หน้าแรก Amnovel
  • หน้าแรก
  • นิยายทั้งหมด
  • เติมเงิน
  • ติดต่อเรา
ค้นหา
ค้นหาขั้นสูง
เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
  • หน้าแรก
  • นิยายทั้งหมด
  • เติมเงิน
  • ติดต่อเรา
  • เข้าสู่ระบบ
เข้าสู่ระบบ
Prev
Next

สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์ - บทที่ 98 โชคชะตา...

  1. หน้าแรก
  2. สงครามจักรพรรดิทะยานสวรรค์
  3. บทที่ 98 โชคชะตา...
Prev
Next

คิ้วของหลิงเทียนขมวดลงเล็กน้อย

แน่นอนว่าหลิงเทียนย่อมจดจำเป่ยซันที่เป็นบุตรชายของผู้ว่าการมณฑลผานางแอ่นเหิน ที่ถูกเขาตัดแขนได้อย่างแม่นยำ

แต่เขาไม่คิดมาก่อนว่าข่าวจะแพร่กระจายไปเร็วขนาดนี้

เมื่อฉุกคิดอยู่ครู่หนึ่งหลิงเทียนก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีสิ่งใดจะกั้นขวางข่าวลือพวกนี้ได้ คนเพียงคนเดียวต่อให้มีอำนาจสักแค่ไหนก็ไม่สามารถปกปิดข่าวลือได้ตลอดไป

ไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารและสุรามาเสิร์ฟ

กลุ่มต้วนหลิงเทียนก็กินอาหารพร้อมทั้งสนทนากันไปตามประสา

"ข้าเองก็เคยได้ยินเรื่องราวที่ร่ำลือกันมาของ เป่ยซัน ที่เป็นบุตรชายผู้ว่าการมณฑลผานางแอ่นเหิน เขาร่ำลือกันว่าด้วยวัยเพียงไม่ถึง 17 ปีกลับสามารถตัดผ่านไปยังระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 3 นับเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากในรอบ 100 ปี ของเมืองประจำมณฑล"

แววตาของเมิ่งฉวนทอประกายขึ้นมาหลังจากครุ่นคิดถึงเรื่องที่เคยได้ยิน

"แต่ตอนนี้เนื่องจากแขนของเขาถูกตัดจนเป็นง่อย หลังจากนี้อัจฉริยะอะไรนั่นคงเป็นได้เพียงอดีตไปแล้วล่ะ" เซี่ยวหยูกล่าว

"เขาก็ยังมีมืออีกข้างไม่ใช่หรือไร?" เมิ่งฉวนกล่าวถามด้วยสีหน้าเหลอหลา

เซี่ยวหยูส่ายหน้าและหัวเราะ

เมิ่งฉวนถึงกับสับสนหนักเข้าไปอีก เขาจึงหันไปหาชายหนุ่มในชุดสีม่วง "ต้วนหลิงเทียน เซี่ยวหยูหมายความว่าอย่างไรหรือ?"

"เมิ่งฉวน"

ต้วนหลิงเทียนมองเมิ่งฉวนก่อนที่จะยิ้มออกมา "มือข้างไหนที่เจ้าใช้มันเพื่อฝึกฝนวิชายุทธ์ ?"

"แน่นอนว่าย่อมเป็นมือขวาของข้า!" เมิ่งฉวนกล่าวออกมาอย่างโผงผาง

"แล้วยามที่เจ้ากินข้าวหรืออาหารใดๆก็ตาม เจ้าใช้มือใดในการจับตะเกียบ?" หลิงเทียนยังคงถามต่อไป

"ก็ยังเป็นมือขวาของข้าอีกเช่นกัน ข้าใช้มันจนชินตั้งแต่เด็กเสียแล้ว"

เมิ่งฉวนตอบออกมาโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

"ถูกแล้ว เช่นนั้นถ้าเกิดมือขวาของเจ้าพิการเช่นเป่ยซันอะไรนั่น จนไม่สามารถใช้มันได้คล่องแคลวดังเดิม … เจ้าคิดว่าตัวเจ้าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรกว่าจะทำให้มือซ้ายของเจ้ามีความชำนาญเทียบเท่ามือขวาเล่า?"

