หน้าแรก Amnovel
  • หน้าแรก
  • นิยายทั้งหมด
  • เติมเงิน
  • ติดต่อเรา
ค้นหา
ค้นหาขั้นสูง
เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
  • หน้าแรก
  • นิยายทั้งหมด
  • เติมเงิน
  • ติดต่อเรา
  • เข้าสู่ระบบ
เข้าสู่ระบบ
Prev
Next

สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 107 กึ่งหลับกึ่งตื่น

  1. หน้าแรก
  2. สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์
  3. บทที่ 107 กึ่งหลับกึ่งตื่น
Prev
Next

"ข้าอิ่มแล้ว!"

เมื่อต้วนหลิงเทียนกินอิ่มก็เริ่มเอนตัวลงนอนใต้ต้นไม้ทันที เขาใช้สองมือประสานไขว้ไปที่หลังหัวก่อนที่จะเอนหลังพิงรากไม้ขาซ้ายชันขึ้นมาก่อนที่จะนำขาขวาไปพาดไว้ แล้วกระดิกเท้าอย่างสบายอารมณ์

ดวงดาราสุกสกาวเต็มท้องฟ้าที่ทอไปด้วยสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ของราตรีกาล ภาพนี้มันพาลให้จิตใจสงบยิ่งนัก

"เฮ่ ลั่วเฉินข้าย่างเนื้อจนกินไปหมดแล้วถึง 3 ชิ้น แต่เจ้ายังย่างไม่เสร็จสักกะชิ้นช่างพิรี้พิไรเสียจริง นี่เจ้าต้องมาเบิ่งตามองดูข้านี่ ดูว่าวิธีย่างและกินของข้าเป็นอย่างไร และนี่ล่ะ! วิถีของลูกผู้ชาย!! " เมิ่งฉวนกล่าวออกมาอย่างโอ้อวด ทั้งที่เนื้อชิ้นเมื่อครู่แลดูเหมือนจะยังไม่สุกดีนัก

เซี่ยวหยูที่เห็นท่าทางของมันอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เมิ่งฉวนข้าว่าไอที่เจ้าทำนั้นหาได้เรียกว่ากินไม่ แลดูเหมือนจะเรียกว่ายัดเสียมากกว่า เพราะเจ้าเอาเข้าปากแล้วก็กลืนลงไปแทบจะทันที หาได้ลิ้มรสชาติหอมหวานของเนื้ออันใดไม่…"

"ยัดอะไรกันเล่า ใยเจ้าไม่ดูหลิงเทียนมันบ้างเล่า มันกินเร็วกว่าข้าเสียอีก! อย่างข้าเรียกว่ายัดแล้วอย่างมันเรียกอันใดกันเล่า?" เมิ่งฉวนกล่าวหาพวกทันที

"เมิ่งฉวน ข้านอนของข้าอยู่ดีๆทำไมเจ้าต้องลากข้าไปจมปลักกับเจ้าด้วยเล่า" หลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวออกมา

การกินเร็วของหลิงเทียนนั้นแน่นอนว่าย่อมติดนิสัยมาจากอาชีพทหารรับจ้างและนักฆ่าเมื่อครั้งอดีต บางครั้งเวลาที่เขามีให้กินอาหารนั้นมันช่างน้อยนิดนัก เขาจึงซึมซับวิธีการกินอาหารอย่างรวดเร็วมาจากประสบการณ์และการปรับตัว ทั้งเขายังค่อนช้างโชคดีนักที่วิธีการกินแบบนี้นานๆเข้ามันทำให้ระบบเผาผลาญและย่อยอาหารของเขาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก การกินเร็วของเขานั้น ไม่ค่อยพบกับสถานการณ์อาหารไม่ย่อยสักเท่าไร

เพราะในชีวิตที่แล้วของเขาก็ได้ฝึกวิชาการต่อสู้มามากมาย อีกทั้งยังมีมวยจิตที่มีการโคจรพลังภายในเล็กน้อย ทำให้อวัยวะภายในของเขาแข็งแรงมากกว่าคนทั่วไปอยู่พอสมควร

ส่วนพอมาถึงชีวิตนี้ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงเลย นี่เพราะร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าชีวิตที่แล้วลิบลับ …

เพราะตอนนี้ด้วยระดับพลังงานต้นกำเนิดของเขานั้นทำให้เขามีความแข็งแกร่งสูงถึงระดับช้างแมมมอธโบราณ 5 ตัว แล้วไหนจะความแข็งแกร่งของร่างกายเขาอีกที่มีความแข็งแกร่งอีกถึง 2 ช้างแมมมอธโบราณ รวมแล้วก็เป็น 7!

แล้วผู้ใดยังกล้าแคลงใจกับความสามารถในการกินของเขาอีก?

