เคล็ดกายานวดารา - ตอนที่ 81 พ่ายแพ้อย่างสาหัสกันทั้งสองฝ่าย
“ต่อให้เป็นเช่นนี้ เจ้าก็ต้องตายอยู่ดี”
คมกระบี่ได้ตัดผ่านอากาศมาครั้งหนึ่งจนเกิดเป็นพลังผ่าแฝกอันน่ากลัว เสียงแตกร้าวรานดังขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน รังสีสังหารอันมากมายนับไม่ถ้วนถูกฟาดฟันมาที่หลงเฉินอย่างรวดเร็ว
“ท่าฟันทลายความหักเห”
คมกระบี่สายหนึ่งกวาดออกมาด้วยพลังอันรุนแรง ร่างของหลงเฉินถูกกดดันด้วยบรรยากาศหนักหน่วงขุมหนึ่ง อาภรณ์สั่นพลิ้วไหวไปมาไม่หยุด พลังฟาดฟันของกระบี่เล่มนั้นมหาศาลมากจนไม่มีสิ่งใดที่จะต้านทานเอาไว้ได้
การเบิกทักษะของกระบี่เช่นนี้ออกมาคงจะเป็นเป้าหมายสูงสุดของพลังอันแข็งแกร่งของยิงฮวาแล้ว หลงเฉินทราบได้ในทันทีว่านี่คือกระบวนท่าจากทักษะยุทธ์ระดับพสุธาอย่างแน่นอน หากเทียบกับทักษะยุทธ์ก่อนหน้านี้กลับยิ่งทวีความน่าหวาดกลัวมากยิ่งกว่ามากที่สุด ราวกับพลังสภาวะทั้งหมดกำลังปิดทางหนีรอดและกั้นให้เขาเข้าสู่ความตายเท่านั้น
ในช่วงเวลาที่จะได้พบกับความตาย ห้วงแห่งความคิดของหลงเฉินช่างว่างเปล่าและเงียบสงบไปจนถึงก้นบึ้งของจิตใจ เขาเพ่งสมาธิเข้าจับการโคจรของพลังการไหลเวียนของฟ้าดินจนเกิดเป็นอนุภาคนับหมื่นสายขึ้นมา แม้แต่สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบข้างก็ได้ถูกจดจำเอาไว้ทั้งหมดแล้ว
ราวกับว่าตัวเองได้ถอดจิตวิญญาณออกมาจากร่างกายจนสามารถมองเห็นบริเวณโดยรอบได้อย่างชัดเจน ทว่าที่หลงเฉินยังไม่ตระหนักถึงก็คือจุดดารากักวายุที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าในเวลานี้ก็อยู่ในสภาวะที่สงบลงด้วยเช่นกันคล้ายกับกำลังรอคอยการกระตุ้นจากบางอย่างอยู่เงียบๆ ช่างน่าเสียดายที่หลงเฉินกลับไม่ได้สังเกตถึงสิ่งนั้นเลย
พลังหนุนทั้งสิบสองสายปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งประดุจพลังที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ พลังลมปราณไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณจนเข้าห่อหุ้มกระบี่หนักที่หลงเฉินกุมเอาไว้อย่างแน่นหนา
“เบิกสวรรค์”
บนสันกระบี่หนักปรากฏรอยประหลาดขึ้นมาสายหนึ่งราวกับมันกำลังมีชีวิตขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น เสียงเปรี๊ยะปร๊ะดังขึ้นมาเบาๆ หลงเฉินกวาดคมกระบี่ออกไปเป็นเส้นโค้งที่ลี้ลับดั่งมังกรเหินเวหาเหนือมหาสมุทรอันกว้างไกล พลังทำลายกระแทกกับสายลมจนสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนฟ้า นี่ก็เป็นกระบวนท่าอันทรงพลังที่สุดของหลงเฉินด้วยเช่นกัน
“ตูม”