ต้วนหลิงเทียนกล่าวถามออกมาอีกครั้ง

"นี่…."

ดูเหมือนตอนนี้เมิ่งฉวนจะเข้าใจแล้ว

ชีวิตของคนนั้นมีเพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น

หากแขนที่ถนัดของเป่ยซันถูกทำลายลงไป วิชายุทธ์ที่เขาฝึกมาก็จบสิ้นตามไปด้วย หากเขาต้องการฝึกวิชายุทธ์ขึ้นมาใหม่หรือฝึกฝนมันด้วยมือซ้าย… เขาก็ต้องเสียเวลาในการฝึกฝนอีกนานมากโข

และเมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆแม้กระทั่งผู้ที่เคยมีระดับบ่มเพาะต่ำกว่าเขาก็จะค่อยๆแซงหน้าเขาไป สุดท้ายเขาก็จะกลายเป็นคนที่ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นอีกต่อไป

"จุ๊ ๆ ๆ"

เมิ่งฉวนอดไม่ได้ที่จะจิ๊ปากออกมา "ข้าล่ะสงสัยจริงๆว่าผู้ใดโหดเหี้ยม ลงมืออย่างอำมหิตถึงขั้นสะบั้นแขนของเป่ยซันด้วยกระบี่เดียวเช่นนั้นกัน … นั่นคือบุตรชายของผู้ว่าการมณฑลผานางแอ่นเหินเลยเชียวนา หากพวกเขารู้ตัวคนร้ายเกรงว่า คนๆนั้นคงจะต้องตายอย่างไร้ที่ฝังเป็นแน่"

เซี่ยวหยูก็อดกล่าวขึ้นมาไม่ได้ว่า "เรื่องราวมันก็ล่วงเลยมานานมากแล้ว แต่ข้าไม่เคยได้ยินข่าวว่าผู้ว่าการมณฑลจะสามารถหาตัวคนร้ายได้พบ นั่นย่อมหมายความว่าพวกเขายังหาคนร้ายไม่เจอนั่นเอง"

"คงเป็นเช่นนั้น"

เมิ่งฉวนพยักหน้า

ดวงตาของหลิงเทียนเพียงหรี่ลงเล็กน้อยในขณะที่สนทนาถึงเรื่องนี้ เขายังคงกินอาหารและกล่าวสนทนากับเมิ่งฉวนและเซี่ยวหยูโดยที่ท่าทางไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ราวกับเรื่องเหล่านี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา

"ต้วนหลิงเทียนเจ้าเองก็ โหดร้ายไม่ใช่น้อย … ชายหนุ่มทั้ง 4 จากตระกูลหยูถูกเจ้าเล่นงานจนสะบักสะบอมด้วยการแกว่งแขนเพียงครั้งเดียว ครานี้นับว่าตระกูลใหญ่ได้ถูกเจ้าตบหน้าอย่างจังแล้ว "

เซี่ยวหยูมองไปยังหลิงเทียนก่อนที่จะกล่าวออกมาพร้อมเสียงหัวเราะ ทั้งยังส่ายหัวไปมา

"แม้ว่าพวกมันจะเสียหน้าหรือถูกตบหน้าก็ตาม แต่ทั้งหมดเป็นเพราะพวกมันรนหาที่เอง ในร้านอาหารมีโต๊ะตั้งเยอะแยะมากมายผู้ใดใช้ให้มันมาหาเรื่องผิดโต๊ะกันเล่า"

ต้วนหลิงเทียนกลอกตาไปมาอย่างไม่สนใจอะไร

"ตระกูลหยูคงไม่สร้างปัญหาให้พวกเราใช่ไหม?"