"นี่ พวกเราคงไม่ต้องนอนกลางดินเช่นนี้หรอกนะ?" ลั่วเฉินกล่าวออกมาด้วยความกังวลเล็กน้อย

“ข้าว่าหากเราได้นอนที่นี่ก็ดีมากแล้ว หากต้องไปนอนในหุบเขาซ่อนอรุณข้าว่ามันจะอันตรายกว่าตรงนี้หลายเท่า”

"บัดซบ! ใยกล่าวเป็นลางเช่นนั้นเล่าเมิ่งฉวน ข้าหวังว่ามันคงจะไม่เป็นอย่างที่เจ้ากล่าวหรอกนะ"

ต้วนหลิงเทียนที่พึ่งลุกขึ้นนั่งมาในขณะที่แขวะเมิ่งฉวน พลันเห็นหัวหน้ากองหยางต้าและเหล่านายกองทั้ง 5 กำลังเดินเข้ามา

หยางต้ากวาดตามองไปยังเยาวชนที่กำลังพักผ่อนตามอัธยาศัยก่อนที่จะกล่าวเสียงดังออกมา "จัดแถวเรียงเดี่ยวตามหน่วยย่อย ปฏิบัติ!”

เยาวชนทั้งหมดที่ได้ยินก็รีบลุกขึ้นและยืนเรียงแถวตามหน่วยย่อยทันที

"หืม?"

ทันใดนั้นเองหยางต้าที่กวาดสายตามองไปรอบๆก็กล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ "หยูเซี่ยง เจ้ายังนั่งทำอะไร เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือไร?

"เฮ่ ดูเหมือนไอตัวที่มีปานหรือกลากเกลื้อนก็ไม่รู้ที่ไหล่และตูดนั่นจะกล้าไม่ฟังคำสั่งหัวหน้ากอง หรือว่ามันอับอายที่ถูกผู้อื่นเป็นปานที่ตูดกัน จึงได้นั่งทับไว้ไม่ยอมลุกเช่นนั้น" เมิ่งฉวนกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้ม

ทันใดนั้นเองเยาวชนทุกคนที่นอกเหนือจากคนของตระกูลหยูพลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา

"หากเจ้ายังเป็นผู้ชาย แน่จริงลองกล่าวออกมาอีกครั้ง!!"

หยูเซี่ยงที่รีบลุกขึ้นและเดินมาเข้าแถวนั้น ได้ยินคำกล่าวของเมิ่งฉวนได้ทันพอดิบพอดี ตอนนี้มันจึงใช้สายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหารจับจ้องมายังเมิ่งฉวน ด้วยความอำมหิต

"เฮอะ!!"

เมิ่งฉวนเพียงสบถและเลือกที่จะเมินหยูเซี่ยงในทันที …ด้วยความแข็งแกร่งที่ด้อยกว่าของเขา หากยังไปวอแวหยูเซี่ยงต่อ เดี๋ยวก็ได้ไปเกิดใหม่กันพอดี!

"เฮ่ เหตุใดเจ้าถึงกล่าวราวกับยอมรับความจริงไม่ได้กันเล่า … ยามนี้เรื่องที่เจ้ามีปานที่ตูดหาได้เป็นความลับอะไรอีกต่อไป ผู้อื่นเขาเห็นกันจนหมดสิ้นแล้ว ปานดำบนตูดขาวช่างอุบาทว์ตายิ่งนัก" ต้วนหลิงเทียนแกล้งเอามือตบตูดปับๆ ในขณะที่กล่าวล้อเลียนออกมา

"ฮ่า ๆ ๆ ๆ…"

ตอนนี้เองทุกคนก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกครั้ง

ตอนนี้ในสมองของเยาวชนทุกคนนั้น อดไม่ได้ที่จะคิดถึงภาพหยูเซี่ยงเปลือยกายวิ่งไปกลับทางเข้าหุบเขาซ่อนอรุณขึ้นมา ตูดขาวๆกับปานดำๆ ช่างเป็นอะไรที่น่าจดจำนัก … ..

"ต้วนหลิงเทียน!"

ในขณะที่เขากล่าวเรียกชื่อหลิงเทียนด้วยเสียงคำรามนั้น จิตสังหารของเขาพลันแผ่กระจายออกมาอีกทั้งแววตาของเขายังแปรเปลี่ยนเป็นอำมหิตอย่างถึงขีดสุด

"พอ!"

