คุณพ่อยอดหมอเทวดา (重生之奶爸医圣) - ตอนที่ 82 เคล็ดวิชาเลี้ยงผี
ตอนที่ 82 เคล็ดวิชาเลี้ยงผี
“ ตอนนี้เลย ” ฉินห้าวตงพูดจบจึงขอให้น่าหลันเจี๋ยเรียกคนไปหาเตียงไม้มาให้ จากนั้นให้ฉือโค่วไห่นอนลง
เขาเอากระเป๋าเข็มออกมาจากกระเป๋าเสื้อ แล้วฝังลงบนแผ่นหลังของฉือโค่วไห่ไปเก้าเข็ม จากนั้นวางมือลงบนด้านข้างของกระดูกสันหลังทั้งสองข้างแล้วนวดอย่างเบามือ
จากการจับชีพจรเมื่อครู่นี้ เขารู้แล้วว่าอาการบาดเจ็บกระดูกสันหลังของฉือโค่วไห่เป็นอย่างไร ดังนั้นเขาจึงทำการรักษาอย่างระมัดระวัง ภายใต้แรงนวดที่เหมาะสมทำให้กระดูกสันหลังที่ผิดรูปเริ่มคืนตัวมาที่ตำแหน่งปกติ
ในกระบวนการฟื้นฟูแน่นอนว่ากระดูกสันหลังหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกกีดกั้นโดยเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อที่บิดเบี้ยว แต่สิ่งเหล่านี้ถูกฉินห้าวตงใช้ลมปราณแห่งพงไพรช่วยให้ค่อยๆ กลับคืนสู่สภาพเดิม
ส่วนกระดูกที่งอกออกมาโดนเขาใช้พลังภายในทำให้มันแตกละเอียดโดยไร้วี่แววเสียง จากนั้นใช้ลมปราณแห่งพงไพรขจัดมันออกไป
ตอนที่นอนอยู่บนเตียงฉือโค่วไห่แปลกใจมาก เพราะปกติแล้วบริเวณที่บาดเจ็บของเขาจะเจ็บปวดถ้ามีการสัมผัสมัน แต่ครั้งนี้การนวดของฉินห้าวตงไม่ทำให้เจ็บปวดเลยแม้แต่นิดเดียว
สิ่งที่เขาไม่รู้คือเข็มทั้งเก้าเล่มที่ฉินห้าวตงฝังลงไปได้ตัดเส้นประสาทส่วนที่บาดเจ็บของเขาออก แม้ว่าจะไม่มียาชา แต่ผลลัพธ์ของมันดีกว่ายาชาถึงสิบเท่า
กระบวนการรักษาใช้เวลาไม่ถึงห้านาที จากนั้นฉินห้าวตงยืนขึ้นและดึงเข็มเงินทั้งเก้าเล่มออก
“ เอาหล่ะ กระดูกสันหลังของคุณได้กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว ตอนนี้คุณสามารถลุกขึ้นและเคลื่อนไหวได้อย่างช้าๆ แต่ต้องระวังการยกของหนักและอย่าพึ่งพยายามทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงเยอะในช่วงหนึ่งสัปดาห์นี้ ”
ฉือโค่วไห่ลุกขึ้นนั่งบนเตียง ใส่รองเท้าของเขาและยืนบนพื้นอย่างช้าๆ เขาแปลกใจที่พบว่าตรงบริเวณหลังช่วงเอวไม่มีอาการบาดเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว ยิ่งไปกว่านั้นเขายังรู้สึกดีกว่าเมื่อก่อนมาก ราวกับว่าเขาถ่ายหินหนักหนึ่งพันกิโลกรัมออกไป
“ หมอเทวดา ขอบคุณคุณมากจริงๆ ” ขณะที่พูด เขาก็หยิบเอาบัตรธนาคารออกมาจากกระเป๋า “ หมอเทวดา ในบัตรนี้มีเงินหนึ่งแสนหยวน ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ได้โปรดรับมันไปเถิด ”
ฉินห้าวตงรับบัตรธนาคารไปโดยไม่ปฏิเสธ แล้วหย่อนมันลงกระเป๋า เขาเป็นหมอ มีสิทธิ์ที่จะคิดเงินสำหรับการรักษาของเขา ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เขาไม่ค่อยมีเงินแล้ว