เมิ่งฉวนกังวลเล็กน้อย

"เมิ่งฉวนเจ้าเองก็คิดมากเกินไป ถึงแม้ตระกูลหยูจะสร้างปัญหาให้พวกเราแต่นั่นก็ต้องเป็น 1 ปีหลังจากนี้ … สมาชิกตระกูลหยูนั้นดูไปก็มีความสามารถไม่น้อยมันอาจจะเข้าค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะได้ แต่นั่นก็ต้องดูด้วยว่ามันยังจักมีชีวิตรอดไปจนถึงวันนั้นหรือไม่ "

เมื่อเซี่ยวหยูกล่าวจบแววตาของเขาก็มีจิตสังหารเล็ดรอดออกมาเล็กน้อย

คิ้วของหลิงเทียนพลันขมวดลง

เขาสัมผัสได้ว่าเมื่อครู่เซี่ยวหยูเผยจิตสังหารออกมาเล็กน้อย …

นี่เป็นสิ่งที่เยาวชนอื่นๆที่เขาเคยพบมาขาดมันไป …

นี่เห็นได้ชัดว่าเซี่ยวหยูเคยสังหารผู้คนมาก่อนแล้ว … และมันไม่ใช่แค่หนึ่งหรือสองคน

หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วกลุ่มของ ต้วนหลิงเทียนก็ออกจากร้านอาหาร แต่พวกเขายังคงเป็นที่จดจำของอัจฉริยะคนอื่นๆที่อยู่ภายในร้าน

โดยเฉพาะต้วนหลิงเทียน การเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับก่อกำเนิดขั้นที่ 4 ในขณะที่ยังมีอายุเพียง 16-17 ปีนับว่าเป็นเรื่องที่น่าตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ถึงแม้พวกเขาอยากจะลืมก็คงเป็นไปไม่ได้

กลุ่มของต้วนหลิงเทียนเดินเล่นไปรอบๆเมืองโลหิตเหล็กอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเดินทางกลับที่พัก

พรุ่งนี้พวกเขายังต้องเดินทางไปยังค่ายทหารของกองกำลังโลหิตเหล็กเพื่อลงทะเบียนด้วยตัวเอง

คืนนี้ต้วนหลิงเทียนไม่ได้ทำการฝึกฝนบ่มเพาะอะไร เขาเพียงนอนอยู่บนเตียงและคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาในปีก่อนหน้านี้ …

เขาได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้

"ตอนนี้ข้าเองคงกล่าวได้ว่า กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกนี้ไปแล้วอย่างแท้จริง"

รอยยิ้มที่อบอุ่นปรากฏขึ้นบนมุมปากของหลิงเทียน

เขาคิดถึงแม่ของเขา เค่อเอ๋อ และก็ ลี่เฟย …

ตอนนี้คนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่หลิงเทียนห่วงใยมากที่สุดในโลกแห่งนี้

หากเพื่อครอบครัวแล้ว หลิงเทียนไม่ลังเลที่จะเป็นศัตรูกับคนทั้งโลก!

ในค่ำคืนนั้นหลิงเทียนนก็หลับใหลลงอย่างมีความสุข

เขาฝันอย่างมีความสุขเป็นเวลานาน

ในความฝันเขาได้ใช้เวลาร่วมกันกับเค่อเอ๋อและลี่เฟยจนมีเด็กตัวเล็กๆมากมาย …

และในตอนที่เด็กทารกคนที่ 9 คลอดออกมานั้น

"ต้วนหลิงเทียน!"

เสียงทีดังลั่นปลุกหลิงเทียนที่กำลังหลับใหล ฝันที่งดงามพลันดับลงในพริบตา

"บัดซบ! เมิ่งฉวน เจ้าทำลายความฝันที่กำลังหวานชื่นของข้าแล้ว"

ต้วนหลิงเทียนทำความสะอาดร่างกายคร่าวๆและเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่จะเดินออกมา พร้อมสบถกับเมิ่งฉวนไม่กี่คำ

เมิ่งฉวนที่อายเล็กน้อยก็ได้แต่หัวเราะและเกาศีรษะ

"ไปกันเถอะพวกเราต้องลงทะเบียนด้วยตัวเอง"

ตอนนี้เซี่ยวหยูเองก็เดินออกมาจากบ้านพักด้วยเช่นกัน

บริเวณทิศตะวันออกของเมืองโลหิตเหล็กมีพื้นโล่งขนาดใหญ่ แน่นอนว่าย่อมเป็นค่ายที่พักของกองกำลังโลหิตเหล็กอย่างไม่ผิดเพี้ยน