เสียงระเบิดเลือนลั่นไปทั่วทั้งป่า คลื่นพลังยักษ์อันบ้าคลั่งกลุ่มหนึ่งแตะกระทบเงาร่างทั้งสองสายจนลอยละล่องออกไปในเวลาเดียวกัน ประกายโลหิตสีแดงชาดนับร้อยหยดทาทับทั่วทั้งผืนฟ้า
กระบี่ยาวในมือหลงเฉินถูกซัดจนลอยกระเด็นออกไปไกลกว่ารอยช่วงตัว เสียบทะลุเข้าไปยังศิลาก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง
“อัก”
หลงเฉินกระอักโลหิตออกมา ความรู้สึกปวดร้าวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างราวกับกระดูกทั้งหมดป่นปี้เป็นผุยผงไปจนสิ้นแล้ว บรรยากาศอันตึงเครียดเมื่อครู่ก็ได้ผ่อนคลายลงในที่สุด
อาการบาดเจ็บภายนอกกว่าสิบแห่งเริ่มปรากฏสายโลหิตที่ไหลรินออกมาไม่หยุด ที่จนปัญญาที่สุดเห็นจะเป็นเส้นโลหิตทั่วทั้งร่างได้ถูกทำลายลงไปทั้งหมดด้วย อีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นก็จะระเบิดออกมาจนไม่เหลือชิ้นดี
นี่ก็คือผลลัพธ์ที่หลงเฉินสัมผัสได้ขณะที่ใช้กระบวนท่าเบิกสวรรค์ในครั้งก่อน ทว่าในครั้งนี้กลับใช้พลังทั้งหมดออกมาจนหมดสิ้นและยังมากเกินไปจนอีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นก็อาจทำให้เขาจะต้องกลายเป็นคนพิการไปในที่สุด
เส้นลมปราณถูกทำลายไปเพียงเล็กน้อย ยังพอที่จะฟื้นฟูกลับขึ้นมาใหม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าช่วงที่ปะทุพลังออกไปเขาได้ควบคุมเส้นลมปราณเอาไว้ส่วนหนึ่ง หากปล่อยให้เส้นลมปราณทั่วทั้งร่างแตกกระจาย ต่อให้เขามีความทรงจำของจักรพรรดิโอสถอยู่ก็ไม่อาจมีพลังเพียงพอที่จะฟื้นคืนกลับมาได้
ในตอนนี้หลงเฉินไม่อาจใช้พลังลมปราณออกมาได้เลย แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ยังไม่ได้เลยด้วยซ้ำไป เพราะว่าเส้นลมปราณของเขาไม่อาจทนรับพลังเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
ยิงฮวาเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าหลงเฉินมากเสียเท่าใด กระบี่ยาวในมือของเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ ปักไปทั่วร่างของบุคคลทั้งสองจนได้รับความเจ็บปวดไปพร้อมกัน
ถ้าหากเป็นเพียงอาการบาดเจ็บภายนอกก็ยังพอที่จะใช้พลังการฝึกยุทธ์อันแข็งแกร่งเข้าควบคุมเอาไว้ได้ ทว่าเมื่อใช้ออกมาด้วยกระบวนท่าที่แข็งแกร่งมากที่สุด อีกทั้งยังไม่อาจควบคุมพิษภายในร่างกายเอาไว้ได้อีก ในที่สุดพลังอันมหาศาลก็ได้กลายเป็นตัวกระตุ้นพิษให้ไหลเวียนเข้าสู่หัวใจ
หัวใจของเขาเริ่มส่อเค้าของการเหี่ยวเฉาโรยราลงไปเรื่อยๆ ยิงฮวาตื่นตกใจไม่น้อยจนต้องใช้พลังลมปราณที่ยังคงเหลืออยู่เข้าหยุดการไหลเวียนสภาวะของพิษเอาไว้ให้นานที่สุด
หลงเฉินสูดลมหายใจเข้าลึกเฮือกหนึ่ง ใช้มือยันตัวลุกอย่างช้าๆ จากนั้นก็ดึงดาบที่ฝังในศิลาออก แล้วลากฝีเท้าทั้งสองข้างลากไปกับพื้นดินตรงไปยังร่างที่นอนกองอยู่บนพื้นอีกร่างหนึ่ง
