สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 289 : ก่อเรื่องในขุนเขาเทียนจี
บทที่ 289 : ก่อเรื่องในขุนเขาเทียนจี
ในขณะที่ศิษย์ของขุนเขาเทียนเฉวียนกำลังแตกตื่นและเฝ้ารอเวลาที่การประลองเป็นตายจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้…
ทางด้านต้วนหลิงเทียนและเฮ่อชวนก็เดินทางมาถึงขุนเขาเทียนชู และกำลังเดินข้ามสะพานโซ่อีกสาย เพื่อไปยังขุนเขาเทียนจี
ขุนเขาเทียนจีนี้ก็มีลักษณะคล้ายๆกับขุนเขาเทียนเฉวียน และทั้ง 2 ขุนเขานี้ก็มีเพียงศิษย์สายนอกของนิกาย 7 ดาวเท่านั้น แน่นอนว่าย่อมไม่มีสิษย์สตรีให้เห็นอีกเช่นกัน
ถึงแม้ว่าต้วนหลิงเทียนจะนับว่าเป็นคนมีชื่อเสียงของนิกายกระบี่ 7 ดาวตอนนี้ แต่ก็มีเพียงศิษย์ของขุนเขาเทียนจีเท่านั้นที่เคยเห็นเขา สำหรับขุนเขาเทียนจีนี้ย่อมไม่มีคนที่รู้จักเขา
ต้วนหลิงเทียนเดินเข้าไปยังหุบเขาหนึ่ง กล่าวได้ว่ากว้างขวางไม่เบา
ตอนนี้ท่าทางของต้วนหลิงเทียนไม่สู้ค่อยสู้ดีนัก
ในระหว่างทางเขาก็กล่าวถามอาการของหูลี่จากเฮ่อชวนบ่อยครั้ง ทว่าอีกฝ่ายก็ทำราวกับลำบากใจที่จะกล่าว
ความรู้สึกผิดประการหนึ่งเริ่มเกิดขึ้นในใจเขา
และเมื่อต้วนหลิงเทียนได้พบหูลี่อีกครั้ง ดวงตาของเขาก็ต้องกลับกลายเป็นแดงก่ำ!
จิตสังหารอำมหิตน่าพรั่นพรึงเริ่มทะลักออกมาจากร่างต้วนหลิงเทียน …
"หูลี่ เป็นผู้ใดทำร้ายเจ้า?" ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเล็ดรอดไรฟัน เต็มไปด้วยโทสะและจิตสังหารที่น่าหวาดหวั่นราวกับมันผุดออกมาจากก้นบึ้งของนรก
เฮ่อชวนที่ยืนอยู่ข้างต้วนหลิงเทียน ย่อมถูกจิตสังหารต้วนหลิงเทียนห้อมล้อมเอาไว้ นั่นทำให้สีหน้าของมันซีดเผือด พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงถอยห่างออกไป หลังจากนั้นก็มองต้วนหลิงเทียนด้วยความหวาดกลัว
จิตสังหารที่แผ่ออกมาจากร่างของต้วนหลิงเทียนนี้ ทำให้เขาหวาดกลัวอย่างมาก
มันเป็นเรืองยากที่จินตนาการว่า บุรุษหนุ่มอายุราว 20 ปี มีประสบการณ์สังหารผู้คนมากมายจนเกิดเป็นจิตสังหารกระหายเลือดเช่นนี้ได้อย่างไร
ตอนนี้ต้วนหลิงเทียนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง…
ในตอนนี้ดูราวกับทั้งโลกนี้เหลือเพียงหูลี่ที่พึ่งเดินออกมาจากบ้าน…
ขาข้างหนึ่งของหูลี่ขาดหายไปอย่างไร้ร่องรอย การเดินแต่ละก้าวต้องใช้ไม้เท้าคอยช่วยพยุง
หูลี่ตอนนี้ไร้ซึ่งความกล้าหาญแบบที่เคยมีก่อนหน้า ใบหน้าแลดูอิดโรย เนื้อตัวสกปรกมอมแมม ไม่หลงเหลือความกล้าในสายตาอีกต่อไป
ดูราวกับถึงแม้ตอนนี้เขาจะมีชีวิตอยู่ แต่มันเจ็บปวดยิ่งกว่าตาย!