สีหน้าของหยางต้าเริ่มคล้ำขึ้นในขณะที่ฟังคำโต้เถียงของเหล่าเยาวชน "หากพวกเจ้าคิดจะถกเถียงหรือต่อยตีอันใด โอกาสยังมีอีกมากหลังจากนี้ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะมาทำอะไรไร้สาระเช่นนั้น พวกเจ้าทั้ง 5 หน่วยย่อย จะได้เริมรับการฝึกฝนส่วนหนึ่งของค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะ พวกเจ้ารีบเดินตามครูฝึกประจำหน่วยของพวกเจ้า เขาไปในหุบเขาซ่อนอรุณเสีย! อย่าได้โอดครวญกล่าวโทษผู้ใดหากเจ้าพลัดหลงกับครูฝึกจนต้องหลงทางอยู่กลางป่า หากโชคไม่ดีร่างของพวกเจ้าก็จะกระจัดกระจายเป็นชิ้นหลังจากถูกกลุ่มสัตว์อสูรกลุ้มรุม

เหล่านายกองทั้ง 5ที่รับบทบาทครูฝึก รีบพุ่งร่างหายเข้าไปในหุบเขาซ่อนอรุณทันที ที่หยางต้ากล่าวจบคำ

เยาวชนทั้ง 5 หน่วยเห็นดังนั้นพวกมันก็รีบเคลื่อนร่างพุ่งตามหัวหน้ากองของพวกมันไปทันที โชคดีที่เหล่าครูฝึกได้ลดความเร็วลงให้อยู่ในระดับที่พวกมันยังพอติดตามได้

ถ้าหากพวกเขาเลือกที่จะวิ่งเต็มกำลังแล้วล่ะก็ ด้วยความสามารถที่มีจำกัดของเหลาเยาวชนในตอนนี้ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถติดตามได้ทัน

วิ่งไปได้ไม่นานพวกเขาก็เดินมาถึงทางแยกที่ 2 อันเป็นทางแยก 5 แพร่ง สุดท้ายแต่ละหน่วยก็แยกย้ายกันไปหน่วยละเส้นทาง

ต้วนหลิงเทียน เซี่ยวหยู เมิ่งฉวน และลั่วเฉิน วิ่งขึ้นมาเป็นกลุ่มผู้นำติดตามหลังของฟางเจี้ยนครูฝึกของกลุ่มพวกเขาอย่างไม่ลดละ

"บัดซบ! เมิ่งฉวนปากของเจ้าพาซวยแล้วไง"

ต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะหันไปกล่าวพร้อมถลึงตามองเมิ่งฉวน

เพราะเขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้เมิ่งฉวนนั้นกล่าวเรื่องอัปมงคลเช่นนี้ออกมา

"อะไรเล่า เรื่องมันจะเกิดก็ต้องเกิด เจ้าจะโทษข้าได้ไงกันเล่า" เมิ่งฉวนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มขมขื่น

ใบหน้าของลั่วเฉินเริ่มซีดลง และมันกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือจากความหวาดกลัวว่า "มันคงไม่มีสัตว์ป่าดุร้ายหรือสัตว์อสูรมาโจมตีพวกเรา ในขณะที่นอนหลับใช่หรือไม่?"

"เจ้ายังต้องถามอีกหรือไร! เรื่องนั้นมันย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว" เมิ่งฉวนกล่าวแขวะออกมา

“ลั่วเฉินเจ้าไม่เคยค้างแรมในป่าเช่นนี้หรือ?” ต้วนหลิงเทียนกล่าวถามออกมาด้วยลมหายใจสงบ ท่าทีของเขาดูเหมือนไม่ทุกข์ ร้อนอะไรกับเรื่องนี้สักนิด

"ไม่เคยเลย"ลั่วเฉินกล่าวพร้อมส่ายหัวออกมา

"เฮ่ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ เหตุใดบุรุษที่หน้าสวยและบอบบางราวกับอิสตรีเช่นเจ้า ถึงต้องเสี่ยงอันตรายมาเข้าค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะอะไรนี่ด้วยเล่า" เมิ่งฉวนกล่าวออกมาด้วยความสงสัยเล็กน้อย

เมื่อได้ยินคำถามของเมิ่งฉวน ร่างของลั่วเฉินก็สั่นระริกขึ้นมา เขาได้แต่กำหมัดแน่นและกล่าวออกมาในขณะที่หันไปจ้องเมิ่งฉวนว่า "ข้าไม่ใช่บุรุษหน้าสวย!"

"ฮ่าๆ อะไรกัน แค่นี้ก็ต้องโกรธกันด้วย เจ้าอยากจะต่อยตีกับข้าหรือไร?"

