คุณพ่อยอดหมอเทวดา (重生之奶爸医圣) - ตอนที่ 85 มันส์มือ
ตอนที่ 85 มันส์มือ
“ ฉัน…… ” อ้วนหวางไม่ค่อยอยากจะลงมือกับพวกของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงพูดอย่างอ้อมค้อม
“ ช่างมันเถอะ สันติสุขนำโชคลาภ ! สันติสุขนำโชคลาภ ! ”
“ มันส์มือจริงๆ ถ้าไม่ตบคงเสียดายแย่ ” ฉินห้าวตงคว้าคอเสื้อของนักพรตเฒ่าจอมปลอมและตะโกนต่อหน้าฝูงชน “ มีใครในนี้กำลังอารมณ์ไม่ดีไหม ? มาระบายอารมณ์ตรงนี้ได้ ที่ระบายอารมณ์ฟรีไม่คิดตังค์ ! ”
“ บัดสบ ! ไอ้โกหก ตบเขาซะ ! ”
ชายวัยรุ่นประมาณสี่ห้าคนรีบวิ่งออกมาจากฝูงชนแล้วเตะต่อยเข้าที่นักพรตเฒ่าจอมปลอม
นักพรตเฒ่าจอมปลอมโดนรุมจนแทบทนไม่ได้ เขารีบร้องขอความช่วยเหลือจากอ้วนหวางและหนิวเอ้อร์ “ พี่รอง พี่เขย ช่วยผมด้วย ผมโดนรุมจนไม่ไหวแล้ว ”
อ้วนหวางและหนิวเอ้อร์ตกตะลึง คิดไม่ถึงว่านักพระเฒ่าจอมปลอมจะเผยตัวตนของพวกเขาออกมาได้ง่ายๆ เช่นนี้ จึงรีบตะโกนกลับไป“ อย่าพูดจาไร้สาระ เราไม่รู้จักแก ! ”
“ ไอ้สารเลว พวกแกเห็นคนจะตายแล้วไม่ยอมช่วยเหรอ ” นักพรตเฒ่าจอมปลอมตะเกียกตะกายและหันไปตะโกนเรียกชายแก่ที่อยู่ถัดจากเขา “ พ่อ พวกมันไม่ช่วยผม แต่พ่อต้องช่วยผมนะ ถ้าผมตายไป พ่อก็ไม่มีหลานมาสืบสกุลแน่นอน ”
ในเวลานี้ทุกคนรู้แล้วว่าคนพวกนี้เป็นพวกเดียวกัน พวกเขาสุมหัวกันต้มตุ๋นคนอื่น
“ ตบมันซะ ไอ้คนโกหกพวกนี้สมควรตาย…… ”
“ ตีมันให้ตาย คนโกหกต้องไม่ตายดี…… ”
ทุกคนที่ชอบซื้อขายของโบราณต่างก็รู้กฎดีว่าถ้าถูกใจก็ซื้อ ถ้าซื้อของปลอมเข้า ทำได้แค่โทษตัวเองว่าตาไม่ดีไม่มีความชำนาญมากพอ ซึ่งจุดนี้ทุกคนรู้เป็นอย่างดี
ซึ่งเรื่องตาดีตาไม่ดีเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ถ้ามีใครบางคนจัดฉากเพื่อต้มตุ๋นหลอกเงินคนอื่นนั้นถือเป็นเรื่องน่ารังเกียจมาก ดังนั้นการที่พวกอ้วนหวางจัดฉากหลอกฉินห้าวตงเช่นนี้จึงทำให้ลูกค้าหลายคนโกรธจัด
ในบรรดาฝูงชนมีบางคนเคยถูกคนพวกนี้หลอก แถมยังหลอกได้เจ็บแสบมาก ดังนั้นพวกเขาจึงเกลียดพวกมัน แต่ก็มีบางคนที่มารุมพวกนี้เพราะความสนุกเพียงอย่างเดียว
ไม่ว่าเหตุผลจะเป็นอย่างไร พวกเขาก็พุ่งไปที่พวกของอ้วนหวางและหนิวเอ้อร์ จากนั้นทั้งสี่คนก็ถูกเตะต่อยจนต้องร้องขอชีวิต
ฉินห้าวตงกวาดตามองไปที่ภาพโกลาหลเบื้องหน้าอย่างมีความสุข มันน่าตลกสิ้นดีที่คนเหล่านั้นพยายามจะจัดฉากหลอกเขา หาเรื่องใส่ตัวกันชัดๆ
เขาเดินออกจากร้านของอ้วนหวางท่ามกลางความโกลาหล แล้วเริ่มเดินไปตามถนนขายของโบราณต่อ