ปัจจุบันทางเค้าค่ายของกองกำลังโลหิตเหล็กนั้น มีผู้คนเรียงเป็นสายราวกับหางมังกร

เยาวชนมากมายเข้าแถวเรียงหนึ่งอย่างเรียบร้อย

"ดูเหมือนพวกเราจะมาสายเกินไป"

เมิ่งฉวนถึงกับตกตะลึงเมื่อพบเจอความหนาแน่นของผู้คน

"มันไม่สำคัญว่าพวกเราจะมาสายหรือไม่สาย ขอเพียงมีคนไม่สายก็พอ"

ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนเหม่อมองไปไกลๆอยู่นั้น อยู่ดีๆเขาก็เผยรอยยิ้มออกมาและกล่าวออกมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย

"หืม?"

เซี่ยวหยูและเมิ่งฉวนล้วนสับสนกับคำกล่าวของหลิงเทียน

"ไปกันเถอะ ดูเหมือนจะมีคนที่สามารถช่วยประหยัดเวลาให้แก่พวกเราได้บ้าง"

ต้วนหลิงเทียนเดินนำ ส่วนเซี่ยวหยูและเมิ่งฉวนได้แต่เดินตามเขาขึ้นไปด้านหน้าเรื่อยๆ พวกเขาทั้ง 3 เดินขึ้นไปด้านหน้าโดยที่ไม่ต่อแถว คนที่เห็นเหตุการณ์ล้วนรู้ดีว่าอะไรจะเกิดขึ้น

"เฮ้! หัดมีมารยาทซะบ้างลงไปเข้าแถวเซ่"

"เจ้าไม่ละอายหรอที่คิดจะไปแซงแถว!"

"เด็กน้อยเรากำลังกล่าวกับเจ้า"

…

ทันทีที่เหล่าเยาวชนที่ยืนตากแดดเข้าแถวอยู่นั้นเห็นพวกหลิงเทียน พวกมันล้วนกล่าวออกมาด้วยโทสะ ส่วนหนึ่งเพื่อป้องกันไม่ให้หลิงเทียนใช้กำลังแย่งที่พวกมัน

ตอนนี้เซี่ยวหยูและเมิ่งฉวนเองก็เริ่มอายเล็กน้อย

"ต้วนหลิงเทียนพวกเราไปกันเถิด" เมิ่งฉวนกลาวด้วยเสียงเบาๆ

ต้วนหลิงเทียนไม่สนใจเมิ่งฉวนแต่เขาหันกลับไปหาคนที่ส่งเสียงดังเมื่อสักครู่จากในแถว เขาทำท่าขุ่นเคืองก่อนที่จะกล่าวออกมาว่า "เจ้าคิดอะไรของเจ้ากัน เจ้าคิดว่าพวกเรากำลังจะแซงแถวงั้นเหรอ พวกเรามาที่นี่ตั้งแต่เช้ามืดแล้ว และพวกเราก็ให้สหายจองที่เอาไว้ ในระหว่างที่พวกเราไปทำธุระอย่างอื่น "

เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ของหลิงเทียนเหล่าผู้ที่โห่ร้องถึงกับเงียบเสียง และหันไปเฝ้ามองว่าหลิงเทียนนั้นมีสหายมีจองแถวไว้ก่อนจริงหรือไม่

เมิ่งฉวนและเซี่ยวหยูล้วนตกตะลึงกันทั้งคู่

สหาย?

ทำไมพวกเขาไม่เห็นล่วงรู้เลยสักนิดว่าหลิงเทียนมีสหายอะไรเช่นนั้นด้วยเล่า?

