หน้าแรก Amnovel
  • หน้าแรก
  • นิยายทั้งหมด
  • เติมเงิน
  • ติดต่อเรา
ค้นหา
ค้นหาขั้นสูง
เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
  • หน้าแรก
  • นิยายทั้งหมด
  • เติมเงิน
  • ติดต่อเรา
  • เข้าสู่ระบบ
เข้าสู่ระบบ
Prev
Next

สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 145 เริ่มต้นปีการศึกษาด้วย ทางเลือก!

  1. หน้าแรก
  2. สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์
  3. บทที่ 145 เริ่มต้นปีการศึกษาด้วย ทางเลือก!
Prev
Next

"ตกลง!" ชายชรายิ้มออกมา ก่อนที่จะรับโอสถมาแล้วกินมันลงไปทันที ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกคน

หลังจากช่วงเวลาเพียงสั้นๆ ประกายตาของชายชราก็ส่องสว่างขึ้นมา "โอสถเลิศล้ำอะไรเช่นนี้ … ความสามารถของมันเพียงแค่เริ่มหลอมละลาย ก็ช่วยบรรเทาอาการของข้าได้มากมายถึงเพียงนี้!! น้องชายต้วนหลิงเทียนนี่มันโอสถเลิศล้ำอันใดกันหรือ?"

"มันมีชื่อว่า โอสถกวาดจิตพิสุทธิ์" ต้วนหลิงเทียนเพียงยิ้มบางๆ พร้อมกล่าวตอบไป หลังจากนั้นต้วนหลิงเทียนก็ขอตัวลาชายชรา และเดินกลับเข้าไปในห้องโถงจวนเจ้าพระยากับนี่เหวี่ยและก็นี่เฝิน

"น้องชายหลิงเทียน บุญคุณครั้งนี้ข้ากล่าวขอบคุณเจ้าอย่างไรก็คงไม่สามารถเทียบกันได้ หากในอนาคตเจ้ามีข้อเรียกร้องหรือความต้องการอันใด ตราบใดที่มันยังอยู่ในอำนาจของจวนเจ้าพระยาแห่งนี้ที่สามารถกระทำได้ล่ะก็ ข้าจะกระทำมันโดยไม่กล่าวถามสักคำ!" พระยา นี่เหวี่ยมองไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาจริงจังก่อนจะกล่าวให้คำมั่นออกมา

"ท่านพระยา ท่านใจกว้างนัก" ต้วนหลิงเทียนเพียงยิ้มรับคำออกมาบางๆ เขามายังจวนเจ้าพระยาแห่งนี้เพื่อคำมั่นนี้ และเขารู้ดีว่าค่ำมั่นสัญญานี้มันมีค่ามากขนาดไหน

มันเปรียบได้ดั่งเส้นฟางช่วยชีวิตเขาในยามวิกฤตอย่างแท้จริง!

ถึงแม้เขาจะพึ่งเดินทางมายังเมืองหลวงได้เพียงเดือนเดียวแต่ทว่าตอนนี้ เขากลับสร้างศัตรูที่น่ากลัวเอาไว้แล้วถึง 2 คน ได้แก่ต้วนหรงจากตระกูลต้วน และองค์ชาย 5 แห่งเมืองหลวง

ถึงแม้ว่าหลิงเทียนจะไม่คิดใช้อำนาจของจวนเจ้าพระยาไปต่อกรกับพวกมัน แต่เขาก็จำเป็นต้องสร้างทางหนีทีไล่เอาไว้ … ความสัมพันธ์กับจวนเจ้าพระยานั้นนับว่ามีราคาไม่น้อย เขาไม่คิดจะใช้คำมั่นนี้เพราะเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องเช่นนี้ หากไม่ไร้หนทางจริงๆเขาไม่คิดหยิบยืมมือผู้คนจากจวนเจ้าพระยา!