เมิ่งฉวนยิ้มกว้างท่าทางของเขาราวกับกระสันอยากจะมีเรื่องทุบตีกับผู้อื่นนัก

"พอได้แล้ว เมิ่งฉวน หากเจ้ามีแรงเหลือ อยากทุบตีผู้คนขนาดนั้น เหตุใดเจ้าไม่เก็บแรงไว้จัดการกับสัตว์ดุร้ายและสัตว์อสูรกันเล่า?" หยูเซี่ยงกล่าวออกมาอย่างเหนื่อยใจ

ต้วนหลิงเทียนหันไปหรี่ตามองลั่วเฉินราวกับจะค้นหาความจริง

เขาได้สังเกตวาเมื่อครู่ในขณะที่เมิ่งฉวนกล่าวว่าลั่วเฉินเป็นบุรุษหน้าสวยนั้น คาดไม่ถึงว่าบุรุษที่หน้าตาแลไม่สู้คนเช่นมันกลับเผยจิตสังหารออกมาครู่หนึ่ง…

เขาเดาได้ว่าลั่วเฉินต้องมีเบื้องหลังอันน่าคับแค้นใจกับคำๆนี้แน่นอน

ไม่นานหลังจากนั้นหน่วยย่อยที่ 3 ก็ได้เข้ามาถึงส่วนลึกของหุบเขาซ่อนอรุณ ตอนนี้มีสัตว์ดุร้ายที่ไม่ค่อยแข็งแกร่งสักเท่าไรโผล่ออกมาให้พวกเขาได้เข่นฆ่าบ้างประปราย

แต่ระดับบ่มเพาะของสัตว์ดุร้ายที่ต่ำที่สุด ก็เรียกได้ว่าทัดเทียมกับผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 2…

ในพุ่มไม้สีเขียวเบื้องหน้า พลันมีแสงสีแดงราวกับโลหิตเป็นคู่ๆล่องลอยออกมาเป็นจำนวนมากเห็นได้ชัดว่ามีหมาป่าซ่อนอยู่ภายใน

หมาป่าเหล่านี้หาได้เหมือนหมาป่าโง่ๆทั่วไปไม่ แต่พวกมันเป็นถึงสัตว์ดุร้าย พวกมันรู้จักรอคอยเวลาที่เหมาะสม มันรอจนกว่าเหยื่อจะตายใจและตกอยู่ในสภาวะอ่อนแอที่สุด

"เอาล่ะ คืนนี้พวกเราจะนอนที่นี่"

ฟางเจี้ยนกวาดสายตามองไปยังเหล่าเยาวชนที่กำลังหันมองรอบๆอย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะกล่าวคำที่น่าตื่นตระหนกออกมา

"อะไรนะ?!"

"ให้พวกเรานอนที่นี่ ครูฝึก!! ท่านกล่าวล้อเล่นหรือ?!"

ทันใดนั้นท่าทางและสีหน้าของเหล่าเยาวชนล้วนเปลี่ยนเป็นซีดเผือด

ลั่วเฉินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

ชายหนุ่มคนหนึ่งกลืนน้ำลายเข้าไปอึกใหญ่ก่อนที่จะกล่าวออกมา "ท่านครูฝึก ท่านจะคอยปกป้องพวกเราหรือไม่?"

เมื่อคำกล่าวนี้ดังขึ้น ทุกสายตาของเยาวชนพลันจับจ้องไปยังฟางเจี้ยนด้วยความคาดหวัง …

ฟางเจี้ยนพลันกล่าวออกมาพร้อมขมวดคิ้ว "พวกเจาลืมไปแล้วหรือไร ข้าเป็นครูฝึกที่ต้องคอยจัดหาบททดสอบให้เจ้า แต่ข้าหาได้คิดจะไปก้าวก่ายหรือยุ่งวุ่นวายอะไรในความปลอดภัยของชีวิตพวกเจ้าไม่ พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่าค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะนี้มีโอกาสตกตายสูงขนาดไหน… และนี่เป็นเพียงบดทดสอบแรกที่ถือว่าง่ายที่สุดด้วยซ้ำ"

เมื่อได้ฟังคำกล่าวของฟางเจี้ยน อดไม่ได้ที่เหล่าเยาวชนจำนวนมากจะมีใบหน้าซีดเผือกขึ้นมา

และยังมีเยาวชนบางกลุ่มที่แลดูไม่ทุกข์ร้อนอะไร นี่คงเป็นพวกที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกันหรือเคยค้างแรมในป่าเช่นเดียวกันกับ ต้วนหลิงเทียน เซี่ยวหยู และเมิ่งฉวน

"นอนได้แล้ว!"

ฟางเจี้ยนกวาดสายตามองไปทั่วๆอีกครั้งก่อนที่จะกลาวออกมา และเขาก็ล้มตัวลงนอน ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป

ทิ้งให้เยาวชนที่เหลือหันหน้ามองกันอย่างเป็นกังวล

ต้วนหลิงเทียนเป็นคนแรกที่ทิ้งตัวลงนอนในจุดนั้นทันที

"ต้วนหลิงเทียน พวกเรา … พวกเราจะนอนตรงนี้จริงๆหรือ?"

ขาของลั่วเฉินยังคงสั่นพั่บๆ

"ลั่วเฉินอย่าได้พิรี้พิไรดั่งเช่นอิสตรี รีบไปนอนเสีย!"