"เฮ่ พี่น้องขอโทษทีที่ข้ามาช้า แต่พวกเจ้าไม่ต้องกังวล ตอนนี้อาหารกลางวันของพวกเจ้าข้าไปจัดการให้ตามสัญญาแล้ว"

ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนและพวกเดินมาถึงบริเวณหัวแถวนั้น อยู่ดีๆหลิงเทียนก็เดินไปตบไหล่ชายคนหนึ่งและกล่าววาจาออกมาราวกับเป็นสหายสนิทอย่างไรอย่างนั้น

“ไอ้บัดซบตัวใดกล้ามาแตะต้องตัวข้า …” เด็กหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีเทากำลังจะด่า แต่เมื่อเขาหันกลับมาและพบว่าคนที่กำลังจับไหล่เขาคือต้วนหลิงเทียน เขาก็กล่าววาจาไม่ออก "เจ้า…เป็นเจ้า…"

"พี่น้องต้องขอบคุณสำหรับการจองที่ให้พวกเรา"

ดวงตาของหลิงเทียนหรี่ลงเล็กน้อยก่อนที่จะเผยรอยยิ้มและกล่าวแทรกออกมาขัดคำของชายสวมชุดคลุมสีเทา พร้อมหันไปจ้องตากับชาย 3 คนที่เหลือ

แม้ว่าดวงตาของหลิงเทียนจะฉายแววเป็นมิตรอยู่บ้าง แต่การหรี่ตาและกระพริบตานั้นเหมือนกำลังข่มขู่อย่างไรอย่างนั้น ทั้ง 3 คนได้แต่ถอยไปนิ่งเงียบตามสัญชาติญาณ

และแน่นอนชายหนุ่มทั้ง 4 หาใช่ใครอื่น แต่เป็นพวกที่กล้ามาหาเรื่องหลิงเทียนที่ร้านอาหาร จนโดนหลิงเทียนสั่งสอนบทเรียนไปเมื่อคืนที่แล้วนั่นเอง …

ตอนนี้เมิ่งฉวนและเซี่ยวหยูที่เข้าใจสถานการณ์ ก็ได้แต่แอบลอบชูนิ้วโป้งให้หลิงเทียนอย่างนับถือ

ตอนนี้กลุ่มของหลิงเทียนก็ถือว่าประสบความสำเร็จในการแซงแถวอย่างงดงาม

เมื่อได้เห็นท่าทางและปฏิกิริยาของชายชุดเทาและคนอื่นๆ ผู้คนทั้งหมดก็คิดว่าทั้งหมดเป็นสหายกันจริงๆ…

แน่นอนว่าย่อมมีเยาวชนที่ไปกินอาหารที่ร้านอาหารเดียวกันกับหลิงเทียนและให้การยอมรับนับถือหลิงเทียน อีกทั้งยังพอจดจำชายชุดคลุมสีเทาและที่เหลือได้ว่าเป็นพวกที่มาหาเรื่องหลิงเทียน

แต่พวกเขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ

พวกเขาย่อมมีประสบการณ์ในการใช้ชีวิตอยู่บนโลกแห่งนี้ การไปหาเรื่องผู้ที่แข็งแกร่งรังแต่จะนำปัญหามาสู่ตัวเองเท่านั้น

ใบหน้าของชายชุดคลุมสีเทาก็เริ่มแดงและสั่นระริกขึ้นมาราวกับอดกลั้นอะไรอยู่ไม่น้อย

‘บัดซบเอ๊ย ข้าไปล่วงเกินสวรรค์มาหรือไรกัน เหตุใดช่วง 2 วันนี้ข้าจึงซวยซ้ำซวยซ้อนเช่นนี้?’

‘เหตุใดทุกที่ๆข้าไปต้องพบกับไอตัวประหลาดนี่ด้วย เมื่อวานที่ร้านอาหารก็โดนมันเล่นงานเสียแทบแย่ วันนี้อุตส่าห์ตื่นมาเข้าแถวแต่เช้าตรู่ แต่ข้าก็ยังพบเจอกับมันและได้แต่ยินยอมปล่อยให้มันแซงแถวเช่นนี้’ ทว่าเขาก็ทำได้แค่คิดแต่ไม่กล้าพูดออกมา

…หากพูดออกมาก็จินตนาการได้เลยว่าจุดจบเขา คงไม่จบแค่ถูกสั่งสอนเบาๆอย่างเช่นเมื่อวานเป็นแน่ …

"หยูเซี่ยว ชายคนนี้รังแกพวกเราเกินไปแล้ว"

ชายหนุ่มทั้ง 3 ที่ยืนอยู่ด้านหลังหยูเซี่ยวที่สวมชุดคลุมสีเทา พวกมันไม่พอใจอย่างมาก แต่ทว่าพวกมันก็ทำได้เพียงกล่าวกับหยูเซี่ยวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ พวกมันเองก็ไม่กล้ากล่าววาจาออกมาเสียงดัง

"แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า เจ้าทั้ง 3 ลองบอกมาสิ หรือพวกเจ้าทั้ง 3 จะไล่มันไปด้วยตัวเอง?"