เมื่อเข้าไปใกล้ยิงฮวามากขึ้นก็สังเกตเห็นจุดดำคล้ำที่ปรากฏขึ้นมาบนกลางหว่างคิ้วของยิงฮวา สิ่งนั้นคือหนึ่งในผลลัพธ์จากการจู่โจมของพิษภายในร่างกาย ยิงฮวาในตอนนี้ ไม่อาจใช้พลังลมปราณออกมาได้อีก
ด้วยสถานการณ์ในตอนนี้ถือว่าความได้เปรียบได้หันเหมาทางหลงเฉินแล้ว เขาควรอาศัยช่วงเวลาที่ยังพอมีพลังหลงเหลืออยู่เข้าสังหารยิงฮวาลงอย่างรวดเร็ว
หลงเฉินคิดจะทะยานไปยังด้านหน้าเพื่อเข้าสังหารยิงฮวาให้ขาดเป็นสองท่อน ทว่าร่างกายของเขากลับโรยแรงจนไม่อาจควบคุมเอาไว้ได้อยู่ อาการบาดเจ็บภายนอกหลายสิบแห่งได้มีโลหิตหลั่งไหลออกมาอันเกิดจากกระบี่ของยิงฮวาที่ถูกทำลายไป หากว่าเขาไม่ได้มีร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำก็คงจะพรุนเป็นตะแกรงไปตั้งแต่แรกแล้ว
หลงเฉินพยายามทรงตัวไม่ให้ล้มลงไป นี่ถือว่าเป็นน้ำมันหยุดสุดท้ายที่อยู่ในตะเกียงไฟแล้ว ดวงตาคู่คมจ้องมองไปยังร่างของชายฉกรรจ์ที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความสงบ ไร้ซึ่งความแอบแฝงด้วยอารมณ์และความรู้สึกอันใดเลยแม้แต่น้อย ฝีเท้ายังคงลากเดินเข้าไปหายิงฮวาให้ใกล้ที่สุด
“ยิงฮวา คนที่ต้องตายก็คือเจ้า” หลงเฉินชูกระบี่หนักในมือขึ้นมาช้าๆ
ยิงฮวามองไปยังหลงเฉินที่ยังมีเรี่ยวแรงพอที่จะเข้าโจมตีได้ ภายในจิตใจจึงเริ่มหวั่นไหวขึ้นมาอย่างมาก เขารีบคืบคลานไปเบื้องหน้า จู่จู่กระบี่หนักก็ได้เฉียดผ่านข้างแก้มของเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันเย็นเยียบที่อยู่สถิตอยู่ในกระบี่หนัก
“บัดซบ ถึงเพียงนี้แล้ว เจ้ายังมีพลังมากถึงเพียงนี้อยู่อีกหรือ”
ยิงฮวาแปรเปลี่ยนสีหน้าไปอย่างรุนแรง หลังจากที่รอดชีวิตมาจากกระบวนท่าของหลงเฉินไปเมื่อครู่ ก็ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามที่ฝังอยู่ในร่างของเจ้าหนูผู้นั้น เจ้าหนูที่มีพลังอยู่ในขั้นก่อรวมผู้หนึ่งเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความหวาดกลัวมาถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะเมื่อจ้องมองไปยังดวงตาอันเยือกเย็นและสงบนิ่งดั่งสายน้ำเย็นของหลงเฉิน
อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงรังสีสังหารที่ไหลเวียนไปทั่วทั้งร่างอย่างไม่หยุดนิ่ง ตอนนี้เขาตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอย่างไม่ต้องสงสัย พลังลมปราณก็ไม่อาจใช้ออกมาได้แล้ว ส่วนพลังกายเนื้อก็ไม่อาจต่อกรกลับหลงเฉินได้อีกแล้วเช่นกัน
“วันนี้ถือว่าเจ้าโชคดีไป”
ยิงฮวาสบถออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นก็ได้หันกายเพื่อไปจากบริเวณนั้น