เมิ่งฉวนกล่าวออกมาด้วยความรำคาญก่อนที่จะทิ้งตัวลงนอนเช่นกัน

เซี่ยวหยูก็ทำตามเช่นกัน

สุดท้ายแล้วเยาวชนส่วนมากของหน่วยที่ 3 ก็ล้วนล้มตัวลงนอนอย่างกล้าหาญ …

สุดท้ายยังเหลือเพียงผู้ที่ยืนตระหง่านไม่ยอมนอนอยู่ 7 คน และแน่นอนว่าลั่วเฉินย่อมเป็น 1 ในนั้น

"ลัวเฉิน เจ้าคงไม่คิดที่จะยืนทั้งคืนใช่หรือไม่?" หลิงเทียนหรี่พลิกตัวเล็กน้อยในขณะที่ถามออกมา

"ข้า… ข้าไม่กล้านอน" ลั่วเฉินหัวเราะออกมาอย่างขื่นขม

"อา เช่นนั้นคืนนี้เจ้าก็ไม่ต้องนอนแล้วกัน สู้ๆ"

แล้วหลิงเทียนก็หลับตาลงก่อนที่จะหลับไป …

บรู๊วววววววว!

บรู๊วววววววว!

…

เมื่อถึงกลางดึกสงัด…เยาวชนล้วนตกอยู่ในห้วงภวังค์แห่งการหลับใหลอยู่ เหล่าหมาป่าที่เฝ้ารอคอยโอกาสก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ ดวงตาสีแดงก่ำราวกับโลหิตไม่ต่างอันใดกับแสงไฟส่องทางของมัจจุราช

และไม่นานนักชายหนุ่มที่ยังคงตื่นอยู่ก็ต้องรับมือกับหมาป่าที่ดุร้าย

เยาวชนบางคนที่ยังหลับไม่สนิทก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นมาจับอาวุธเข้าโรมรันกับเหล่าหมาป่าทันที

เสียงดังโวยวายเริ่มปะทุขึ้น

แม้กระทั่งเซี่ยวหยูและเมิ่งฉวนเองก็ต้องตื่นขึ้นมาโรมรันกับเหล่าหมาป่า

สุดท้ายเหล่าหมาป่าทั้งฝูง ที่มีจำนวนไม่ต่ำกว่า 30 ตัวก็ถูกสังหารลงจนสิ้น แต่ถึงกระนั้น…

"มารดามันเถอะ! ถึงขั้นนี้แล้วเจ้าต้วนหลิงเทียนมันยังไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีก นี่มันนอนหรือซ้อมตายกัน!!"

เมิ่งฉวนอดไม่ได้ที่จะสบทออกมา เมื่อมันที่กำลังเหน็ดเหนื่อยหันไปมองหลิงเทียนแล้วพบว่า หลิงเทียนยังคงนอนหลับอย่างสบายใจเฉิบไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย

"ครูฝึกเองก็ยังไม่ตื่นเช่นกัน"

เยาวชนทั้งหลายต่างไร้คำจะกล่าว

หรือสองคนนี้หาได้กลัวหมาป่าหรือสัตว์ดุร้ายใดๆทำร้ายจริงๆ?

เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้นมาเยือนแสงอัสดงสอดส่องให้ความอบอุ่นแก่สรรพชีวิตทั่วหล้า ต้วนหลิงเทียนที่หลับใหลอย่างมีความสุขก็ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยท่าทีร่าเริงแจ่มใส

เมื่อมองไปยัง 3 หนุ่มที่มีรอยคล้ำใต้ขอบตาเล็กน้อยอดไม่ได้ที่หลิงเทียนจะกล่าวถามออกมาด้วยความสงสัย "เซี่ยวหยู,เมิ่งฉวน… ลั่วเฉินจะมีรอยคล้ำใต้ขอบตาก็หาเป็นเรื่องแปลกอันใด ..แต่ทำไมพวกเจ้าถึงมีด้วยเล่า ไม่ใช่ว่าเมื่อคืนพวกเจ้าก็นอนหลับไปแล้วหรือ?"

"ต้วนหลิงเทียน หากไม่ใช่เพราะพวกเราช่วยกันกำจัดหมาป่าทั้งฝูงเมื่อคืนเจ้าคงโดนพวกมันเล่นงานจนตกตายไปแล้ว!"

เมิ่งฉวนมีทีท่าฮึดฮัดในขณะที่กล่าวออกมาพร้อมโทสะ "ฮึ่มเจ้านี่มัน! นี่เจ้าหลับเป็นตายจนถึงเช้าได้ยังไงกัน"

"เมิ่งฉวนเจ้าคิดจริงๆหรือวาตัวข้าต้องถูกหมาป่าทำร้ายจนตาย หากพวกเจ้าทั้ง 3 คนไม่คอยปกป้องข้าเอาไว้" ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาพร้อมรอยยิ้มกว้างที่ราวกับท้าทาย

แน่นอนว่าเมิ่งฉวนไม่คิดเชื่อคำกล่าวท้าทายของหลิงเทียน "เจ้านี่มันฮึ่ม! ไม่ใช่เพราพวกเราช่วยเจ้าหรือไร! ใยเจ้ายังกล้ากล่าววาจาใหญ่โตถึงเพียงนี้!"