หยูเซี่ยวหันไปมองสหายทั้ง 3 คนของเขา

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ชายหนุ่มทั้ง 3 ล้วนหันไปมองทางอื่นทำเป็นไม่สนใจคำกล่าวเมื่อครู่ทันที พวกมันเงียบไปสักพักและก็ไม่สนใจหยูเซี่ยวอีกต่อไป

ไม่นานหลังจากนั้นก็ถึงคิวของกลุ่มต้วนหลิงเทียนมารายงานตัว

หลังจากกรอกประวัติคร่าวๆที่ใช้ในการลงทะเบียนแล้วทั้ง 3 ก็ได้รับบัตรประจำตัวที่ระบุหมายเลขมา

หมายเลข ของต้วนหลิงเทียนคือ 137

หมายเลข ของเซี่ยวหยูคือ 138

ส่วนของเมิ่งฉวนคือ 138

"ก่อนเที่ยงของวันพรุ่งนี้ให้พวกเจ้านำบัตรประจำตัวใบนี้ไปรายงานตัวที่บริเวณค่ายทหารของกองกำลังโลหิตเหล็กเพื่อขอเข้าร่วมการทดสอบ … หากพวกเจ้าผ่านการทดสอบพวกเจ้าก็นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่ายบ่มเพาะอัจฉริยะแล้ว "

กลุ่มของต้วนหลิงเทียนทั้ง 3 คนพยักหน้าก่อนที่จะหันหลังกลับ และวางแผนว่าวันนี้จะไปทำอะไรต่อบ้าง

"ขอบคุณโชคชะตาที่นำพาให้พบกับพี่น้องที่ดี พี่น้องอุตส่าห์มาต่อแถวให้พวกเราแต่เช้าคงเหน็ดเหนื่อยมากแล้ว ข้าจะไปตระเตรียมอาหารเที่ยงเอาไว้ให้เอง"

ก่อนที่จะเดินจากไปต้วนหลิงเทียนไมลืมหันไปกล่าวกับชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีเทาอย่างเป็นกันเอง และหลิงเทียนก็ยิ้มยิงฟันขาวก่อนที่จะเดินเข้าไปใกล้ๆแล้วกล่าวออกมาว่า "ชื่อของเจ้าก็นับว่าไม่เลวนะ… หยูเซี่ยว นี่นับว่ากอปรไปด้วยอักษรที่ไม่ธรรมดา จากวิชาการทำนายทายทักที่ข้าร่ำเรียนมาครั้งอดีต เจ้าวางใจได้เลย ชื่อนี้ของเจ้าจะทำให้เจ้ากลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต…ถ้าไม่ไประรานใครจนตกตายเสียก่อน นะ"

เห็นได้ชัดว่าต้วนหลิงเทียนล้วนได้ยินบทสนทนาที่ทั้ง 4 คนกระซิบกระซาบกัน

มุมปากของเซี่ยวหยูและเมิ่งฉวนกำลังสั่นระริก พวกมันพยายามกลั้นหัวเราะกันอย่างเต็มที่ …

ใบหน้าของหยูเซี่ยวพลันซีดเผือด

ไอบัดซบตัวประหลาดนี่มันคงไม่คิดสังหารข้าจริงๆหรอกนะ!?

ต้วนหลิงเทียนยิ้มหวาน ก่อนที่จะตบลงไปยังหน้าอกของหยูเซี่ยวเบาๆ "เอาล่ะๆ พี่น้องพวกท่านรีบขึ้นไปรับบัตรประจำตัวเถิด ดูเหมือนพี่ชายทหารนั้นจะเริ่มหงุดหงิดไม่พอใจเสียแล้ว"

ต้วนหลิงเทียนรีบเดินห่างออกจากแถวในทันทีหลังจากที่กล่าวจบ

หลังจากนั้น…

"พวกเจ้าทั้ง 4 มาด้วยกันงั้นหรือ?"