“คิดจะไปแล้วอย่างนั้นหรือ? ไม่เอาชีวิตทิ้งไว้ที่นี่ล่ะ”
หลงเฉินตะโกนไล่หลังไปเสียงดัง แล้วชักฝีเท้าก้าวออกตามไปในทันที ทว่ากระบี่หนักในมือที่ไร้เรี่ยวแรงให้ความรู้สึกที่หนักอย่างถึงที่สุด เหมือนยิ่งไล่ก็ยิ่งห่างไกลจากยิงฮวามากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อหันไปดูอีกครั้งหนึ่งก็พบว่าเงาของยิงฮวาได้เลือนหายไปจากเบื้องหน้าเสียแล้ว หลงเฉินรู้สึกถึงความเจ็บปวดแปรบขึ้นมาภายในจิตใจประดุจมีเข็มแหลมนับพันหมื่นเล่มทิ่มแทงเข้ามา ทันใดนั้นเองผืนฟ้าและผืนดินก็กลับตาลปัตรกันไปหมด นัยน์ตาเข้าสู่ความมืดมิด อีกทั้งยังสูญสิ้นประสาทการรับรู้ไปทั้งหมด
……
เมื่อยิงฮวาหันหลังกลับไปก็ไม่เห็นเงาร่างของหลงเฉินแล้ว จึงเกิดความลิงโลดขึ้นมาอย่างมาก ร่างกายและพลังของหลงเฉินช่างแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทว่าพลังสังหารทั้งหมดได้ใช้ไปกับกระบี่หนักแล้ว
อีกทั้งคงจะถูกกระบี่หนักเล่มนั้นสร้างภาระที่หนักอึ้งจนไม่อาจไล่ตามเขามาได้อีก ยิงฮวาผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ทว่าที่เขายังตระหนักไม่ถึงก็คือหลงเฉินนั้นไม่ได้มีพลังที่ไร้ขีดจำกัด ทว่าที่เขาเห็นเป็นเพียงพลังเฮือกสุดท้ายเท่านั้น หลงเฉินต้องการเดิมพันออกไปเพื่อดูว่าจะสามารถทำให้ยิงฮวาตกใจจนหนีไปได้หรือไม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือยิงฮวาติดกับเข้าแล้วจริงๆ
หลังจากที่ได้ตะบึงออกมาจากก้นบึ้งของป่าลึกลับ ทันใดนั้นยิงฮวาก็เกิดความแตกตื่นขึ้นมาเสียยกใหญ่ พลังลมปราณของเขาก็ไม่อาจใช้หยุดพิษเอาไว้ได้อีกต่อไปแล้ว
พลันก็ใช้มือข้างหนึ่งล้วงเอาโอสถจำนวนมากออกมาใช้ เขายัดโอสถเข้าไปในปากอย่างวุ่นวาย ฤทธิ์โอสถของโอสถคางคกหิมะเริ่มเสื่อมคลายลงแล้ว ทว่าพิษที่หลงเฉินประทับเอาไว้ในร่างของเขากลับลดทอนลงไปเพียงไม่กี่ส่วนเท่านั้น
ถ้าหากขจัดพิษไม่ทันเวลา เขาต้องตายไปอย่างแน่นอน ในเวลานี้ยิงฮวาจึงเลิกหันเหความสนใจไปที่หลงเฉิน อย่างไรเสียชีวิตของเขาย่อมสำคัญยิ่งกว่าความแค้นเคืองในใจอยู่แล้ว
เขาออกเดินทางไปในเส้นทางกว่าห้าร้อยกว่าลี้โดยใช้เวลาเพียงวันเดียว จนกระทั่งในตอนนี้ได้ออกมาจากผืนป่า ที่เบื้องหน้าของเขามีกระโจมใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ เมื่อพบเห็นกระโจมที่คุ้นเคยนั้น ยิงฮวาก็ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่
เมื่อทหารลาดตะเวนนับสิบคนพบเห็นร่างที่ชโลมไปด้วยโลหิตสีแดงชาด อีกทั้งเจ้าของร่างนั้นยังเป็นถึงใต้เท้ายิงฮวา สายตาของพวกเขาก็แทบจะถลนออกมาจากใบหน้าที่แสนโง่งมในทันที นั่นเป็นหนึ่งในสามของสุดยอดฝีมือแห่งจักรวรรดิอย่างนั้นหรือ?