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ การสูญเสียขาไปก็เสมือนสูญสิ้นอนาคตไปแล้ว
"ต้วนหลิงเทียน … " เมื่อหูลี่เห็นต้วนหลิงเทียน รอยยิ้มที่พยายามฝืนทำเป็นเข้มแข็งก็ปรากฏขึ้น แต่ดูอย่างไรมันก็เป็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของคนที่ยอมจำนนต่อโชคชะตา
เพราะในรอยยิ้มมันเต็มไปด้วยความขมขื่น
"เป็นพี่ชายเช่าเฟย ที่ทำร้ายเจ้าใช่หรือไม่?" ใจของต้วนหลิงเทียนพลันสะท้าน เพลิงโทสะแห่งความแค้นลุกโชนในใจ แทบจะระเบิดออก!
หูลี่พยักหน้าเบาๆ
"พาข้าไปหามัน!" ดวงตาแดงก่ำของต้วนหลิงเทียนเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ทะลักล้นออกมา ดูราวกับพร้อมจะกลืนกินเช่าเฟยและพี่มันอย่างไร้ปราณี
หนี้เลือดมันต้องชำระด้วยเลือด!
"ต้วนหลิงเทียน" หูลี่ส่ายหน้าออกมา รวมทั้งบนใบหน้ายังเผยความท้อแท้อับจนหนทาง "อย่าไปเลย … หากเจ้าไปก็มิต่างอันใดกับการเดินไปติดกับดักของมันแล้ว หากแม้แต่เจ้ายังต้องทุกข์ทรมานกับการล้างแค้นนี้ ชีหลันคงตายอย่างไม่สงบแล้วอ!"
เมื่อกล่าวจบร่างหูลี่ก็สั่นสะท้าน และบุรุษผู้ที่ต่อให้มีบาดแผลเพียงใดก็ไม่เคยร่ำไห้ ยามนี้ยังไม่อาจสะกดกลั้นสายน้ำสองสายที่หลั่งไหลจากดวงตา
บุรุษนั้นยากนักจะหลั่งน้ำตา มันคงต้องพบเจอความเคียดแค้นทุกข์ตรมแทบใจขาดแล้วเท่านั้น ถึงจะร่ำไห้ได้
"หูลี่!" เมื่อเห้นหูลี่ร่ำไห้ และกำลังจะล้ม เฮ่อชวนรีบพุ่งไปประคองร่างหูลี่เอาไว้
"เจ้า … เจ้าว่าอะไรนะ? ชีหลัน … ชีหลันตายแล้ว?" ต้วนหลิงเทียนเหวอไปไม่น้อย น้ำเสียงที่กล่าวคำก็แหบแห้งราวกับยากที่จะเอื้อนเอ่ย แววตาเต็มไปด้วยความตะลึง ใบหน้าเผยความไม่เชื่อเรื่องราวออกมา
ร่างของเขากระตุก ความเคียดแค้นชิงชังฉายอยู่บนใบหน้าของเขา ใจเขาปั่นป่วนจนไม่รู้จะกล่าวคำอะไร
"ต้วนหลิงเทียน เรื่องนี้ข้าจะเล่าเอง" เฮ่อชวนมองไปยังต้วนหลิงเทียน พร้อมถอนหายใจ "พี่ชายของเช่าเฟยนามว่าเช่าอิงได้มาที่นี่ ตอนแรกมันลงมือตัดขาของหูลี่ก่อน แล้วมันก็ไปข่มขืนชีหลันทำให้นางต้องแปดเปื้อน …ชีหลันไม่อาจทนรับความอัปยศ นางจึงเลือกที่กระโดดยอดเขาเหยากวง… "
แม่เฮ่อชวนไม่ต้องล่าผลลัพธ์ต้วนหลิงเทียนก็รู้ดี
ขุนเขาเหยากวงเป็นหนึ่งใน 7 ขุนเขาของนิกายกระบี่ 7 ดาว หากใครกระโดดลงมาแน่นอนว่าต้องตกตายอย่างแน่นอน!
วู้มม!
ร่างของต้วนหลิงเทียนสั่นสะท้าน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความอำมหิต ชุดศิษย์สายนอกของเขากระพือพัดขึ้นมาอย่างรุนแรงโดยไร้สายลมพัดนำพา
"เช่าอิง!" ดวงตาของต้วนหลิงเทียนแดงก่ำ เขาคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงกระหายเลือดเพลิงโทสะในใจได้ระเบิดทะลักออกมา!
เพียงครู่เดียว โทสะที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่าง รวมถึงเพลิงโทสะที่ลุกโชนในใจ ดูราวกับจะแผดเผาผลาญสิ้นทุกสิ่ง ก็พรุ่งพรู เขากล่าวออกมาด้วยสายตากระหายเลือด "หูลี่พาข้าไปเวทีประลองเป็นตายของขุนเขาเทียนจี!"