ต้วนหลิงเทียนส่ายหัวแล้วก็ยิ้มออกมา เขาย่อมรู้ดีว่าหากตอนนี้ไม่กล่าวอะไรสักหน่อย เมิ่งฉวนจะคิดว่าการที่เขารอดมาได้เป็นเพราะผลงานของพวกมันล้วนๆ "เมิ่งฉวนหากข้าจำไม่ผิด เมื่อคืนมีหมาป่าทั้งหมด 3 ฝูงจู่โจมพวกเรา… ในหมู่ของพวกมันทั้งหมด มีจำนวน 9 ตัวที่คิดกระโดดมาขย้ำข้า แต่เป็นเจ้าที่คอยป้องกันให้ข้า 3 ครั้ง เซี่ยวหยูเองก็มาช่วยป้องกันเอาไว้ให้ข้าถึง 5 ครั้ง …อ่อ ส่วนลั่วเฉินเองก็ช่วยป้องกันให้ข้า 1 ครั้ง ข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่? "

"เจ้า…"

เมิ่งฉวนพลันทำสีหน้าตะลึงงันออกมาราวกับคนโง่งม "เจ้าไม่ได้นอนหลับอยู่หรอกหรือ แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรกัน?"

"หากข้าจำไม่ผิดต้วนหลิงเทียนคงต้องใช้วิธีนอนแบบกึ่งหลับกึ่งตื่น … แต่ตามความรู้ของข้า วิธีการนอนเช่นนี้มันเป็นวิธีการนอนพักผ่อนของผู้ฝึกยุทธ์ระดับยอดฝีมือ หากไม่ใช่ทหารที่มีประสบการณ์สูงก็ต้องเป็นพวกนักฆ่าที่ใช้ชีวิตอยู่บนขอบเหวแห่งความตายและคมดาบ, และส่วนมากจะเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่มีระดับบ่มเพาะตั้งแต่ขั้นกำเนิดแก่นแท้ขึ้นไปถึงจะสามารถทำเช่นนี้ได้ "

เซี่ยวหยูได้มองหลิงเทียนด้วยสายตาซับซ้อน และพยายามค้นหาอะไรบางอย่าง ทว่าหลิงเทียนเองก็ราวกับห้วงมหาสมุทร เขาไม่อาจหยั่งรู้ตื้นลึกหนาบางหลิงเทียนได้แม้แต่น้อย

"เจ้านี่มันตัวประหลาดโดยแท้!" เมิ่งฉวนถึงกับต้องอุทานออกมา อย่างไม่รู้ตัว

สายตาของลั่วเฉินที่ใช้จ้องมองหลิงเทียนตอนนี้เต็มไปด้วยความเคารพนับถือ

"ครูฝึกท่านมีโอสถรักษาระดับ 7 หรือไม่ขอรับ สหายข้าแทบทานทนไม่ไหวแล้ว … ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้โอสถทองประสานกายระดับ 8 รักษาไปแล้วถึง 2 เม็ด ทว่าอาการของเขาสาหัสเกินไป โอสถไม่อาจช่วยอันใดได้เลย"

เหล่าเยาวชนกลุ่มหนึ่งรีบวิ่งมาหาฟางเจี้ยนด้วยท่าทีร้อนรนทันทีที่พึ่งตื่น

"โอสถรักษาระดับ 7 หรือโอสถทองประสานกายระดับ 7 เช่นนั้นรึ ข้าจะไปมีมันได้อย่างไรกัน?"

ฟางเจี้ยนขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนที่จะเหลือบตามองเยาวชนที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น บาดแผลของมันนับว่าสาหัสนัก "จะอยู่หรือตายล้วนอยู่ที่โชคชะตาของมันและลิขิตฟ้าเท่านั้น อีกทั้งบททดสอบรอบที่ 1 ยังพึ่งเริ่มต้นพวกเจ้าจะโวยวายอะไร … "

อีกไม่กี่ลมหายใจต่อมาเยาวชนที่นอนอยู่บนพื้นก็ไร้ลมหายใจสืบไป

เหล่าสหายรอบๆพลันรู้สึกสลดขึ้นมา บรรยากาศเศร้าสร้อยแผ่กระจายออกมาอย่างรวดเร็ว …

เพียงแค่วันที่สองของการฝึกทั้งหมด 3 เดือน ก็มีหนึ่งชีวิตต้องดับลงไปเสียแล้ว

ในตอนนี้นอกจากหลิงเทียนและเซี่ยวหยูที่ยังรักษาความสงบเอาไว้ได้นั้นเยาวชนคนอื่นๆในหน่วยที่ 3 ล้วนรู้สึกหวาดกลัวและเคร่งเครียดขึ้นมา

และทันใดนั้นเองฟางเจี้ยนพลันตะโกนออกมาด้วยเสียงน้ำเสียงครางต่ำว่า "จัดแถว!"