หลังจากเขาออกไปแล้ว ผู้คนที่อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้หยุดรุมพวกนั้น ชั่วพริบตาเดียวหนิวเอ้อร์และคนของเขาถูกตบตีจนฟกช้ำดำเขียว โชคดีที่ยามรักษาความปลอดภัยของถนนขายของโบราณเข้ามาได้ทันเวลาและพยายามโน้มน้าวให้ผู้คนเหล่านั้นแยกย้ายกันออกไป ไม่เช่นนั้นแล้วร้านของอ้วนหวางก็คงถูกทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี
หลังจากรอให้คนเหล่านั้นแยกย้ายกันออกไปแล้ว อ้วนหวางก็รีบปิดประตูร้านแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาหันมาพูดกับชายแก่และนักพรตเฒ่าจอมปลอม “ นี่แกโดนลิงเตะหัวมากหรือไง พวกแกเป็นนักต้มตุ๋นนะ ทำไมถึงกลับมาโดนต้มตุ๋นซะเอง ? ”
หนิวเอ้อร์ตะโกนขึ้นยังโกรธเคืองด้วยดวงตาที่บวมช้ำ “ ใช่แล้ว ไอ้หนุ่มนั่นตะโกนมาว่าหนึ่งแสนหยวนแล้วแท้ๆ พวกนายน่าจะยอมแพ้ได้แล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเราคงทำสำเร็จ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าพวกนายยังจะไปแข่งราคากับเขาอีก ”
นักพรตเฒ่าจอมปลอมพูดหน้าเจื่อน “ ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นฉันอาจสมองกระทบกระเทือน ฉันคิดว่าดาบไม้ท้อเล่มนี้เป็นสมบัติของนิกายเทียนซือจริงๆ และฉันต้องซื้อมันมาให้ได้ ”
ชายแก่พูดตาม “ ตอนนั้นฉันก็คิดว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าเช่นกัน ไม่ว่ามันจะมีราคาแพงแค่ไหนฉันก็จะต้องซื้อมันมาให้ได้ บางทีเราอาจจะโกหกคนอื่นมากเกินไปจนทำให้เราอินไปกับบท ”
“อินกับบทบ้านแกสิ ไอ้บัดซบเอ้ย ! แกกับพ่อของแกมันโง่ทั้งคู่ เงินอยู่ในมือแล้วแท้ๆ แต่กลับปล่อยให้มันหลุดลอยไป แถมยังมาทำให้ฉันถูกตีแบบนี้อีก ”
อ้วนหวางยิ่งพูดก็ยิ่งอารมณ์ขึ้น เขาง้างขาเตะไปที่ชายแก่และนักพรตเฒ่าจอมปลอมจนกลิ้งไปกับพื้นอีกรอบ
หนิวเอ้อร์คว้าอ้วนหวางที่กำลังโกรธจัดไว้แล้วพูดโน้มน้าวเขา “ ช่างมันเถอะ เราร่วมมือกันมาหลายปีแล้ว อีกอย่างเราเป็นญาติกันทั้งนั้น อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันแล้วไปเถอะ ”
“ ไม่ ! ฉันทนไม่ได้ เราต้องคิดหาวิธีสั่งสอนบทเรียนให้ไอ้หนุ่มหน้าขาวคนนั้น ! ”
อ้วนหวางพูดอย่างโกรธเคือง
ชายแก่ลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วพูดขึ้น “ ใช่แล้ว เราอยู่ในวงการนี้มาหลายปีและไม่เคยโดนกระทำขนาดนี้มาก่อน เราต้องสั่งสอนมันให้เลือดตกยางออก ! ”
นักพรตเฒ่าจอมปลอมพูดกับหนิวเอ้อร์ “ พี่รอง พี่เป็นคนมีแผนการเยอะ งั้นลองคิดหาวิธีจัดการไอ้หนุ่มนั่นหน่อย ”
หนิวเอ้อร์ครุ่นคิดก่อนจะพูดขึ้น “ เรื่องจัดการไอ้หนุ่มนั่นเป็นอะไรที่ง่ายมาก ในเมื่อมันไม่ติดกับพวกเรา งั้นเราก็มารีดไถเงินมันดีกว่า ”