“ ผู้อาวุโสน่าหลัน มีอะไรอีกไหมครับ ? ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ผมจะได้ขอตัวกลับก่อน ” เขาพูด
“ รอเดี๋ยวก่อน หมอเทวดา “ ไม่ทันที่น่าหลันเจี๋ยจะได้พูดอะไร ฉือโค่วไห่ก็เรียกฉินห้าวตงไว้
“ ว่าไงครับ ? หรือว่าคุณฉือยังรู้สึกไม่สบายตรงไหน ? ” ฉินห้าวตงถามด้วยความแปลกใจ
“ ไม่ใช่หรอก หมอเทวดา คุณเข้าใจผิดแล้ว ตอนฉันรู้สึกสบายดีมากๆ ” จากนั้นฉือโค่วไห่ก็ดึงหญิงสาวชุดดำที่อยู่ข้างหลังเขาออกมาแล้วพูดแนะนำ “ หมอเทวดา นี่คือหลานสาวของฉัน ชื่อว่าฉีหว่านเอ๋อ เธอทนทุกข์กับโรคแปลกประหลาดตั้งแต่เด็ก โปรดช่วยรักษาเธอด้วย ”
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับหญิงสาวชุดดำ “ หว่านเอ๋อ ตรงนี้ไม่มีคนนอก ให้คุณหมอฉินตรวจอาการของหลานเถอะ ”
ฉีหว่านเอ๋อพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร เธอเริ่มคลี่เสื้อออกอย่างช้าๆ แล้วถอดกระโปรงยาวออก เหลือแต่ชุดชั้นใน
ทันทีที่เธอเปลือยผิวหนังของเธอให้ทุกคนเห็น พวกเขาต่างก็มีสีหน้าแปลกใจ
ปกติผิวหนังของหญิงสาวในรุ่นอายุเท่านี้ควรจะขาวเนียนราวกับหยก แต่ผิวของฉีหว่านเอ๋อ กลับดำเหมือนกับหมึก ซึ่งมันดำกว่าคนผิวสีเสียอีก อีกอย่างมันให้ความรู้สึกมืดมนมาก
ในที่สุดฉีหว่านเอ๋อก็ถอดผ้าคลุมหน้าของเธอออก ทุกคนต่างตะลึงเมื่อพบว่านอกจากบริเวณกึ่งกลางคิ้วของเธอที่ยังพอเป็นจุดสีทองอ่อนอยู่บ้าง ผิวส่วนอื่นบนใบหน้าของเธอเป็นสีดำเหมือนกับร่างกายหมดเลย
ในเวลานี้แววตาของเธอไร้ความรู้สึก เธอไม่อายและไม่แปลกใจกับท่าทีตอบกลับของทุกคน
น่าหลันเจี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ? ”
ฉือโค่วไห่ถอนหายใจแล้วพูดขึ้น “ หลานสาวของฉันเป็นคนน่าสงสาร เมื่อเธอเป็นเด็ก เธอเป็นคนที่ฉลาดและน่ารักเหมือนเด็กคนอื่น ”
“ แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเมื่อเธออายุได้สิบขวบ เธอเป็นโรคแปลกประหลาดขึ้นมาทันที ในตอนแรกเธอแค่มีจุดดำเล็กๆ ขึ้นบนหน้าอกของเธอ ทุกคนคิดว่ามันเป็นไฝและไม่มีใครใส่ใจอะไร ”
“ จุดดำเล็กๆ นั่นเริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอายุของเธอที่มากขึ้น แล้วเริ่มกระจายไปทั่วร่างกายของเธอ จนกระทั่งอายุสิบแปดปี เหลือเพียงแค่ใบหน้าของเธอที่ไม่เป็น ตอนนั้นผิวหนังส่วนอื่นได้กลายเป็นสีดำหมดแล้ว ”
“ ไม่เคยไปรักษาที่โรงพยาบาลเหรอ ? ” น่าหลันอู๋ชวงถาม
“ ไปมาแล้ว ! ” ฉือโค่วไห่พูด “ จะบอกความจริงให้ว่าครอบครัวของน้องเขยฉันเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง พวกเขาร่ำรวยและมีเส้นสายมากมาย ในช่วงหลายปีมานี้พวกเขาพาเธอไปหาหมอที่มีชื่อเสียงทั่วโลก แต่ไม่มีใครสามารถรักษามันได้ ”