เวทีประลองเป็นตายของขุนเขาเทียนจี
หูลี่แน่นอนว่าย่อมคาดเดาความต้องการของต้วนหลิงเทียนได้ สีหน้าของมันซีดลงทันที
ถึงแม้ว่าตัวมันจะได้ยินเรื่องราว ที่ต้วนหลิงเทียนเพียงลำพังสังหารศิษย์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 พร้อมกันทั้ง 2 คนมาแล้วเมื่อ 2 เดือนก่อน แต่มันก็ไม่ได้แปลกใจอะไร
นั่นเพราะมันคิดว่าระดับบ่มเพาะของต้วนหลิงเทียนไม่ได้อยู่ในระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 แต่เป็น 5!
เช่นนั้นเรื่องที่ต้วนหลิงเทียนสังหารศิษย์สายนอกระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 พร้อมกัน 2 คนจึงเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ
แต่อย่างไรก็ตามเช่าอิงนั้นแตกต่างกัน
เช่าอิงนับเป็นศิษย์สายนอกที่โดดเด่นของขุนเขาเทียนจี ระดับบ่มเพาะของมันนั้นอยู่ในระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 นับว่ามีความแข็งแกร่งสูงมาก กระทั่งตอนนี้ยังเริ่มสั่งสมพลังเพื่อทำการทะลวงผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 7 แล้วอีกด้วย
"ต้วนหลิงเทียน เจ้าตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 แล้วหรือ?" หูลี่สุดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บก่อนจะกล่าวถามต้วนหลิงเทียน
เฮ่อชวนที่อยู่ใกล้ๆถึงกับตกตะลึง
ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6?
ไม่ใช่ว่าต้วนหลิงเทียนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 หรอกหรือ?
ถึงหูลี่ต้องการกล่าวถามเรื่องระดับบ่มเพาะของต้วนหลิงเทียน ไม่ใช่ว่ามันสมควรกล่าวถามว่าตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 แล้วหรือไม่ ไม่ใช่รึไง?
ตอนนี้ตัวมันคิดว่าหูลี่กล่าวผิดไปแล้ว
อย่างไรก็ตามเฮ่อชุนไม่รู้ว่า ระดับบ่มเพาะที่แท้จริงของต้วนหลิงเทียนนั้นยังอยู่ในระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 ทว่าเขาสามารถใช้ออกได้ด้วยความแข็งแกร่งระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 และเป็นหูลี่ที่เห็นถึงเรื่องนี้
ดังนั้นในสายตาของหูลี่ ต้วนหลิงเทียนย่อมเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5 ตั้งนานแล้ว!
ต้วนหลิงเทียนเพียงส่ายหัวออกมา เมื่อหูลี่กล่าวถาม
ระดับบ่มเพาะของเขายังคงเท่าเทียมกับตอนที่เข้าป่าแรกเริ่มตอนนั้น นั่นคือยังอยู่ในระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 แต่เขาก็สามารถใช้ความแข็งแกร่งได้เทียบเท่าระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 5