เมื่อหน่วยที่ 3 ได้ยินคำสั่งพวกมันก็รีบกระทำตามคำสั่งทันที

"ก่อนคำวันนี้ไม่ว่าพวกเจ้าจะใช้วิธีไหนก็ตามข้าไม่สน แต่ข้าต้องการให้พวกเจ้าทุกคนล่าเสือดาวเลยเมฆามาคนละ 1 ตัว และหากผู้ใดที่ทำภารกิจนี้ล้มเหลวโดยไม่สามารถล่าสัตว์อสูรเสือดาวลายเมฆากลับมาได้ ข้าจะจับมันโยนลงไปยังดงของสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งระดับก่อกำเนิดขึ้นที่ 4 หรือสูงกว่า"

……

เหมือนมีคนถามมา จะขอบอกระดับและข้อมูลคร่าวๆอีกครั้งนะครับ

ชีวิตก่อน หลิงเทียนเป็นทหารรับจ้าง และนักฆ่าอันดับ 1 ของโลก มีกำลังภายในเล็กน้อย ฝึกศิลปะต่อสู้เกือบทุกแขนง และมวยจิต

ชีวิตใหม่นี้ ด้วยความที่บังเอิญเกิดมาในร่างที่จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดเลือกใช้เป็นเป้าหมายในการเกิดใหม่ครั้งที่ 3 พอดี หลิงเทียนเลยได้องค์ความรู้ทุกอย่างของมันมา โดยการกลืนกินจิตสำนึกของมัน

สำหรับระดับพลังบ่มเพาะในโลกนี้

1.ระดับบ่มเพาะร่างกาย

2.ระดับก่อกำเนิด

3.ระดับกำเนิดแก่นแท้

4.ระดับวิญญาณแรกก่อตั้ง

5.ระดับแรกสัมผัสธรรมชาติ

6.ระดับหยั่งรู้ธรรมชาติ

7.ระดับหลอมรวมธรรมชาติ

8.ระดับผันแปรธรรมชาติ * ระดับ 5-8 นั้นคนในเรื่องที่ไม่ค่อยมีความรู้มากจะเหมารวมว่าเป็นระดับธรรมชาติ

9.ระดับราชันย์

10.ระดับจักรพรรดิ —– จักรพรรดิกลับชาติมาเกิดอยู่ในระดับนี้

ทุกๆระดับจะมี 9 ขั้น

วิชาชีพ

1.ผู้หลอมศาสตรา จะมีระดับ 1-9 โดยระดับ 9 เป็นระดับที่กากที่สุด (ที่ทุกคนรู้)

ผู้หลอมศาสตราระดับ 9 จะสร้างอาวุธวิญญาณที่ขยายพลังของผู้ใช้ได้สูงสุด 10%

ผู้หลอมศาสตราระดับ 8 จะสร้างอาวุธวิญญาณที่ขยายพลังของผู้ใช้ได้สูงสุด 20%

ผู้หลอมศาสตราระดับ 7 จะสร้างอาวุธวิญญาณที่ขยายพลังของผู้ใช้ได้สูงสุด 30%

ไล่ไปตามนี้เรื่อยๆ จนถึง ระดับ 1

2.ผู้หลอมโอสถ จะมีระดับ 1-9 โดยระดับ 9 เป็นระดับที่กากที่สุด (ที่ทุกคนรู้)

ผู้หลอมโอสถแต่ละระดับ ก็จะสามารถหลอมโอสถได้สูงสุดในระดับนั้นๆ เช่นผู้หลอมโอสถระดับ 6 ก็สามารถหลอมโอสถระดับ 6 ได้เป็นระดับสูงสุด และยังเลือกหลอมโอสถระดับ 7 8 9 ได้

ผู้หลอมโอสถนั้น จะวัดกันที่ความบริสุทธิ์ของโอสถที่หลอมสร้างได้ *หลิงเทียนหลอมเล่นๆ ได้ความบริสุทธิ์ 90%+ และเป็นแบบนี้ทุกขั้น …

แต่ผู้หลอมโอสถระดับ 7 ปกติยังไม่อาจหลอมโอสถระดับ 9 ให้มีความบริสุทธิ์ได้ถึง 90% เท่าที่ปรากฏในเรื่อง

ระดับผู้หลอมโอสถ จะแบ่งแยกตามสีของเปลวเพลิง ผมจำไม่ได้แล้วเหมือนกัน-*- มีตอนที่มันหลอกซื่อโหม่วจะเผยสีเปลวเพลิงออกมา