นี่เหวี่ยสั่งให้นี่เฝินเดินไปส่งหลิงเทียนด้วยตัวเอง

"น้องชายหลิงเทียน เจ้ารู้หรือไม่ ตลอดชั่วชีวิตของข้านี่เฝินนั้น หาได้ชื่นชมใครจากหัวใจง่ายๆ มีเพียงท่านปู่ และบิดาข้าเท่านั้นที่ข้าชื่นชมจากใจจริง แต่วันนี้ดูท่าของต้องเพิ่มน้องชายหลิงเทียนเอาไว้เป็นคนที่ 3 เสียแล้ว …นี่เพราะเจ้าไม่เพียงเป็นอัจฉริยะที่สามารถเป็นผู้หลอมโอสถได้ตั้งแต่ 18 ปีเท่านั้น แต่เจ้ายังสามารถรักษาได้กระทั่งพิษของพังพอนทมิฬไร้ลักษณ์ที่แม้แต่ผู้หลอมโอสถระดับ 6 ยังได้แต่ส่ายหน้า " นี่เฝินอดที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความทึ่งไม่ได้ แม้ตัวเขาเองก็นับได้ว่าหาใช่คนธรรมดาและอ่อนด้อยอะไรไม่ ในเมืองหลวงแห่งนี้เขาก็นับได้ว่าเป็นผู้เยาว์ที่สามารถตัดผ่านไปยังระดับกำเนิดแก่นแท้ได้รวดเร็ว รวมทั้งภูมิหลังของเขาก็ยิ่งใหญ่และน่าประทับใจไม่น้อย ตัวเขาเองก็นับได้ว่าเป็นที่น่าอิจฉามากมายของผู้คนในเมืองหลวงแล้ว แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาเองยังอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยหลิงเทียนอย่างหมดใจ

เขานั้นย่อมรู้ดีว่าผู้หลอมโอสถอัจฉริยะอย่างหลิงเทียนนั้น อนาคตหาได้หยุดอยู่เพียงแค่อาณาจักรนภาล่องแห่งนี้ไม่ และในอนาคตไม่ช้าก็เร็วหลิงเทียนก็จะอยู่สูงจนเขาต้องแหงนมองขึ้นไป

"พระยาน้อย ความสามารถด้านวิชายุทธ์ของเจ้าเองก็หาได้อ่อนด้อยอะไรไม่" ต้วนหลิงเทียนยิ้มออกมา

ไม่นานนักนี่เฝินก็เดินมาส่งหลิงเทียนถึงประตูหน้า แล้วตอนนี้เองที่เหล่าทหารเฝ้าประตูหน้าทั้ง 4 ได้เห็นภาพ พระยาน้อยเดินมาส่งหลิงเทียนด้วยความเป็นกันเอง พวกเขาถึงกับตกใจจนเหงื่อตก "โชคดีนักที่พวกเราไม่ได้ล่วงเกิน ชายหนุ่มคนนั้น…หาไม่แล้ว พวกเราคงประสบกับหายนะ!"

"น้องชายหลิงเทียน หากในอนาคตเจ้ามีปัญหาอะไรในเมืองหลวงแห่งนี้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตามอย่าได้ลังเลที่จะมาหาข้าล่ะ ข้าขอกล่าวได้เลยในเมืองหลวงแห่งนี้ มีเรื่องราวที่จวนเจ้าพระยาแห่งนี้ไม่อาจสะสางได้น้อยนิดยิ่งนัก !” ก่อนที่จะแยกย้ายกันไป นี่เฝินเองก็กล่าวให้คำมั่นนี้กับหลิงเทียนเช่นกัน

"เอาล่ะ หากข้ามีปัญหาอะไรขึ้นมารับรองข้าจะไม่เกรงใจแน่นอน" ต้วนหลิงเทียนเพียงตอบคำกลับด้วยความยิ้มแย้ม ก่อนที่จะเดินทางกลับ

หลังจากที่ยืนมองเงาหลังของหลิงเทียนจนหายไป นี่เฝินก็หันหลังกลับเข้าจวนเจ้าพระยาไป

ตอนนี้ทหารเฝ้าประตูทั้งสี่ได้แต่หันมามองหน้ากันเองด้วยความตื่นตระหนก

“พวกเจ้าเห็นหรือไม่ ว่าท่านพระยาน้อยให้ความสำคัญกับชายหนุ่มคนนั้นถึงเพียงไหน!”