“ ผลวินิจฉันของแต่ละโรงพยาบาลใหญ่ต่างสอดคล้องกันมาก ต่างก็บอกว่าเธอเป็นมาตั้งแต่กำเนิด ไม่ใช่โรค ”
“ แต่เมื่อเวลาผ่านไป โรคยิ่งร้ายแรงหนักขึ้น มันเริ่มกระจายไปทั่วใบหน้าของเธอจนในที่สุดก็กลายเป็นอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้ “
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ฉือโค่วไห่ถอนหายใจอีกครั้ง “ เด็กคนนี้น่าสงสารมาก ปกติแล้วเธอมักจะเป็นคนร่าเริงมีชีวิตชีวา แต่หลังจากเป็นโรคนี้เธอมีนิสัยเปลี่ยนไปมาก วันๆ อยู่แต่ในห้องกับคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แทบจะไม่ออกไปไหนเลย ”
“ น้องสาวของฉันเห็นว่าเธอน่าสงสารมาก จึงปล่อยให้เธอมาหาฉันเพื่อจะทำให้สบายใจขึ้น ฉันก็เพิ่งได้ยินจากผู้นำเก่าของฉันว่าทักษะทางการแพทย์ของหมอเทวดานั้นเยี่ยมยอดมาก ดังนั้นฉันจึงพาเธอมาด้วย หวังว่าหมอเทวดาจะสามารถรักษาเธอได้ ”
ฉินห้าวตงเข้าใจแล้วว่าฉือโค่วไห่ได้ทดสอบเขาผ่านทักษะทางการแพทย์เช่นกัน ถ้าเขาไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บที่เอวของฉือโค่วไห่ได้ ฉีหว่านเอ๋อก็คงไม่ต้องหาทางรักษาจากเขา เช้นกัน เนื่องจากการรักษาของโรคแปลกนี้ยากเป็นสิบเท่าของอาการบาดเจ็บที่เอวของฉือโค่วไห่
“ หมอเทวดา พอจะมีความหวังที่จะรักษาโรคนี้ไหม ? ” ฉือโค่วไห่ถามด้วยความหวัง
“ ขอผมดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน ”
ฉินห้าวตงให้ฉีหว่านเอ๋อนั่งลงบนเก้าอี้และเริ่มจับชีพจร
ขณะที่นิ้วของเขาสัมผัสกับข้อมือของฉีหว่านเอ๋อ ฉินห้าวตงก็รู้สึกถึงปราณเย็นยะเยือกที่พวยพุ่งออกมาจากร่างกายของเธออย่างล้นหลาม โชคดีที่จิตของเขาแข็งแกร่ง เขาสามารถกดปราณเย็นนี้กลับไปได้
แต่แล้วฉินห้าวตงก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าชีพจรของฉีหว่านเอ๋อเต้นต่ำมาก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าวิญญาณเทพที่แข็งแกร่งของเขา เขาคงรับรู้ไม่ได้ว่าชีพจรของเธอเกือบจะเหมือนคนที่ตายไปแล้ว
ไม่นานเขาก็ชักมือกลับ ฉือโค่วไห่จึงถามอย่างวิตก “ เธอเป็นไงบ้าง หมอเทวดา ? ”
ความหวังอันเลือนรางเปล่งออกมาจากสายตาที่ว่างเปล่าของฉีหว่านเอ๋อ เธอหันไปมองฉินห้าวตง
ฉินห้าวตงขมวดคิ้วแล้วพูดขึ้น “ เธอไม่ได้ป่วย ! ”
“ เอ่อ…… ” สีหน้าของฉือโค่วไห่ดูหมดหวัง เขาคิดว่าพอจะมีความหวังในการรักษาหลานสาวของเขาหลังจากเห็นทักษะทางการแพทย์ที่อัศจรรย์ของฉินห้าวตง แต่ไม่คาดคิดว่าสุดท้ายแล้วผลวินิจฉัยของฉินห้าวตงจะเหมือนกับหมอคนอื่น