ยิงฮวาเซไปทางพลทหารนายหนึ่งที่อยู่หน่วยลาดตะเวน ผู้ที่มียศสูงส่งกว่าคนอื่นอยู่ขั้นหนึ่ง แล้วกล่าวออกมาอย่างขึงขังว่า “สั่งการให้ทัพใหญ่ปิดล้อมภูเขาและผืนป่าแห่งนี้ให้หมด หากพบเจอหลงเฉินให้สังหารได้เลยโดยไม่ต้องลังเล แล้วพาข้า……ส่งกลับไปยังจักรวรรดิ……”
หลังจากสิ้นเสียงการสั่งการแล้ว ยิงฮวาที่ไม่สามารถฝืนทนความเจ็บปวดได้อีกก็สลบลงไป พลทหารหน่วยนั้นจึงค่อยมีปฏิกิริยากลับคืนมา รีบแบกร่างกำยำของยิงฮวาเข้ากระโจมไป แล้วออกเดินทางไปรายงานแก่เบื้องบนที่จักรวรรดิในทันที
……
“หลงเฉิน เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริงๆ”
องค์ชายสี่วางสาส์นลับที่อยู่ในมือลงไปเบาๆ ก่อนจะยกแก้วชาบนโต๊ะที่ส่งกลิ่นหอมหวนขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ ทันใดนั้นที่ประตูห้องก็ถูกเปิดออกเผยให้เห็นร่างของชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่ง
เมื่อเห็นการมาเยือนของชายหนุ่มชุดขาว องค์ชายสี่ก็ส่งเสียงหัวเราะขึ้นมาเล็กน้อย “ฉู่เซี่ยได้เตรียมชาหอมเอาไว้แล้ว รอคอยท่านอยู่เนิ่นนาน ทว่าท่านกลับมาช้าไปเสียหน่อย ข้าจึงลิ้มลองไปคำหนึ่งแล้ว หวังว่าท่านจะไม่ถือสา”
ชายหนุ่มชุดขาวที่กำลังทอประกายแววตาอันเยือกเย็น อีกทั้งยังแผ่รังสีสังหารออกมา เมื่อได้ยินคำพูดขององค์ชายสี่ก็ได้เปลี่ยนสีหน้าให้ผ่อนคลายลง
“เจ้าทราบว่าข้าเป็นผู้ใด?” ชายหนุ่มชุดขาวถามออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ทราบมาส่วนหนึ่ง”
“เช่นนั้น เจ้าก็คงทราบว่าข้ามายังที่แห่งนี้เพื่อการอันใด?”
“ฆ่าข้า” องค์ชายสี่เอื้อนเอ่ยออกไปอย่างเย็นชา
“ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าข้ามาเพื่อฆ่าเจ้า ยังจะเยือกเย็นได้ถึงเพียงนี้อีกหรือ?” ชายหนุ่มชุดขาวหรี่ตาลงเล็กน้อยพร้อมทั้งจ้องมองไปที่ใบหน้าเฉยชาขององค์ชายสี่
“เพราะข้ารู้ว่าเจ้าฆ่าข้าไม่ได้”
“ฮาฮา ข้าโล้วฟางต้องการจะฆ่าเจ้า ต่อให้คนทั้งจักรวรรดิเข้ามาพร้อมกันก็ไม่อาจต้านทานเอาไว้ได้” ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ไม่ใช่ปัญหาว่าจะต้านได้หรือไม่ได้ เพราะข้าไม่จำเป็นที่จะต้องต้านทานกับเจ้า ข้าว่าเจ้าไม่ฆ่าข้าหรอก” องค์ชายสี่ยังคงมีน้ำเสียงเย็นชา
“ออ? เช่นนั้นข้าก็คงจะต้องขอฟังเสียหน่อยแล้ว” ชายหนุ่มชุดขาวเอ่ยออกไปราวกับถูกองค์ชายสี่กระตุ้นความสนใจขึ้นมาบางอย่าง
“ข้อแรก ข้าคิดว่าเซี่ยฉางเฟิงไม่ใช่ตัวเลือกที่ท่านสมควรจะร่วมมือด้วยที่สุด ความโง่เขลาของเขาก็เป็นที่ประจักษ์อยู่เต็มสองตา และเขาก็ตายไปแล้ว…”
“ต่อสิ”
“ข้อสอง ท่านมีคนที่ดีกว่าที่สมควรจะร่วมมือด้วย อีกทั้งยังทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม สามารถทำให้ท่านประสบผลสำเร็จขึ้นมาได้เป็นเท่าตัว”
“ที่เจ้ากำลังกล่าวอยู่นั้นคงไม่ได้หมายถึงตัวเองสินะ?” ชายหนุ่มชุดขาวถามหยั่งเชิงออกไป
“ไม่เลว”
“เหตุผล?”