"เช่นนั้น ต้วนหลิงเทียนเจ้าอย่าได้วู่วามแล้ว ยามนี้เจ้ายังมิใช่คู่ต่อสู้ของเช่าอิง…ข้ารู้ดีว่าเจ้าคิดล้างแค้นให้กับข้าและชีหลัน แต่ถึงแม้ยามนี้ชีหลันยังมีชีวิตอยู่ ข้าก็เชื่อว่านางย่อมไม่ยินยอมให้เจ้ากระทำการวู่วามเช่นนี้ เจ้าไปก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น! " หูลี่เผยท่าทางกระวนกระวายใจออกมาพร้อมมองต้วนหลิงเทียน “ต้วนหลิงเทียนเจ้าต้องฟังคำข้า ด้วยพรสวรรค์ตามธรรมชาติของเจ้าที่เหนือเช่าอิงไปมากมายนัก เพียงเจ้าทนอีกมิกี่ปี เมื่อระดับบ่มเพาะของเจ้าเหนือกว่าเช่าอิง เจ้าค่อยล้างแค้นให้ข้าและชีหลันก็ยังไม่สาย”
ต้วนหลิงเทียนเข้าใจว่าหูลี่กังวลในความปลอดภัยของเขา
ต้วนหลิงเทียนไม่คิดเลยว่า กระทั่งหูลี่ถูกเช่าอิงทำร้ายจนหนักหนาถึงเพียงนี้ หูลี่ยังคงเลือกที่จะระงับความแค้นเพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของตัวเขาขึ้นไปอีก ที่หูลี่ทำเช่นนี้
หูลี่เห็นต้วนหลิงเทียนเงียบไป ถึงแม้ว่าต้วนหลิงเทียนจะไม่ได้ยอมรับคำด้วยปากของเขา แต่มันก็คิดว่าต้วนหลิงเทียนคงเชื่อคำ จึงระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก
และตอนนี้เองรอยยิ้มขมขื่นพลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าหูลี่ พร้อมกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเสียใจอย่างถึงที่สุด "ต้วนหลิงเทียน มาวันนี้ข้าบังเกิดความรู้สึกเสียใจยิ่งนัก ..ข้าเสียใจที่วันนั้นข้าช่วยพูดให้ชีหลันละเว้นเช่าเฟย! พอคิดว่าข้าโง่เพียงใด ที่ไปลงเชื่อคำของตัวชั่วช้าสารเลวอย่างเช่าเฟย …ข้า ข้าเสียใจยิ่งนัก! "
หูลี่เองก็คิดได้ว่าหากวันนั้น ปล่อยให้ต้วนหลิงเทียนสังหารเช่าเฟยเสีย เรื่องราวคงไม่เป็นเช่นนี้
ชีหลันเองก็คงไม่ตาย!
ขาของมันก็คงไม่ต้องพิการ!
น่าเสียดายที่โลกนี้มันไร้เม็ดยารักษาอาการเสียใจ ผลของการตัดสินใจในวันนั้น นำมาสู่เรื่องราวในวันนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ตัวมันต้องแบกรับเอาไว้อง …
ต้วนหลิงเทียนเงยหน้าขึ้นมา พร้อมสูดลมหายใจเขาลึกๆ ดวงตาสีแดงก่ำของเขาตอนนี้กลับยกลายเป็นไร้อารมณ์
มีเพียงความเย็นชาเท่านั้น!
"เรื่องนี้ข้าเองก็ผิด … ในวันนั้นข้าไม่ควรฟังคำพวกเจ้า หากข้าทำตามอำเภอใจสังหารเช่าเฟยไปเสีย เรื่องเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น" ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเต็มไปด้วยความสงบ ทว่าจริงๆแล้วกลับเป็นการระงับโทสะเอาไว้อย่างถึงขีดสุด
"ต้วนหลิงเทียน เรื่องนี้เจ้าไม่ได้ผิดอะไร เป็นข้ากับชีหลันที่ไร้เดียงสาโง่งมหลงเชื่อเช่าเฟย!" หูลี่ส่ายหน้าออกมา มันเองย่อมเข้าใจว่าเหตุผลที่ต้วนหลิงเทียนเลือกที่จะฟังมันกับชีหลันในวันนั้น เป็นเพราะต้วนหลิงเทียนเคารพในการตัดสินใจของมันกับชีหลัน…และนั่นเป็นสิ่งที่สหายพึงกระทำ
สุดท้ายเรื่องราวทั้งหมดก็เป็นไปตามที่ต้วนหลิงเทียนกล่าวไว้ และทั้งหมดล้วนเป็นมันกับชีหลันที่กระทำผิดพลาดเอง!