ใบหน้าของพี่ทหารที่รับเรื่องการลงทะเบียนจับจ้องไปยังชายหนุ่มทั้ง 4 คนด้วยแววตาไม่ถึงพอใจอย่างถึงขีดสุด

"ถูกต้องขอรับท่าน"

หยูเซี่ยวรีบพยักหน้าพร้อมกล่าวรับ

แม้ว่าเขาจะเป็นสาวกของตระกูลหยูที่มาจากตระกูลใหญ่แห่งเมืองประจำมณฑล แต่ทว่าข้างหน้าของพวกเขาคือกองกำลังโลหิตเหล็กที่ขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมและแข็งแกร่ง ซ้ำยังดุร้ายไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหนทั้งสิ้น แล้วพวกเขาจะกล้าล่วงเกินไม่นอบน้อมได้อย่างไร

ตอนนี้ทหารของกองกำลังโลหิตเหล็กคนนี้กำลังมีสีหน้าเคร่งเครียด อีกทั้งยังดุดันราวกับรูปปั้นที่ศาลเจ้า ที่ทำหน้าเป็นผู้อารักขาคุ้มครององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า " เป็นเวลาตั้งนานแล้วที่ 3 คนที่อยู่หน้าพวกเจ้าเข้ามาทำบัตรประจำตัว แต่ตอนนี้พวกเจ้า 4 คนพึ่งจะก้าวเข้ามาทำเรื่องลงทะเบียน พวกเจ้าทั้ง 4 จงใจล่าช้าหาเรื่องให้ข้าหงุดหงิดหรือไร? "

"ไม่ ไม่…."

หยูเซี่ยวรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็นพัลวัน

"บัดซบ นอกจากข้าแล้ว คนทั้งแถวต้องรอพวกเจ้าทั้ง 4 คน แต่พวกเจ้ากลับกล้าชักช้าและมัวทำอะไรพิรี้พิไรเช่นนี้! พวกเจ้าไสหัวกลับไปต่อแถวมาใหม่ซะ!"

ทหารของกองกำลังโลหิตเหล็กเผยท่าทีแข็งกร้าวราวกับมนุษย์เหล็กยากที่พวกหยูเซี่ยวจะต่อต้านได้ออกมา

Prev
Next

ความคิดเห็นสำหรับ "บทที่ 98 โชคชะตา..."

3.7 238 โหวต
คุณชอบเรื่องนี้ไหม?
ติดตาม
เข้าสู่ระบบ
แจ้งเตือนของ
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

เรื่องอื่นๆ ที่คุณอาจชอบ

พ่อบ้านจักรพรรดิปีศาจ
พ่อบ้านจักรพรรดิปีศาจ
มีนาคม 12, 2022
มหายุทธทลายดารา!
มหายุทธทลายดารา!
มีนาคม 12, 2022
Godly Empress Doctor
Godly Empress Doctor
มีนาคม 12, 2022
Divine Beast Adventures
Divine Beast Adventures
มีนาคม 12, 2022
วิถีสู่สวรรค์
วิถีสู่สวรรค์
มีนาคม 12, 2022
หมื่นกระบี่ทะลวงสวรรค์ I Have Countless Legendary Swords !
หมื่นกระบี่ทะลวงสวรรค์ I Have Countless Legendary Swords !
มีนาคม 12, 2022
Tags:
#ผจญภัย, กำลังภายใน, ต่อสู่, สงคราม
ประวัติการเข้าชม
You don't have anything in histories
หมวดหมู่นิยาย
  • sci-fi (24)
  • Video Games (11)
  • กำลังภายใน (36)
  • จีนกำลังภายใน (1)
  • ดราม่า (3)
  • ตลก (3)
  • นิยายลิขสิทธิ์ (18)
  • นิยายแต่ง (3)
  • ย้อนยุค อนาคต (7)
  • สยองขวัญ (2)
  • เกมส์ออนไลน์ (4)
  • แฟนตาซี (162)

© 2026 Madara Inc. All rights reserved

Premium Chapter

คุณจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบก่อน

wpDiscuz