“เหตุผลก็เพราะว่าข้านั้นเข้าใจแผนการของพวกเจ้า อีกทั้งยังทะลุปรุโปร่งอย่างมากด้วย ข้าทราบว่าสมควรที่จะทำเช่นไรกับ ‘คนผู้นั้น’ โดยที่อาวุธทหารไม่แปดเปื้อนคราบโลหิต” องค์ชายสี่ยังคงมีน้ำเสียงราบเรียบ อีกทั้งยังกล่าวได้อย่างลื่นไหล
เมื่อชายหนุ่มชุดขาวไม่ได้กล่าวอันใด เขาจึงกล่าวต่อว่า “พวกท่านได้วางแผนการเอาไว้มากว่ายี่สิบปีแล้ว นับตั้งแต่มารดาของข้าได้ตบแต่งกับจักรพรรดิเฟิงหมิง พวกเราได้เริ่มดำเนินการอย่างระมัดระวังมาโดยตลอด และไม่สร้างความเคลื่อนไหวที่มากจนเกินไป
การใช้พวกเราสองแม่ลูกมีโอกาสครอบครองจักรวรรดิเฟิงหมิงได้สำเร็จ ไม่มีอันใดที่ดีไปกว่าวาจาของข้าได้อีกแล้ว อีกทั้งไทเฮาเองก็ได้ถูกมารดาของข้าควบคุมเอาไว้อยู่
ผู้คนที่ทราบความลับนี้ก็คือคนของฝ่ายพวกเราโดยทั้งสิ้นนอกเสียจากหลงเทียนเซียวเพียงผู้เดียว ฉะนั้นคนที่จะต้องรีบจัดการก็มีแต่เพียงหลงเทียนเซียวผู้เดียวเท่านั้น
หลายปีมานี้หลงเทียนเซียวยังไม่ยินยอมที่จะสวามิภักดิ์ต่อข้าแม้แต่น้อย เขาคล้ายกับตรวจพบกับเงื่อนงำขึ้นมาได้ คงจะเตรียมการบางอย่างเอาไว้พร้อมแล้วเช่นกันถึงได้ปฏิเสธในการหวนคืนสู่จักรพรรดิมาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้หลงเทียนเซียวจึงเป็นอุปสรรคอันใหญ่หลวงที่สุด ข้ากล่าวได้ไม่ผิดเลยใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มชุดขาวขมวดคิ้วเข้าชนกันแล้วกล่าวออกมาว่า “เจ้ากล่าววาจาไร้สาระเหล่านี้ออกมาก็เหมือนกับไม่ได้กล่าวอันใด”
องค์ชายสี่ยิ้มเล็กน้อยแล้วแล้วตอบกลับไปว่า “ถ้าหากข้าจะบอกว่าข้าสามารถคลี่คลายสิ่งกีดขวางอย่างหลงเทียนเซียวได้ ท่านยังจะคิดว่าข้ากำลังกล่าววาจาไร้สาระอยู่อีกหรือไม่?”
“จริงหรือ?” ชายหนุ่มชุดขาวจ้องเขม็งไปยังองค์ชายสี่
“ข้ายังไม่เคยกระทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้มาก่อน นับตั้งแต่กำเนิดมาก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง ข้าคิดว่าชีวิตที่คล้ายกับไม่เคยจะเห็นเดือนเห็นตะวันควรจะหยุดได้แล้ว ข้าจึงปรารถนาที่จะร่วมมือกับท่าน ข้าจะช่วยท่านจัดการกับหลงเทียนเซียว ส่วนท่านก็ช่วยให้ข้าได้รับตำแหน่งจักรพรรดิ” องค์ชายสี่กล่าวอย่างหนักแน่น อีกทั้งยังเกิดความร้อนรนขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นถึงองค์ชาย ทว่ากลับต้องมีชีวิตที่ถูกควบคุมมาโดยตลอดในฐานะผู้สอดแนมผู้หนึ่ง เขาไม่ต่างจากภูตพรายที่ไร้ตัวตนและไม่อาจพบเห็นดวงตะวันที่ส่องแสงมา
จนวันหนึ่งการควบคุมได้รับการคลี่คลายออกไปเมื่อพบเห็นตัวโง่งมอย่างเซี่ยฉางเฟิง เขาจึงตัดสินใจที่จะจัดการคนผู้นั้นทิ้งไปเสียเพื่อให้ตัวเองกลายเป็นผู้ร่วมแผนการของชายหนุ่มชุดขาวได้
ชายหนุ่มชุดขาวมองไปยังองค์ชายสี่ กล่าวย้ำเสียงขึ้นมาทีละคำว่า “แล้วตัวหมากของเจ้าเล่า?”
เมื่อพบว่าชายหนุ่มชุดขาวไม่ได้ปฏิเสธอันใด ภายในจิตใจจึงบังเกิดความปิติยินดีขึ้นมาอย่างยิ่ง พร้อมกับยื่นสิ่งของชิ้นหนึ่งให้แก่ชายหนุ่มชุดขาว
ชายหนุ่มชุดขาวเบิกตาอ้าปากเมื่อจดจำสิ่งของชิ้นนั้นขึ้นมาได้
.
.
.
.