"ด้วยคำมั่นสัญญานี้ของท่านพระยาน้อย ชายหนุ่มคนนั้นแทบจะสามารถกระทำเรื่องราวใดๆก็ตามในเมืองหลวงแห่งนี้ได้ตามใจชอบแล้ว"

"ที่ท่านพระยาน้อยมีทีท่าถึงเพียงนี้ หรือว่าชายหนุ่มคนนั้นจะสามารถรักษาท่านเจ้าพระยาได้ !?"

…

หลังจากออกเดินทางจากจวนเจ้าพระยา ต้วนหลิงเทียนก็เดินดูสิ่งของในเมืองก่อนเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับบ้านพักของเขา และเมื่อกลับมาถึงบ้านแน่นอนสิ่งแรกที่เขาทำก็คือไปล้างหน้าเอาเครื่องประทินโฉมที่ตกแต่งใบหน้าอยู่ออกจนหมด คิ้วคมเข้มแลดูดุดันราวกับดาบชั้นเลิศ และใบหน้าหล่อเหลากลับคืนมาอีกครั้ง

"ฮ่าๆ แม้แต่ข้าเองยังไม่คิดเลยว่าออกไปเพียงครึ่งวัน จะมีโชคกลับมามากมายถึงเพียงนี้" ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว เมื่อได้กกลิ่นอาหารโชยออกมาจากห้องครัวหลิงเทียนก็แย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจ…

เงิน 5,000,000 เหรียญเงินก็นับว่ามีมูลค่าไม่น้อย แต่คำสัญญาจากจวนเจ้าพระยา นั้นไม่อาจประเมินมูลค่าได้

หลังจากที่เดินผ่านลานกว้างด้านหน้าผ่านอาคารหลักแล้วเดินเข้าไปยังอาคารด้านหลัง หลิงเทียนก็หันมองหามาดาของเขา ลานด้านหลังนั้นเมื่อเทียบกับด้านหน้าแล้วกว้างขวางกว่ากันมากนักไม่นานหลิงเทียนก็ร่างสตรีที่งดงาม 2 คนกำลังร่ายรำกระบี่ฝึกฝนกันอยู่…

ต้วนหลิงเทียนเดินเข้าไปหา ก่อนที่จะกล่าวทักทายกับผู้ที่นั่งเก้าอี้ชมดูสตรีสองคนร่ายรำกระบี่อยู่ "ท่านแม่"

"ลูกเทียน เจ้ากลับมาแล้ว?" ลี่หลัวกระพริบดวงตาคู่งามก่อนที่จะกล่าวถามออกมาอย่างอ่อนโยน

ชีวิตในแต่ละวันของนางยามนี้นับว่าสะดวกสบายและไร้ความทุกข์ร้อนใดๆ ราวกับเป็นช่วงชีวิตในยามที่สามีของนางยังคงอยู่ดูแล ทว่าตอนนี้กลับเป็นลูกชายของนางที่เติบใหญ่และเข้มแข็งขึ้นจนดูแลนางได้ดีขนาดนี้แล้ว เพียงได้เห็นบุตรชายมีความสามารถมากมายขนาดนี้หัวใจของนางก็ไม่ต้องการอะไรอื่นอีกแล้ว…

"กลับมาได้สักพักแล้วท่านแม่" ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับก่อนที่จะนั่งลง แล้วนั่งมองสองสาวที่กำลังตั้งใจฝึกวิชากันอยู่…

"ลูกเทียนไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม เจ้าห้ามทอดทิ้งพวกนางเด็ดขาดไม่งั้นแม่จะไม่ยกโทษให้เจ้า!" อยู่ๆลี่หลัวก็กล่าวออกมาอย่างกะทันหันด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ท่านแม่ อย่าได้กังวลเรื่องนี้เลย ข้าไม่มีวันทำเช่นนั้นหรอก"ต้วนหลิงเทียนเพียงส่ายหัวและหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม แม่ของเขากังวลในเรื่องนี้มากเกินไป สตรีสองคนนั้นเรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา จนยากที่จะแยกจากไปแล้ว เขาจะทอดทิ้งพวกนางลงได้อย่างไรกัน

เวลาไหลผ่านไปราวกับติดปีกบิน เพียงพริบตา 2 เดือนได้ผ่านพ้นไป

"เหลืออีกแค่นิดเดียวเท่านั้น" ต้วนหลิงเทียนที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ค่อยๆลืมตาออกมา

นับตั้งแต่เขากลับมาจากจวนเจ้าพระยานั้น เขาไม่ได้ออกจากเขตที่พักไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว และนอกจากเวลาที่ใช้ในการอยู่กับแม่และสตรีทั้ง 2 คนแล้ว หลิงเทียนทุ่มเทเวลาไปกับการบ่มเพาะอย่างจริงจัง จนตอนนี้เหลืออีกเพียงแค่นิดเดียวเขาก็จะสามารถตัดผ่านไปยังระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 5 ได้แล้ว

“ไม่เป็นไร ข้าก็ค่อยๆบ่มเพาะไปตามปกติ… ตอนนี้ได้เวลาไปรายงานตัวที่สถาบันบ่มเพาะขุนพลแล้ว” คิ้วของหลิงเทียนขมวดขึ้นเล็กน้อยก่อนที่จะลุกออกจากเตียง

ต้วนหลิงเทียนไม่ได้พาสตรีทั้งสองไปยังสถาบันบ่มเพาะขุนพลแต่อย่างไร เขาเพียงพาฉงเฉวียนกับเสี่ยเฮยออกไปเท่านั้น เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไรมากมาย นี่เพราะว่าเพียงแค่เขาเดินออกจากบ้านไปไม่ไกลเขาก็ถึงสถาบันบ่มเพาะขุนพลแล้ว มันใกล้กันอย่างยิ่งจนไม่กี่ลมหายใจเขาก็เดินมาถึงประตูสถาบันบ่มเพาะขุนพลแล้ว

ตอนนี้ที่ประตูหน้าของสถาบันบ่มเพาะขุนพลนับว่าครึกครื้นนัก มีชายหนุ่มบางคนที่แลดูจะเหน็ดเหนื่อยจากการเร่งรีบเดินทางมาไม่น้อย ดูเหมือนพวกมันจะถึงมาถึงเมืองหลวงสดๆร้อนๆ หากพวกมันมาถึงที่นี่ช้าไปเพียงไม่กี่วันเกรงว่าพวกมันคงพลาดโอกาสที่จะเข้าร่ำเรียนในสถาบันบ่มเพาะขุนพลแห่งนี้แล้ว ต่อให้มันมีคุณสมบัติก็ตาม เพราะพวกมันพลาดช่วงเวลาในการลงทะเบียนจนเสียสิทธิ์นั้นไป

"เอ ข้าสงสัยว่าเซี่ยวหยูจะมาถึงแล้วหรือยัง" คิ้วของหลิงเทียนยักขึ้นเล็กน้อยในขณะที่คิดถึงสหาย ไม่นานเขาก็เดินตามผู้คนเข้ามาถึงประตูหลักและเริ่มต้นลงทะเบียนให้ตัวเอง

ผู้รับผิดชอบในการลงทะเบียนเป็นชายวัยกลางคน เขาทำเพียงเหลือบมองหลิงเทียนครู่หนึ่งเท่านั้นก่อนที่จะกล่าวออกมา “เอกสารรับรองคุณสมบัติ”

ต้วนหลิงเทียนก็หยิบเอกสารรับรองออกมาแล้วยื่นให้แก่เจ้าหน้าที่

"หืม เจ้ามาจากค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเหล็ก?" ชายวัยกลางคนที่จ้องมองเอกสารการรับรองอยู่ รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย

ค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเหล็ก? เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายที่ทำหน้าที่ลงทะเบียน ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังหลิงเทียนไป 2-3 ช่วงตัวถึงกับพูดไม่ออก

"ข้าได้ยินมาว่าปีนี้มีผู้ผ่านการทดสอบจากค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเหล็ก จนได้รับคุณสมบัติในการเข้าศึกษาที่สถาบันบ่มเพาะขุนพลแห่งนี้เพียงแค่ 7 คนเท่านั้น"

"ข้าเองก็เคยได้ยินคำร่ำลือมาไม่น้อยถึงเรื่องค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเหล็ก นับว่ามันเป็นสถานที่ๆมีชื่อเสียงมากที่สุดใน 18 มณฑล เนื่องจากระดับความยากในการผ่านเกณฑ์ของที่นี่นั้นสูงมาก ชายผู้หนุ่มผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าความสามารถหาได้ธรรมดาไม่เพราะมันผ่านการฝึกฝนจากที่นั่นมาได้"

“ข้าก็ว่าอย่างนั้น ถึงแม้จะเป็นข้าเองที่มาจากมณฑลผานางแอ่นเหิน ข้ายังไม่กล้าไปเข้าร่วมค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเลย เพราะข้ารู้ตัวดีว่าข้าไม่อาจผ่านได้อย่างแน่นอน”

…

บทสนทนาเซ็งแซ่จากกลุ่มเยาวชนรอบๆทำให้มุมปากของหลิงเทียนกระตุกไปเล็กน้อย ดูเหมือนว่าค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเหล็กนี้จะมีชื่อเสียงโด่งดังไม่น้อย ผู้คนถึงได้แตกตื่นกันขนาดนี้ ?

"ต้วนหลิงเทียน ชื่อนี้ดูเหมือนจะเป็นเยาวชนที่มาจากสายตระกูลหลักของตระกูลต้วน… " หลังจากเปรียบเทียบเอกสารรับรองกับข้อมูลที่มีอยู่ในมือครู่หนึ่งชายวัยกลางคนก็คิดเรื่องราวบางอย่างอยู่ในใจ แต่เขาก็ไม่ได้กล่าวอะไรออกมาอีก

ในความเห็นของเขา หากชายหนุ่มตรงหน้าเป็นคนของตระกูลต้วนจริงๆ ในเมื่อมันมีความสามารถสูงพอที่จะผ่านค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะของกองกำลังโลหิตเหล็กมาได้ ตระกูลต้วนคงส่งชื่อหรือ นำสิทธิ์เข้าศึกษามอบให้มันไปแต่แรกนานแล้ว คงไม่ส่งมันไปเสี่ยงชีวิตอะไรเช่นนี้

ตุบ!

ชายวัยกลางคนประทับตรารับรองว่าเอกสารนี้ถูกต้อง ก่อนที่จะกล่าวกับหลิงเทียน "เอาล่ะคราวนี้หากเจ้าต้องการติดต่อที่พักภายใสถาบันเจ้าก็เดินไปหา อาจารย์ทางด้านนั้นเขาจะเป็นผู้แนะนำให้เจ้าเอง เจ้าสามารถไปทำข้อตกลงกับเขาได้ ส่วนหากไม่ต้องการพักในสถาบัน ก็ไม่มีอันใดแล้ว เจ้าสามารถกลับบ้านได้เลย แล้วก็อย่าลืมไปอ่านคู่มือของสถาบันแห่งนี้มาให้ดี…. แล้วอีก 5 วันก็จะเป็นวันเปิดเรียนวันแรก เจ้าอย่าได้ลืมที่จะเอาเอกสารรับรองนี้มาด้วย "

ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับคำก่อนที่จะเก็บเอกสารกลับมาแล้วเดินทางกลับพร้อมฉงเฉวียน

พักในสถาบันงั้นหรือ? เขาไม่ได้ต้องการสักนิด บ้านเขาแทบจะติดกับสถาบันอยู่แล้ว มันตั้งอยู่ทางใต้ของสถาบันแห่งนี้นี่เอง

….