อ้วนหวางสงบสติอารมณ์และคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะพูดขึ้น “ รีดไถเงินเป็นวิธีที่ดี แต่ตอนนี้เราไม่สามารถปรากฏตัวได้ โทรหาน้องสามแล้วกัน ที่นี่ไม่ค่อยมีใครรู้จักเขา ให้เขาจัดการดีที่สุด ”
ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดของเขา หนิวเอ้อร์ต่อสายโทรหาน้องสาม จากนั้นก็มีชายอายุประมาณสามสิบปีเดินเข้ามาในร้าน เขาคือน้องสามคนที่อ้วนหวางพึ่งจะพูดถึงไป เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊งต้มตุ๋น
อ้วนหวางเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้น้องสามฟังอย่างคร่าวๆ จากนั้นจึงพูดขึ้นต่อ “ นายไปสั่งสอนบทเรียนให้กับไอ้หมอนั่น ต้องทำให้มันเลือดออกให้ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเราพี่น้องคงยอมรับมันไม่ได้ ”
“ ไม่ต้องกังวลพี่ชาย ผมถนัดรีดไถเงิน ” จากนั้นเขาก็หยิบแจกันและกำลังจะออกไป
หนิวเอ้อร์คว้ามือเขาแล้วพูดขึ้น “ น้องสาม ชายคนนั้นฉลาดมาก แจกันใหญ่เกินไป คงสำเร็จไม่ได้ง่ายๆ เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นดีกว่า ”
น้องสามพูดขึ้น “ พี่สอง งั้นพี่คิดว่าอะไรเหมาะล่ะ ? ”
หนิวเอ้อร์หันไปพูดกับอ้วนหวาง “ หาของชิ้นเล็กกว่านี้ให้เขาหน่อย มันต้องเป็นของที่เราซื้อมาถูกและดูมีคุณค่า ”
อ้วนหวางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้น “ เอาล่ะ ครั้งสุดท้ายที่นายเอากระจกที่มันแตกกลับไปและวางมันไว้กว่าครึ่งปี ก็ไม่มีใครถามหามันเลย งั้นก็ใช้มันซะ ”
จากนั้นเขาก็เอากระจกโบราณออกมาจากเคาท์เตอร์ มันมีขนาดเท่ากับฝ่ามือ และมีด้ามจับยาวประมาณสิบเซนติเมตร มันดูเหมือนทำมาจากทองแดงเก่าแก่ แต่วัสดุที่ใช้ทำกลับไม่เหมือนทองแดง
หนิวเอ้อร์พูด “ ไอ้อ้วน นายไปเอากระจกนี้มาได้อย่างไร ? มันน่าจะเป็นของดีนะ ”
“ เป็นไปไม่ได้ ฉันซื้อมาแค่ห้าสิบหยวน ฉันตั้งราคามันไว้ที่หนึ่งร้อยหยวนมาปีนึงแล้ว แต่ก็ไม่มีใครซื้อ มันจะเป็นของดีได้ยังไงล่ะ ”
เห็นได้ชัดว่าอ้วนหวางไม่ชอบใจกระจกนี้มาก
ชายแก่พูดต่อ “ เหล่าเอ้อร์ ลูกมองผิดแล้ว เราเคยขอให้ผู้เชี่ยวชาญมากมายดูสิ่งนี้ พวกเขาไม่สามารถบอกได้ว่ามันคืออะไร เอามันไปใช้รีดไถเป็นอะไรที่เหมาะมาก ”
“ ใช่ เอามันไว้ที่นี่ก็ขัดหูขัดตาฉันเปล่าๆ ”
จากนั้นอ้วนหวางก็วางกระจกลงที่พื้นและเตะมันด้วยเท้าของเขา กระจกกระแทกดังเคร้ง
เขาหยิบมันขึ้นมาและส่งไปให้น้องสาม “ เอามันไปซะ ใช้มันเอาคืนชายคนนั้นให้สาสม ”
“ไม่ต้องห่วงพี่ใหญ่ ฉันมั่นใจว่าฉันจะทำให้ชายคนนั้นควักเงินก้อนโตมาจ่ายแน่นอน ”