และเหนือจากผู้หลอมโอสถระดับ 1 นั้นเท่าที่ปรากฏในเรื่องคือระดับ ราชวงศ์ ที่คนธรรมดาไม่ล่วงรู้ว่ามีอยู่ ยกเว้นตัวจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดที่ไปถึงขั้นนั้นแล้ว ข้อมูลยังไม่ปรากฏออกมามากสักเท่าไร

การเลื่อนขั้น ผู้หลอมโอสถ และ ผู้หลอมศาสตรา จะอยู่ที่ระดับบ่มเพาะ และปริมาณพลังงานต้นกำเนิดล้วนๆ ขอแค่ระดับถึง หลิงเทียนสามารถเลื่อนขั้นได้ทันที (คนอื่นต้องตีความและหาหนทางในการพัฒนาเปลวเพลิง แต่หลิงเทียนมันมีความรู้จนถึง ขั้นราชวงศ์ไปแล้ว ระดับถึงพลังงานต้นกำเนิดถึง มันยกระดับเปลวเพลิงหรือเปลี่ยนสี ได้ทันที)

3.ผู้จารึกอาคม ….อันนี้จะพิเศษเล็กน้อย เพราะอาศัยความสามารถของพลังวิญญาณ และพลังวิญญาณ ในเรื่องนั้นจะขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณของแต่ละคน หรือจิตใจอะไรเทือกนั้นล่ะ หลิงเทียนมันจิตแข็งเพราะตายมาเกิด+โลกเก่ามันอยู่จุดสูงสุดแล้วมั้ง ระดับจิตวิญญาณมันจึงเหนือกว่าชาวบ้านไป 1-2 ขั้นเสมอ

ผู้จารึกระดับก่อกำเนิด จะสามารถจารึกได้แต่อาคมระดับขั้นก่อกำเนิด

หลิงเทียนมันอยู่ในระดับก่อกำเนิด แต่จิตวิญญาณของมันแข็งแกร่ง เท่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับกำเนิดแก่นแท้ไปแล้ว

ทำให้อาคมจารึกของหลิงเทียน ฆ่าผู้บ่มเพาะระดับกำเนิดแก่นแท้ได้อย่างสบาย ถ้าไม่เจอคนที่มีจารึกป้องกัน

วิธียกระดับพลังวิญญาณ ส่วนมากจะอยู่ที่ จิตสำนึกและความเข้าใจในการตีความ ซึ่งทุกคนจะค่อยๆยกระดับตามประสบการณ์ไปเรื่อยๆ

การจารึกอาคมแต่ละครั้งจะใช้พลังงานต้นกำเนิดเขียนแต่ใช้ไม่มากสักเท่าไร ที่สำคัญอยู่ที่พลังวิญญาณหรือพลังจิต ยิ่งจารึกยากๆหรือเยอะๆ จิตจะอ่อนล้า สมองจะเบลอๆ นอนหลับพักผ่อนก็หาย

Prev
Next

ความคิดเห็นสำหรับ "บทที่ 107 กึ่งหลับกึ่งตื่น"

3.7 238 โหวต
คุณชอบเรื่องนี้ไหม?
ติดตาม
เข้าสู่ระบบ
แจ้งเตือนของ
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจชอบ

วิถีสู่สวรรค์
วิถีสู่สวรรค์
มีนาคม 12, 2022
ตำนานเทพปีศาจอมตะ (Immortal Devil Transformation)
ตำนานเทพปีศาจอมตะ (Immortal Devil Transformation)
มีนาคม 12, 2022
อัจฉริยะข้ามยุทธภพออนไลน์ (Cultivation Online)
อัจฉริยะข้ามยุทธภพออนไลน์ (Cultivation Online)
เมษายน 24, 2023
หมื่นกระบี่ทะลวงสวรรค์ I Have Countless Legendary Swords !
หมื่นกระบี่ทะลวงสวรรค์ I Have Countless Legendary Swords !
มีนาคม 12, 2022
เกิดใหม่กับระบบไร้พ่าย
เกิดใหม่กับระบบไร้พ่าย
มิถุนายน 26, 2022
Crazy  Leveling  System
Crazy Leveling System
พฤษภาคม 17, 2022
Tags:
#ผจญภัย, กำลังภายใน, ต่อสู่, สงคราม
ประวัติการเข้าชม
You don't have anything in histories
หมวดหมู่นิยาย
  • sci-fi (24)
  • Video Games (11)
  • กำลังภายใน (36)
  • จีนกำลังภายใน (1)
  • ดราม่า (3)
  • ตลก (3)
  • นิยายลิขสิทธิ์ (18)
  • นิยายแต่ง (3)
  • ย้อนยุค อนาคต (7)
  • สยองขวัญ (2)
  • เกมส์ออนไลน์ (4)
  • แฟนตาซี (162)

© 2026 Madara Inc. All rights reserved

Premium Chapter

คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อน

wpDiscuz