"เอาล่ะ เจ้าพักผ่อนก่อนเถิด" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้าให้หูลี่แล้วเดินจากไป
ตอนแรกหูลี่คิดว่าต้วนหลิงเทียนคงเดินทางกลับขุนเขาเทียนเฉวียน แต่ไม่นานมันก็ได้เห็นความโกลาหลที่เกิดขึ้นด้านนอก เหล่าศิษย์มากมายต่างสนทนากันดังอื้ออึ้ง ในใจของมันพลันบังเกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาทันที
"เฮ่อชวนเจ้าพาข้าไปดูเรื่องราวข้างนอกเร็วเข้า” เมื่อเฮ่อชวนพาหูลี่ออกมานอกหุบเขา หูลี่ก็ได้ยินบทสนทนาที่กำลังกล่วบอกต่อกันไปทั่วทั้งขุนเขาเทียนจี
"เฮ่ สหายยังมัวทำอันใดอยู่เล่า รีบไปเวทีประลองเป็นตายเร็วเข้า ต้วนหลิงเทียนจากขุนเขาเทียนเฉวียน มันขึ้นไปบนเวทีประลองเป็นตาย กล่าวคำท้าศิษย์พี่เช่าอิงของขุนเขาเทียนจีเราใหญ่แล้ว"
"อะไร ต้วนหลิงเทียนของขุนเขาเทียนเฉวียน ที่มีระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 4 ในวัยเพียง 20 ปี ที่สังหาร ศัตรูในระดับเดียวกันพร้อมกัน 2 คนเมื่อ 2 เดือนก่อนน่ะหรือ? "
"มิผิด เป็นเขา พวกเรารีบไปเร็วเข้า หากชักช้าจะไม่เหลือที่ดีๆ ให้ชมดูแล้ว"
…
เหล่าศิษย์ของขุนเขาเทียนจี รีบมุ่งหน้ายังเวทีประลองเป็นตาย ซึ่งอยู่ที่ยอดเขาอย่างเร่งรีบ
"ต้วนหลิงเทียน ใยเจ้าถึงไม่ฟังคำข้า … ?" ใบหน้าของหูลี่เต็มไปด้วยความเสียใจ และหวาดกลัว “ข้าไม่ควรให้ต้วนหลิงเทียนรู้เรื่องข้ากับชีหลันเลย"
หูลี่ไม่คิดเลยว่าต้วนหลิงเทียนจะวู่วามถึงขั้นนี้!
"หูลี่ ถึงแม้ว่าต้วนหลิงเทียนจะฟังคำของเจ้า แต่ก็ไม่แน่ว่าเขาจะมีชีวิตรอดอยู่ได้หลังวันพรุ่งนี้ " เฮ่อชวนที่อยู่ข้างๆกล่าวออกมาพร้อมเผยรอยยิ้มขมขื่น
"เฮ่อชวนเรื่องที่เจ้ากล่าวนี้หมายความว่าอะไร?" หูลี่บังเกิดความร้อนใจพร้อมจ้องไปยังเฮ่อชวนด้วยสายตาร้อนรุ่ม
เฮ่อชวนถอนหายใจออกมา ก่อนที่จะบอกหูลี่ถึงเรื่องที่ต้วนหลิงเทียนมีนัดประลองเป็นตาย กับศิษย์ที่โดดเด่นคนหนึ่งของขุนเขาเทียนเฉวียน ที่อยู่ในระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 พรุ่งนี้เที่ยง
หูลี่เพียงเงียบไปพร้อมขมวดคิ้ว
ในตอนนี้แทนที่เขาจะกังวลใจเพิ่ม กลับเริ่มครุ่นคิดอย่างประหลาดใจ
เป็นไปได้หรือไม่ ที่ต้วนหลิงเทียนจะมั่นใจว่าสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ขั้นที่ 6 ได้..
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับต้วนหลิงเทียนมากสักเท่าไร แต่เขารู้ว่าต้วนหลิงเทียนไม่ใช่คนที่ผลีผลาม ไม่เข้าใจความสำคัญของเรื่องราว
ความหวังเริ่มบังเกิดในใจเขา
"ต้วนหลิงเทียนแห่งขุนเขาเทียนเฉวียน ท้าศิษย์ของขุนเขาเทียนจีเช่าอิง มาขึ้นเวทีประลองเป็นตายของขุนเขาเทียนจี ไม่ตายไม่เลิกรา!" ประโยคนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วบนขุนเขาเทียนจี
เพียงพริบตามันก็กระจายไปทั่วขุนเขา
บนขุนเขาเทียนจี หุบเขาที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
"ท่านพี่ ต้วนหลิงเทียนไม่อาจระงับอารมณ์อย่างที่ท่านคาดคิดเอาไว้จริงๆ … ท่านช่างลงมือได้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก" ใบหน้าของเช่าเฟย ผู้ที่เสียขาไป 1 ข้างเผยให้เห็นความอำมหิตขึ้นมา มันยิ้มแสยะเพราะเรื่องราวเป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้
"ตราบใดที่มันนับว่าหูลี่และชีหลันเป็นสหาย เรื่องเช่นนี้มันย่อมไม่อาจทานทนได้…แต่จะอย่างไรก็ตามข้าไม่คิดเลยว่า มันจะกล้าท้าข้าขึ้นเวทีประลองเป็นตายเช่นนี้!" ชายหนุ่มที่กล่าวคำนี้ มีใบหน้าละม้ายคล้ายเช่าเฟยอยู่หลายส่วน
แน่นอน เพราะมันคือเช่าอิง พี่ชายของเช่าเฟย!