จากนั้นเขาก็รับกระจกไปแล้วหมุนตัวเดินออกจากประตูร้านขายของโบราณ
ฉินห้าวตงยังคงเดินไปตามถนนขายของโบราณ เขามองไปยังร้ายขายของโบราณร้านแล้วร้านเล่า แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของอาวุธวิเศษที่เหมาะสมเลย
ในตอนนี้มีชายสองคนเดินสวนเขามา ชายที่เดินนำหน้าอายุประมาณห้าสิบปี เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้โกนหนวดมาหลายวันแล้ว และท่าทางของเขาก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า
ด้านหลังเขามีชายหนุ่มอายุประมาณยี่สิบปีเดินตามมาพร้อมกับกระถางธูปเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณยี่สิบเซนติเมตรในมือ
ชายทั้งสองเข้าไปที่ร้านขายของโบราณข้างหน้าฉินห้าวตง เมื่อพวกเขาเข้าไปในร้านแล้ว ชายวัยกลางคนก็ถามเจ้าของร้าน “ เถ้าแก่ซื้อกระถางธูปไหม ? ”
“ ซื้อสิ ”
เจ้าของร้านเป็นชายแก่ร่างผอมอายุประมาณหกสิบปี เขามีเคราแพะและดวงตาที่เล็ก
“ ชิ้นละเท่าไร ? ” ชายวัยกลางคนถาม
ชายแก่ยิ้ม “ น้องชาย นายพูดแบบนี้ดูไม่เชี่ยวชาญเลยนะ ที่นี่เป็นร้านขายของเก่าไม่ใช่ร้านขายของธรรมดา ราคามันขึ้นอยู่กับของ ถ้ามันมีค่าจริงๆ ฉันก็จะจ่ายให้มากกว่าหนึ่งล้าน แต่ถ้ามันเป็นขยะ ฉันก็จะไม่รับมันเอาไว้เลยไม่ว่ามันจะถูกแค่ไหนก็ตาม ”
ชายวัยกลางคนหันไปที่ชายหนุ่มแล้วพูด “ ลูกชาย ให้เจ้าของร้านดูกระถางธูปของเราหน่อย ”
เด็กหนุ่มตอบรับ เขาเอากระถางธูปในมือวางให้เถ้าแก่ดู
“ นี่เป็นกระถางธูปสามขาเหล็กเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณยี่สิบเซนติเมตร ผิวของกระถางไม่ได้พิเศษอะไร มันเป็นงานหยาบ ดูเหมือนถูกฝังมาเป็นเวลานาน มันไม่ได้สะอาดมากมายและยังมีดินติดอยู่บนนั้น มันดำและเป็นสนิม มันไม่มีค่าอะไรเลย ขายไม่ได้หรอก ”
เถ้าแก่หมุนกระถางธูปดูหนึ่งรอบพลางส่ายหน้าไม่หยุด “มันเป็นของโบราณที่ไหน มันไม่มีค่าอะไรเลย อย่างมากสุดก็เอาไปชั่งกิโลขายเป็นเศษเหล็กได้ไม่เท่าไรหรอก ”
แต่ฉินห้าวคงเห็นได้ชัดว่า แม้ลักษณะภายนอกของกระถางธูปไม่ดีนัก แต่กลับมีพลังวิญญาณอยู่มากมาย มันเป็นของดีเลยทีเดียว
ชายวัยกลางพูดขึ้นอย่างไม่ค่อยพอใจ “ เป็นไปได้ยังไง นี่เป็นของดีที่ปู่ของฉันทิ้งไว้ให้ ฉันได้ยินมาว่าครั้งหนึ่งปู่ของฉันซ่อนตัวอยู่ในประเทศญี่ปุ่นและได้ขุดมันขึ้นมาจากพื้น ปู่ของฉันก่อนตายเขาได้กำชับนักกำชับหนาว่ากระถางธูปนี้เป็นมรดกตกทอดรุ่นต่อรุ่น ถ้าไม่ใช่เพราะว่าภรรยาของฉันกำลังป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ฉันก็คงไม่เอามันออกมาขายหรอก ”