ท่าทีแสดงออกของฉีหว่านเอ๋อไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ความหวังในสายตาของเธอหายไปทันที
แต่ใครจะรู้ล่ะว่าฉินห้าวตงได้พูดต่อ “ เธอไม่ได้ป่วย แต่เธอโดนคนอื่นร่ายเคล็ดวิชาเลี้ยงผีใส่ ”
“ อะไรนะ ? เคล็ดวิชาเลี้ยงผี ? ”
ไม่เพียงแต่ฉือโค่วไห่ที่ตกใจจนหน้าซีด แต่น่าหลันเจี๋ยและน่าหลันอู๋ชวงต่างก็ตกใจเช่นกัน ฉีหว่านเอ๋อมองฉินห้าวตงอีกครั้งด้วยสายตาเยือกเย็น
ในความจริงแล้วไม่เพียงแต่คนเหล่านั้น แต่ฉินห้าวตงก็แปลกใจเหมือนกันเมื่อเขารู้ผล
เคล็ดวิชาเลี้ยงผีเคยเป็นวิชาที่ใช้กันทั่วไปของนิกายภูตผีในโลกเซียน แต่เคล็ดวิชาแบบนี้เลวร้ายเกินไปและเป็นอันตรายต่อสมดุลของโลก ต่อมานิกายภูติผีถูกนิกายอื่นร่วมมือกันกวาดล้าง เคล็ดวิชานี้จึงได้หายไปจากโลกเซียน แต่ไม่คาดคิดว่ามันจะมาปรากฏอยู่บนโลกมนุษย์
“ คุณหมอฉิน มันคืออะไร ? ช่วยอิบายให้เราเข้าใจหน่อยได้ไหม ” ฉือโค่วไห่ถามอย่างร้อนรน
“เคล็ดวิชาเลี้ยงผีเป็นหนึ่งในศาสตร์วิชานอกรีตของนิกายลึกลับ ตอนแรกผีทารกจะถูกเลี้ยงด้วยวิธีที่โหดเหี้ยม เมื่อผีทารกโตขึ้น มันจะฝังตัวลงไปในเจ้าของร่างที่เหมาะสม ”
“ มันจะเลือกเจ้าของร่างที่เป็นผู้หญิงเพราะเป็นธาตุหยิน และเจ้าของร่างต้องบริสุทธิ์ด้วย ”
“ผีทารกจะใช้เวลาสิบปีในการเติบโตเต็มที่ เมื่อมันโตเต็มที่แล้ว มันจะกลืนกินสติการรับรู้ของเจ้าของร่างในทันทีและทำให้เจ้าของร่างกลายเป็นทาสภูติผีของผู้ที่ร่ายเคล็ดวิชานี้ ”
น่าหลันอู๋ชวงได้ยินเช่นนั้นก็ขนลุกซู่ “ แล้วพวกเขาจะทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ? ”
“ แน่นอนว่ามันดีสำหรับผู้ใช้เคล็ดวิชานี้ เมื่อทาสภูติผีพัฒนาได้สำเร็จ ทาสภูตผีก็จะจงรักภักดีต่อเจ้านายของมันและพวกมันมีความแข็งแกร่งมาก จนสามารถไปถึงระดับชาวยุทธกำลังภายในได้ ” ฉินห้าวตงตอบ
“ ยิ่งกว่านั้นทาสภูติผีเติบโตรวดเร็วมาก ปกติแล้วพวกมันจะไปถึงขอบเขตบรรพจารย์ภายในสามปี ลองจินตนาการว่ามันจะทรงพลังแค่ไหนถ้าผู้ใช้เคล็ดวิชานี้มีทาสภูติผีมากมายภายใต้การควบคุมของเขา ”
ที่เขาพูดมาทั้งหมดนี้คือยึดเอาตามเคล็ดวิชาเลี้ยงผีของนิกายภูติผีในโลกเซียน ในโลกเซียนทันทีที่ทาสภูตผีก่อตัว พวกมันสามารถไปถึงระดับก่งจี และสามปีต่อมาพวกมันสามารถก่อตัวเป็นดวงวิญญาณผี ถ้าหากใช้ศาสตร์วิชาของนิกายนอกรีตอื่นๆ มาเพาะเลี้ยง มันจะลดระยะเวลาลงไปอีก
โดยปกติมนุษย์ธรรมดาหากต้องการฝึกปรือจินตาน จะต้องให้เวลาอย่างน้อยหลายสิบปีไปจนถึงกระทั่งหลายร้อยปี แต่ถ้ามีทาสผีมันก็จะง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก ดังนั้นจึงมีคนพยายามที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชาของนิกายนอกรีต
น่าหลันเจี๋ยสูดลมหายใจด้วยความกลัว บรรพจารย์เป็นชาวยุทธที่อยู่ในระดับสูงมาก เป็นที่เคารพนับถือ ถ้าหากสามารถทำให้คนที่มีพลังแข็งแกร่งเช่นนี้มาเป็นทาสได้ คงเป็นอะไรที่จินตนาการไม่ออกเลย
ฉือโค่วไห่ถามอย่างหวาดกลัว “ หมอเทวดา คุณหมายความว่าหว่านเอ๋อถูกคนฝังทารกผีลงในร่างของเธออย่างนั้นเหรอ ? ”
“ ใช่แล้ว ” ฉินห้าวตงตอบ “ ลองคิดดูว่าเมื่อสิบปีก่อน เธอได้ไปพบเจอผู้ฝึกนิกายแปลกๆ บ้างไหม ? ”
“ สิบปีก่อนงั้นเหรอ ? มันนานเกินไป ฉันจะลองคิดดู ” ฉือโค่วไห่พูดพลางครุ่นคิด
“ ไม่จำเป็นต้องคิดหรอก เมื่อสิบปีก่อนตอนที่ฉันกำลังฉลองวันเกิด มีหมอดูคนหนึ่งมาทำนายดวงให้ ตั้งแต่ตอนนั้นก็มีจุดดำๆ ปรากฏขึ้นที่หน้าอกฉัน หมอดูคนนั้นน่าจะเป็นคนที่ฝังผีทารกลงในตัวฉัน ”
นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีหว่านเอ๋อพูดหลังจากเข้ามาในห้อง แม้ว่าเสียงของเธอจะเยือกเย็นแต่มันกลับดังกังวาล เธอหันไปมองฉินห้าวตงแล้วเอ่ยถาม “ ฉันมีเวลาเหลือเท่าไหร่ ? ”
“ ทั่วทั้งร่างกายของเธอเหลือแค่สมองที่ยังไม่โดนกลืนกินโดนทารกผี ถ้าฉันดูไม่ผิด เธอน่าจะเหลือเวลาไม่มากแล้ว ประมาณสองสามวัน ”
“ อีกสองวันเป็นวันเกิดครบรอบอายุยี่สิบปีของฉัน น่าจะเป็นวันนั้น ” ฉีหว่านเอ๋อพูด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉือโค่วไห่ก็ตะลึง เขารีบดึงมือฉินห้าวตงแล้วพูดขึ้น “ หมอเทวดา คุณมีวิธีรักษาเธอไหม ? คุณต้องช่วยเธอนะ ขอร้องล่ะ ”
ฉินห้าวตงถอนหายใจ ถ้าเขามีระดับการฝึกตนเหมือนชาติที่แล้ว เขาก็คงสามารถทำลายเคล็ดวิชานี้ได้โดยแค่สะบัดมือเท่านั้น แต่ตอนนี้การฝึกของเขาต่ำเกินไป ยังฝึกไม่สำเร็จแม้แต่ขั้นก่งจี หากอยากจัดการกับทารกผีแบบนี้คงเป็นเรื่องที่ยากมาก
ถ้าหากอยากทำลายทารกผีในร่างกายของฉีหว่านเอ๋อ จำเป็นต้องหันไปพึ่งเครื่องรางวิเศษถึงจะได้ แต่ก็ยังไม่รับประกันว่าจะทำลายได้ร้อยเปอร์เซ็น
ดังนั้นเขาจึงพูดขึ้น ” ผมพอมีวิธีอยู่ แต่ผมไม่รับประกันว่าผมจะรักษาเธอได้ มันมีโอกาสสำเร็จแค่ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ”
“ เอ่อ…… ” ฉือโค่วไห่ลังเล เขาเป็นลุงของฉีหว่านเอ๋อ ไม่ใช่พ่อแม่เธอ และมีความหวังเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น เขาจึงไม่สามารถตัดสินใจแทนเธอได้
“ ไม่เป็นไร ฉันจะรับการรักษาจากคุณหมอฉิน ” ฉีหว่านเอ๋อพูด “ แต่ฉันมีเงื่อนไขอยู่หนึ่งข้อ ”
ฉินห้าวตงมองเธอแล้วพูดขึ้น “ เงื่อนไขอะไร เธอพูดมาสิ ! ”
ฉีหว่านเอ๋อพูดขึ้นอย่างเยือกเย็น “ ถ้าไม่สามารถรักษาฉันได้ คุณต้องฆ่าฉันซะ ฉันไม่อยากเป็นทาสของคนอื่น ”
จบตอน