ตอนนี้ภายในบ้านหลังหนึ่งบริเวณทิศเหนือของสถาบันบ่มเพาะขุนพล มีชายหนุ่ม 2 คนกำลังนั่งสนทนากันอยู่ หนึ่งในนั้นมีสีหน้าทีเต็มไปด้วยความไม่พอใจ

"พี่ชาย นี่มันเป็นเวลากว่า 3 เดือนแล้วนะ คนของท่านลุงยังไม่เจอตัวมันอีกหรือ !" ต้วนหรงกล่าวออกมาด้วยโทสะ ใบหน้าของเขาแลดูจะอาฆาตแค้นหลิงเทียนไม่น้อย ทุกครั้งที่เขาคิดถึงเรื่องเมื่อ 3 เดือนก่อนโทสะอารมณ์ของเขาจะพลุ่งพล่านยากระงับลงได้ทุกที

ชายหนุ่มในชุดสีม่วงที่ทำลายแขนเขาเขาจนแหลกละเอียดด้วยดัชนีเดียวนั่น แทบจะเป็นมารใจของเขาไปแล้ว ถึงแม้ว่าอาการบาดเจ็บของเขาจะสามารถเยียวยารักษาได้จนเกือบจะหายดี แต่จะอย่างไรมันก็นับว่ามีผลกระทบไม่น้อย ตอนนี้ยามเขาใช้กำลังหรือวิชาต่อสู้ มันจะด้อยประสิทธิภาพลงไปถึง 20% …

"นี่มันก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เจ้าให้ข้อมูลมาน้อยเกินไป ชายหนุ่มสวมชุดสีม่วงกับชายวัยกลางคนสวมหน้ากาก … ในเมืองหลวงนั้นเอาแค่เรื่องนี้เพียงแค่เดินออกไปไม่นานก็พบเต็มไปหมดแล้ว" ชายหนุ่มอีกคนส่ายหัว

“ท่านพี่ ไม่ใช่ว่าท่านเองก็พอมีความสัมพันธ์กับองค์ชาย 5 หรอกหรือ ร้านที่ค้าขายบ้านนั่น มันเป็นของตระกูลราชวงศ์ ที่ตระกูลต้วนเราไม่สามารถไปรีดเค้นข้อมูลอะไรได้ แต่หากองค์ชาย 5 เป็นผู้ต้องการหาข้อมูลมันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ง่ายดายไม่ใช่หรือไร?” ต้วนหลงกล่าวออกมาเมื่อคิดได้ ดวงตาเขาทอประกายออกมาวูบหนึ่ง

ชายหนุ่มอีกคนเพียงหัวเราะออกมาเล็กน้อย "งั้นเจ้าอย่าลืมกล่าวเตือนข้าอีกครั้ง หากข้าไปพบองค์ชาย 5"

เขาและองค์ชาย 5 นั้นได้พบกันเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น จึงกล่าวได้ว่าไม่ใช่คนที่มีความสัมพันธ์กันสักเท่าไร แม้ว่าเขาจะเป็นบุตรชายคนเดียวของ ผู้อาวุโสรอง ที่มีอีกสถานะเป็นถึงรองประมุขตระกูล เขาก็ไม่ได้เจอองค์ชาย 5 บ่อยนัก

ภายในอาณาจักรนภาล่องแห่งนี้กล่าวได้ว่ามีองค์ชายมากกว่า 10 คน และนอกจากวังหลวงแล้ว พวกเขาก็มักมีพื้นที่เป็นของตนเองและ แต่ละคนก็มักจะอยู่ในเขตของตัวเองไม่ค่อยออกไปไหนบ่อยนัก