เจ้าของร้านระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “ คุณมาที่นี่เพื่อเล่าเรื่องให้ฉันฟังเหรอ ? คุณจะบอกว่ามันเป็นของที่ปู่คุณที่ทิ้งไว้ให้ แม้ว่าบรรพบุรุษคุณจะทิ้งไว้ให้ก็ตาม แต่มันก็เป็นแค่เศษเหล็กเท่านั้น ไม่มีค่าอะไรเลย ”
จากนั้นเด็กหนุ่มถามต่อ “ เถ้าแก่ คุณสามารถจ่ายให้เราได้เท่าไหร่ ? แม่ของผมนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาลจริงๆ เราจำเป็นต้องใช้เงินด่วน ”
“ หนึ่งร้อยหยวน ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว ” เจ้าของร้านพูด
“ อะไรนะ ? หนึ่งร้อยหยวนงั้นหรอ? นี่เป็นสมบัติของครอบครัวของเรา ฉันจะไม่ขายมันถ้าคุณให้ราคาต่ำกว่าหนึ่งแสนหยวน ”
ชายวัยกลางคนจ้องเขม็งและดูท่าทางไม่ค่อยพอใจ
แต่หลังจากที่เขาพูดเช่นนั้นไป ผู้คนที่อยู่รอบข้างก็พากันหัวเราะ ก็แค่กระถางธูปเหล็กแบบนี้ ให้ราคาสองสามร้อยหยวนก็มากเกินพอแล้ว ใครจะไปจ่ายหนึ่งแสนหยวนให้กับของแบบนี้กัน ?
เจ้าของร้านหัวเราะเยาะก่อนจะพูดขึ้น “ ไม่ว่าคนในครอบครัวของคุณจะป่วยหรือตาย ของชิ้นนี้ก็ยังไม่มีค่าอยู่ดี ผมให้ราคาหนึ่งร้อยหยวนก็ดีแค่ไหนแล้ว ถ้าขายก็เอามันวางไว้ ถ้าไม่ขายก็ไปซะ ”
ชายวัยกลางคนสิ้นหวัง แล้วพูดขึ้นอย่างเศร้าโศก “ ไม่ได้ ฉันต้องขายมันในราคาหนึ่งแสนหยวน ไม่งั้นฉันจะไม่มีเงินไปรักษาภรรยาของฉัน “
“ แกนี่มันสติไม่ดีหรือไง ! ” เจ้าของร้านพูดด้วยท่าทีโกรธจัด “ ถึงแม้ครอบครัวทั้งหมดของแกจะตายไป ของแบบนี้ก็ไม่มีทางถึงหนึ่งแสนหยวนหรอก ถ้ามีใครกล้าจ่ายราคานี้ล่ะก็ ฉันจะยอมเรียกว่าพ่อเลย ! ”
หลังจากเขาพูดเช่นนี้ไป ฝูงชนก็เริ่มไม่ค่อยสบอารมณ์นัก “ เถ้าแก่ ไม่อยากได้มันขนาดนั้นก็แค่บอกเขาไปตรงๆ ทำไมต้องพูดโหดร้ายแบบนี้ เขาก็แค่อยากเอาเงินไปรักษาภรรยาเขาเท่านั้น ”
“ ใช่ ทำไมคุณถึงไม่เห็นใจเขาบ้างเลย…… ”
หลังจากได้ยินคำตำหนิจากผู้คนมากมาย เจ้าของร้านกลับไม่รู้สึกผิดใดๆ ในทางตรงข้ามเขากลับดูโกรธมากขึ้นกว่าเดิม “ ฉันเป็นนักธรุกิจ ไม่ใช่มูลนิธิ ถ้าใจดีกันขนาดนั้น ก็ซื้อมันเลยสิ ฉันพูดจริงทำจริง ตราบใดที่มีใครซื้อไอ้ของผุพังชิ้นนี้ในราคาหนึ่งแสนหยวน ฉันก็จะเรียกมันว่าพ่อทันทีเลย ! ”
ในความคิดของเขา กระถางธูปชิ้นนี้ไม่ใช่ของโบราณ มันสามารถขายได้แค่เศษเหล็กธรรมดาๆ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะซื้อมันในราคาหนึ่งแสนหยวน
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าทันทีที่เขาพูดเช่นนี้ไป ก็มีคนหนึ่งตะโกนขึ้นมา “ หนึ่งแสนหยวน ฉันจะซื้อมัน ! ”
จบตอน