ณ วังขององค์ชาย 5

"ท่านพี่เจ้าคะ ! นี่มันก็ผ่านไปแล้ว 3 เดือนนะเจ้าคะยังไม่มีข่าวของมันอีกหรือ?" ถงลี่ที่อยู่ในชุดแดงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด ตอนนี้นางรู้สึกหงุดหงิดอย่างมาก

"น้องลี่ คนที่เจ้าบอกนั้นข้าก็ส่งคนไปตามหาอย่างละเอียดแล้ว แต่มันก็ยากเย็นนัก เจ้าไม่รู้ชื่อของมัน ไมรู้ว่ามันมีพื้นเพอย่างไร อีกทั้งไม่รู้ว่ามันมาทำอะไรที่เมืองหลวง การตามหาจึงค่อนข้างยากลำบากมากนัก อีกทั้งพวกเราเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจากเมืองหลวงไปแล้วหรือยัง " องค์ชาย 5 กล่าวออกมาพร้อมส่ายหัว เขาทำได้เพียงยิ้มปลอบใจน้องสาวคนนี้ เท่านั้น …รอยยิ้มของเขานั้นช่างอบอุ่นเหมือนลมแรกฤดูใบไม้ผลิ นำพาให้ผู้คนโล่งสบายขึ้นมา

"แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ น้องไม่ยอมปล่อยมือจากเรื่องนี้นะเจ้าคะ?" ใบหน้าของถงลี่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

"แน่นอนว่าพวกเราไม่ได้คิดรามือ แต่ยามนี้พวกเราก็ไม่มีเบาะแสเลยนี่นา? ในอนาคตหากเราได้เบาะแสอะไรมาบ้าง พี่ชายคนนี้จะช่วยลากมันมาให้เจ้าลงโทษทันทีเลยดีหรือไม่? " กล่าวจบองค์ชาย 5 ก็รีบกล่าวเปลี่ยนเรื่องทันที “น้องลี่ อีก 5 วันสถาบันบ่มเพาะขุนพลก็เปิดแล้ว ตัวเจ้าคิดที่จะอยู่ฝ่ายไหนกันหรือ ระหว่างขุนพล หรือ กุนซือ?”

Prev
Next

ความคิดเห็นสำหรับ "บทที่ 145 เริ่มต้นปีการศึกษาด้วย ทางเลือก!"

3.7 238 โหวต
คุณชอบเรื่องนี้ไหม?
ติดตาม
เข้าสู่ระบบ
แจ้งเตือนของ
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจชอบ

ไปเก็บสเตตัสที่ต่างโลก Picking Up Attributes From Today
ไปเก็บสเตตัสที่ต่างโลก Picking Up Attributes From Today
มีนาคม 12, 2022
ฮูหยินข้าดีเลิศประเสริฐสุด
ฮูหยินข้าดีเลิศประเสริฐสุด
มีนาคม 12, 2022
The Demon God Pesters : The Ninth Lady of the Doctor
The Demon God Pesters : The Ninth Lady of the Doctor
มีนาคม 12, 2022
เกิดใหม่กับระบบไร้พ่าย
เกิดใหม่กับระบบไร้พ่าย
มิถุนายน 26, 2022
davisam
จักรพรรดิเทพมรณะ
มกราคม 14, 2023
The Inverted dragons scale
The Inverted dragons scale
มีนาคม 12, 2022
Tags:
#ผจญภัย, กำลังภายใน, ต่อสู่, สงคราม
ประวัติการเข้าชม
You don't have anything in histories
หมวดหมู่นิยาย
  • sci-fi (24)
  • Video Games (11)
  • กำลังภายใน (36)
  • จีนกำลังภายใน (1)
  • ดราม่า (3)
  • ตลก (3)
  • นิยายลิขสิทธิ์ (18)
  • นิยายแต่ง (3)
  • ย้อนยุค อนาคต (7)
  • สยองขวัญ (2)
  • เกมส์ออนไลน์ (4)
  • แฟนตาซี (162)

© 2026 Madara Inc. All rights reserved

Premium Chapter

คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อน

wpDiscuz